
ปัญหาการประชุมเพื่อเลือกวุฒิสภา
วุฒิสภาไทยเริ่มแต่การมีพฤฒสภาตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2489 ทำหน้าที่ในการพิจารณาทบทวนกฎหมาย และญัตติที่ส่งมาจากสภาผู้แทนราษฎร โดยมีความมุ่งหมายเพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์ของประเทศและประชาชน
วุฒิสภาไทยเริ่มแต่การมีพฤฒสภาตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2489 ทำหน้าที่ในการพิจารณาทบทวนกฎหมาย และญัตติที่ส่งมาจากสภาผู้แทนราษฎร โดยมีความมุ่งหมายเพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์ของประเทศและประชาชน
นับแต่นั้นเป็นต้นมา รัฐธรรมนูญอีกหลายฉบับรวมถึงฉบับปัจจุบันได้กำหนดให้มีวุฒิสภา โดยมีกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทแห่งสังคมและการเมืองที่มีความแตกต่างกันในแต่ละยุคสมัย โดยเริ่มต้นจากการให้สภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่เลือกพฤฒสภา ให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง ให้ผ่านกระบวนการเลือกตั้งโดยประชาชน จนกระทั่งใช้ระบบผสมระหว่างการเลือกตั้งและสรรหาเฉกเช่นในปัจจุบัน โดยวุฒิสภานั้นมีอำนาจที่พัฒนาจากการทำหน้าที่นิติบัญญัติ ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ตลอดจนการพิจารณาเรื่องต่างๆ ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญตามลำดับเรื่อยมา
บุคคลที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนองค์กร ได้แก่ ประธานวุฒิสภา ซึ่งในขณะนี้ได้เกิดปัญหาข้อกฎหมายว่า วุฒิสภาสามารถดำเนินการเลือกประธานวุฒิสภาได้หรือไม่ สืบเนื่องจากที่ผ่านมาไม่เคยมีการเลือกประธานวุฒิสภาในการประชุมสมัยวิสามัญ อีกทั้งการประชุมในครั้งนี้ พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. 2557 ได้กำหนดกรอบทำหน้าที่ของวุฒิสภาไว้ว่ามีเพียง 2 เรื่อง ได้แก่ การตั้งคณะกรรมาธิการสรรหา ผู้ทรงคุณวุฒิศาลปกครอง และการตั้งคณะกรรมาธิการ ตรวจสอบประวัติผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เท่านั้น
โดยมีการกล่าวอ้างว่า หากมีการดำเนินการเลือกประธานวุฒิสภา จะถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
หลักการห้ามวุฒิสภาประชุมในระหว่างที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือถูกยุบนั้น ปรากฏขึ้นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2492 ในขณะที่หลักการให้วุฒิสภาทำหน้าที่รัฐสภาในเรื่องสำคัญระหว่างที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือถูกยุบ ได้เริ่มปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 เป็นครั้งแรก โดยสิ่งที่ต้องคำนึง ได้แก่
ก่อนมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 ที่มีหลักการไม่ให้วุฒิสภาประชุมในระหว่างที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดหรือถูกยุบนั้น มีสาเหตุเนื่องจากวุฒิสภามาจากการแต่งตั้ง การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาจึงเป็นเพียงการกลั่นกรองกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น โดยไม่ต้องการให้สมาชิกวุฒิสภาดำเนินการทางนิติบัญญัติใดๆ อันจะมีผลเป็นการผูกพันสภาผู้แทนราษฎรที่จะเข้าสู่ตำแหน่งใหม่ หรือคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ในขณะที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 ได้กำหนดข้อยกเว้นให้มีการประชุมวุฒิสภาได้ในระหว่างที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง หรือสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ เฉพาะในกรณีที่เป็นเรื่องสำคัญที่ไม่เกี่ยวกับการนิติบัญญัติ
ต่อมารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง ดังนั้นนอกเหนือไปจากการทำหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายแล้ว สมาชิกวุฒิสภายังทำหน้าที่ในการแต่งตั้งบุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ และตรวจสอบการใช้อำนาจซึ่งเป็นหน้าที่ จึงมีการเพิ่มข้อยกเว้นให้สมาชิกวุฒิสภาทำหน้าที่ในส่วนของวุฒิสภาได้ในระหว่างที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง หรือสภาผู้แทนถูกยุบ
เมื่อย้อนกลับไปดูเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาตรา 132 (2) ซึ่งปรากฏอยู่ในรายงานการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 30/2550 (เป็นพิเศษ) พบว่ามาตรานี้ต้องการคงข้อจำกัดในการประชุมวุฒิสภาในระหว่างที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง หรือสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ อันเป็นหลักการที่ยังคงเดิมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540
ดังนั้น การที่วุฒิสภาจะได้ทำหน้าที่ในส่วนของตนตามอำนาจหน้าที่ที่มีพัฒนาการเพิ่มเติมจากเดิมที่เป็นพฤฒสภาจนเกิดเป็นวุฒิสภา โดยยึดหลักการว่าการทำหน้าที่ดังกล่าวนั้น ต้องเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่เกี่ยวกับการนิติบัญญัติ และไม่สร้างผลผูกพันสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เข้ามาสู่ตำแหน่งใหม่ หรือคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ย่อมสามารถจะกระทำได้ จึงเป็นสิ่งที่ชอบแล้ว ดังเช่นในกรณีวันที่ 2 พ.ค.ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมวุฒิสภาสมัยวิสามัญ และให้สมาชิกวุฒิสภาที่ได้รับการรับรองการเลือกตั้งจำนวน 77 คน กล่าวปฏิญาณตนในที่ประชุมก่อนเข้ารับหน้าที่ ทั้งที่พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. 2557 มิได้ระบุกรอบหน้าที่ของวุฒิสภาในเรื่องดังกล่าวไว้
สำหรับประเด็นที่มีผู้พยายามตีความว่า วุฒิสภามีอำนาจเฉพาะการตั้งคณะกรรมาธิการสรรหา ผู้ทรงคุณวุฒิศาลปกครอง และการตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเท่านั้น โดยที่พิจารณาถ้อยคำตามมาตรา 132 (2) จะเห็นว่ารัฐธรรมนูญให้วุฒิสภาประชุมทำหน้าที่พิจารณาบุคคลมาดำรงตำแหน่งใดตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งก็หมายรวมถึงตำแหน่งประธานและรองประธานวุฒิสภา อันเป็นตำแหน่งที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญภายใต้กระบวนการที่ปรากฏอยู่ในข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. 2551 อันเป็นอำนาจของวุฒิสภาอยู่แล้ว
การตีความให้วุฒิสภาสามารถประชุมทำหน้าที่พิจารณาให้บุคคลมาดำรงตำแหน่งในองค์กรอื่น แต่ไม่สามารถเลือกประมุขขององค์กรตนเองได้ จะก่อให้เกิดปัญหาในการตีความรัฐธรรมนูญ อันส่งผลถึงความต่อเนื่องในการปฏิบัติอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของวุฒิสภาตามมาอีกเป็นอันมากในอนาคตต่อไป







