
สหรัฐอยากเห็นไทยเลือกตั้ง
คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในคดีการโยกย้าย ถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จนนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องกระเด็นจากเก้าอี้ พร้อมลากรัฐมนตรีอีก 9 คน ลงจากตำแหน่งด้วย ยังเป็นประเด็นที่สื่อต่างประเทศให้ความสนใจ โดยเฉพาะประเด็นแนวทางการแก้ไขปัญหาทางการเมืองที่ยืดเยื้อมานานและทิศทางก้าวต่อไปของการเมืองไทย
คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในคดีการโยกย้าย ถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จนนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องกระเด็นจากเก้าอี้ พร้อมลากรัฐมนตรีอีก 9 คน ลงจากตำแหน่งด้วย ยังเป็นประเด็นที่สื่อต่างประเทศให้ความสนใจ โดยเฉพาะประเด็นแนวทางการแก้ไขปัญหาทางการเมืองที่ยืดเยื้อมานานและทิศทางก้าวต่อไปของการเมืองไทย
ล่าสุด เจน ซากี โฆษกกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐ ก็ออกแถลงการณ์ให้ไทยในฐานะพันธมิตรเก่าแก่ของสหรัฐก้าวต่อไปข้างหน้าด้วยความระมัดระวัง โดยเห็นว่าคำตัดสินดังกล่าวน่าจะเพิ่มความเสี่ยงที่ทำให้เกิดความรุนแรงจากความขัดแย้งทางการเมืองมากขึ้น
นอกจากนี้ โฆษกต่างประเทศสหรัฐยังเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมแก้ไขปัญหาความตึงเครียดทางการเมืองที่เกิดขึ้นด้วยสันติ พร้อมทั้งให้ไทยรักษาอุดมการณ์ทางประชาธิปไตย โดยใช้การเลือกตั้งเป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหานี้โดยปราศจากความรุนแรง
อย่างไรก็ดี ทางวอชิงตันตัดสินใจที่จะไม่ก้าวก่ายปัญหาภายในของไทย แต่สหรัฐยืนยันว่าจะรักษาความสัมพันธ์แบบทวิภาคีกับไทยต่อไป
ด้าน ดิ อีโคโนมิสต์ ฉบับออนไลน์ แสดงความคิดเห็นในประเด็นนี้ ว่า เป็นการผลักให้ไทยเข้าสู่ภาวะชะงักงันทางการเมืองอย่างสมบูรณ์และเพิ่มความยากลำบากที่จะมองเห็นหนทางการแก้ไขวิกฤตการเมืองที่จะนำไปสู่ความสงบสุข เนื่องจากกลุ่มเสื้อแดงที่สนับสนุนรัฐบาลเชื่อว่าระบบตุลาการมีอคติต่อรัฐบาลและกลุ่มที่ให้การสนับสนุนรัฐบาล
นอกจากนั้น เดอะ อีโคโนมิสต์ ยังชี้ให้เห็นว่าการเมืองที่แบ่งขั้วชัดเจนนี้เกิดขึ้นจากความหวาดระแวง ไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน โดยฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยก็ไม่ไว้วางใจศาลและองค์กรอิสระต่างๆ ขณะที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลก็ไม่เชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งจะบริสุทธิ์ยุติธรรม และเชื่อว่าพรรครัฐบาลน่าจะกลับมากุมอำนาจอีกครั้งจนไม่สามารถนำไปสู่กระบวนการเจรจาเพื่อประนีประนอมได้
ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เป็นผลมาจากวิกฤตการเมืองครั้งนี้ก็เป็นสิ่งที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ โดยสำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ค่าเงินบาทและตลาดหุ้นไทยทรุดตัวลง เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติกังวลว่าคำตัดสินของศาลจะยิ่งทำให้วิกฤตการเมืองไทยแย่ลงไปอีก เห็นได้ชัดจากบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ระบุในรายงานว่า คำตัดสินดังกล่าวส่งผลเชิงลบต่อเครดิตของไทย เนื่องจากภาวะสุญญากาศทางการเมือง ซึ่งมีแนวโน้มว่ายืดเยื้อน่าจะกระทบต่อการจัดสรรงบประมาณเพื่อใช้จ่ายประจำปีงบประมาณ
นอกจากนี้ สำนักข่าวดีพีเอของเยอรมนี ก็แสดงความคิดเห็นในประเด็นการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยหลังศาลมีคำตัดสินรักษาการนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ว่า ถ้าไม่มีการเลือกตั้งใหม่ในเดือน ก.ค.นี้ ตามที่คาดการณ์ไว้ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยน่าจะต่ำกว่า 2.6% ตามที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลังเคยคาดการณ์ไว้
เช่นเดียวกับทางสำนักข่าวดอยช์ เวลล์ ที่มีความเห็นในเรื่องนี้ว่า ความขัดแย้งทางการเมืองที่ทวีความรุนแรงขึ้นไม่เพียงแต่จะกระทบระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยและอาเซียนเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้ไทยถูกลดบทบาทการเป็นผู้นำในภูมิภาคนี้อีกด้วย
นอกจากการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันพุธที่ผ่านมาแล้ว วานนี้ สำนักข่าวเอพีและรอยเตอร์สยังเสนอข่าวการชี้มูลความผิดในคดีละเลยให้มีการทุจริตจำนำข้าวของรักษาการนายกรัฐมนตรี ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้เสนอวุฒิสภาถอดถอนยิ่งลักษณ์ออกจากตำแหน่ง และส่งสำนวนการถอดถอนต่อไปยังวุฒิสภา พร้อมทั้งเรื่องเพิกถอนสิทธิทางการเมือง 5 ปี







