posttoday
การเมืองจนแต้มเศรษฐกิจจนตรอก

การเมืองจนแต้มเศรษฐกิจจนตรอก

09 พฤษภาคม 2557

กลายเป็นเรื่องชาชินไปแล้ว สำหรับปัญหาการเมืองที่มีผลกระทบทำให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวรุนแรง

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

กลายเป็นเรื่องชาชินไปแล้ว สำหรับปัญหาการเมืองที่มีผลกระทบทำให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวรุนแรง ทำให้การที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีอีกหลายคน ซึ่งรวมถึง กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง ไม่ได้ส่งผลกระทบให้แย่หรือดีไปกว่าเดิม

เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะหลายฝ่ายมีการประเมินก่อนหน้าแล้วว่า ไม่ว่าผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญจะออกมาอย่างไร ปัญหาการเมืองจะยังไม่จบ และยังเป็นตัวบั่นทอนอันดับหนึ่งของเศรษฐกิจไทย

หรือพูดกันง่ายๆ คือ การที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจะถูกถอดถอนหรือไม่ถูกถอดถอน เศรษฐกิจไทยก็อยู่ในภาวะย่ำแย่อย่างนี้ ตราบใดที่ยังเป็นรัฐบาลรักษาการ ไม่ใช่รัฐบาลตัวจริงมีอำนาจเต็ม เพราะดูจากการปรับประมาณเศรษฐกิจจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ได้มีการปรับประมาณการเศรษฐกิจจากที่คาดว่าปีนี้จะขยายตัวได้ 45% ต่อปี เหลืออยู่ 12% ต่อปีเท่านั้น

เมื่อดูจากนักลงทุนผู้ประกอบการรายใหญ่ของไทยได้มีการเตรียมมือรับเศรษฐกิจ โดยมีการประเมินกันสุดซอยว่า ในปี 2557 ยังไม่มีการเลือกตั้งและไม่มีรัฐบาลใหม่ เพื่อทำแผนธุรกิจในช่วงที่เหลือของปี แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการเลือกที่จะอยู่รอดด้วยลำแข้งของตัวเอง โดยที่ไม่หวังพึ่งรัฐบาลแล้ว เพราะไม่รู้อนาคตว่าจะได้รัฐบาลใหม่เมื่อไร

หลายฝ่ายมีการประเมินกันว่า กรณีที่นายกรัฐมนตรียังอยู่ในตำแหน่งต่อไป ก็ยังมุ่งเดินไปสู่การเลือกตั้ง ที่ดูเหมือนเป็นทางตันเดินผ่านไปไม่ได้ เมื่อผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลต้องการให้มีการปฏิรูปประเทศ แก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น การเล่นพรรคเล่นพวก และการบริหารประเทศอย่างไม่มีประสิทธิภาพ โดยให้มีรัฐบาลคนกลางเข้ามาบริหารประเทศก่อนให้มีการเลือกตั้งใหม่

ในกรณีที่นายกรัฐมนตรียังอยู่และสามารถเลือกตั้งได้สำเร็จ รัฐบาลใหม่ก็ไม่เสถียรภาพ การทำงานก็ไม่ราบรื่น เศรษฐกิจไทยก็ยังลุ่มๆ ดอนๆ ไม่สามารถเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุน ที่เริ่มหนีไปลงทุนประเทศเพื่อนบ้านคู่แข่งของไทยมากขึ้น

มาถึงวันนี้ นายกรัฐมนตรีถูกถอดถอน มีคนขึ้นมาทำหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี สถานการณ์ทางการเมืองก็ยังเหมือนเดิม เมื่อรัฐบาลที่เหลืออยู่ยังเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง ซึ่งเป็นประเด็นขัดแย้งกับผู้ชุมนุม และอยากจะเดินไปถึงได้เร็ววัน ปัญหาทางการเมืองที่แบ่งขั้วมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น เป็นตัวฉุดเศรษฐกิจให้ตกต่ำลงต่อไป

ที่สำคัญ กรณีที่กิตติรัตน์ที่เป็น รมว.คลัง หลุดจากตำแหน่งไปด้วย ทำให้การบริหารเศรษฐกิจไทยติดล็อกมากขึ้น เพราะกระทรวงการคลังต้องหัวปั่นเช็กข้อกฎหมาย รัฐบาลที่เหลืออยู่มีอำนาจการบริหารมากน้อยขนาดไหน โดยเฉพาะการไม่มี รมว.คลัง และ รมช.คลัง มาทำหน้าที่แทนได้หรือไม่ หากไม่ได้จะทำอย่างไร หากได้จะมีอำนาจเต็มเหมือน รมว.คลัง หรือไม่ เป็นเรื่องที่ทำให้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจยุ่งยากมากขึ้น

เพราะตอนนี้ยังมีเรื่องที่ค้างต้องสะสาง เช่น โครงการรับจำนำข้าวที่รัฐบาลยังมีหนี้ค้างชาวนาอีก 9 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากจะเร่งจ่ายต้องใช้วิธียืมงบกลางของปีงบประมาณ 2557 ซึ่งที่ผ่านมามีการยืมไปแล้ว 2 หมื่นล้านบาท แต่ทว่าการยืมงบกลางเกิน 500 ล้านบาท ต้องใช้อำนาจ รมว.คลัง เซ็นอนุมัติ ซึ่งการยืมงบกลางรอบใหม่ไม่มี รมว.คลัง ทำให้การกู้งบกลางทำไม่ได้ ทำให้การจ่ายหนี้ชาวนาต้องชะงักในที่สุด

ปัญหาการจ่ายหนี้จำนำข้าวให้ชาวนาไม่ครบ ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไม่ใช่น้อย ในความเป็นจริงชาวนาควรได้เงินตั้งแต่ปลายปีและต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งจะทำให้การบริโภคของประเทศไม่มีปัญหาชะงักจนสะเทือนเศรษฐกิจเช่นนี้

นอกจากนี้ การไม่มี รมว.คลัง ทำให้หน่วยงานด้านเศรษฐกิจที่อยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงการคลังเกียร์ว่างมากขึ้นเพราะตั้งแต่มีการยุบสภามาตั้งแต่ปลายปีการทำงานของหน่วยงานทางเศรษฐกิจของกระทรวงการคลัง ไม่ว่าจะเป็นกรมภาษีหรือธนาคารรัฐก็อยู่ในภาวะสุญญากาศ ทุกอย่างนิ่งไม่สามารถทำเรื่องใหม่ได้ เพราะต้องได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายนโยบาย มาวันนี้ไม่มีหัวหางก็หยุดนิ่งไปโดยปริยาย

ขณะเดียวกัน ปัญหาการทำงบประมาณปี 2558 ซึ่งในความเป็นจริงจะมี รมว.คลัง หรือไม่มี รมว.คลัง ก็ไม่สามารถเดินหน้าได้ ตราบใดที่ไม่มีรัฐบาลใหม่ เพราะงบประมาณต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่ง ครม.ทำไม่ได้ เพราะจะผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ ทำให้การลงทุนภาครัฐชะงักไม่มีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ไม่มีเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

กระทรวงการคลังมีการประเมินกันภายใน หากไม่สามารถมีรัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็มบริหารประเทศได้ภายในสิ้นปีนี้ จะกระทบกับการทำงบประมาณปี 2558 อย่างรุนแรงถึงขั้นอาจไม่สามารถทำงบประมาณปี 2558 ได้เลย ต้องข้ามไปทำงบประมาณปี 2559 เลย ซึ่งจะเป็นครั้งแรกของเศรษฐกิจไทยที่มีงบประมาณมาบริหารพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะงบลงทุนที่เป็นเม็ดเงินสำคัญในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวรุนแรง

แม้แต่งบประมาณปี 2557 ที่มีการอนุมัติไปแล้ว ยังมีปัญหาการเบิกจ่ายงบลงทุน เพราะรัฐมนตรีไม่กล้าเซ็นอนุมัติโครงการ ทั้งที่กรมบัญชีกลางทำหนังสือแจ้งว่าสามารถอนุมัติได้ เพราะเป็นโครงการที่ได้รับอนุมัติก่อนมีการยุบสภา แสดงให้เห็นว่าปัญหาการเมืองทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐมีปัญหาต่อเนื่องทั้งปีนี้และปีหน้า ทำให้หลายฝ่ายออกมาประเมินว่าเศรษฐกิจปีนี้ที่ว่าจะแย่แล้ว แต่ปีหน้าจะแย่กว่า เพราะปัญหาการเมืองที่ยังไม่มีทางออก

แม้ว่าจะมีคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง หรือจะมีมติคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เห็นว่ามีมูลความจริงที่นายกฯ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และส่งเรื่องให้สภาถอดถอนออกจากตำแหน่ง ซึ่งจะมีผลตัดสิทธิทางการเมืองนายกรัฐมนตรีเป็นเวลา 5 ปี

แต่ทว่า การตัดสินไม่ว่าจากศาลไหน หรือองค์กรอิสระ ไม่ได้เป็นทางออกของปัญหาทางการเมือง ในทางตรงข้ามกลับทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมีการเผชิญหน้าของขั้วความขัดแย้งต่างๆ มากขึ้น จนนำไปสู่ความรุนแรง ทำให้เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะหมดหวัง

เพราะตอนนี้เศรษฐกิจไทยมีที่พึ่งเพียงเครื่องยนต์เดียว คือ การส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 56% ต่อปี ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ 23% แต่หากการส่งออกขยายตัวได้ดีถึง 9% ตามที่หน่วยงานบางแห่งประเมินไว้ เศรษฐกิจก็สามารถขยายตัวได้ถึง 3% ได้อย่างไม่ยากเย็น แต่ในทางกลับกันหากปัญหาการเมืองเกิดความรุนแรงมากกว่าที่เป็นอยู่ปัจจุบัน การส่งออกของไทยก็อาจจะมีปัญหาขยายตัวได้น้อย ไม่ต้องพูดถึงการบริโภคที่แทบไม่ขยายตัว การลงทุนภาคเอกชนที่หดหายขึ้นเรื่อยๆ ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐก็อยู่ในภาวะดับสนิท ทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้โตได้ 12% เท่านั้น

จึงไม่ต้องแปลกใจที่ช่วงนี้หน่วยงานเศรษฐกิจภาครัฐและภาคเอกชนบางแห่ง เริ่มส่งเสียงเรียกร้องแบบไม่เต็มปากเต็มคำว่า เศรษฐกิจไทยต้องมีรัฐบาลอำนาจเต็มเข้ามาบริหารประเทศโดยเร็วที่สุด ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดๆ ก็ตาม เพราะปัญหาการเมืองจนแต้มไม่มีทางออก ส่งผลให้เศรษฐกิจจนตรอกไม่มีทางรอดอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท