posttoday
ธุรกิจปิโตรเคมีในอินโดนีเซีย กับโอกาสที่ท้าทาย

ธุรกิจปิโตรเคมีในอินโดนีเซีย กับโอกาสที่ท้าทาย

09 พฤษภาคม 2557

ปิโตรเคมีในอินโดนีเซียเป็นธุรกิจที่ยังมีช่องว่างให้เข้าไปลงทุนได้อีกมาก เนื่องจากปัจจุบันยังเป็นตลาดที่มีผู้เล่นน้อยและกำลังการผลิตที่ค่อนข้างต่ำ สวนทางกับระดับความต้องการบริโภคที่มีอย่างมหาศาล

ปิโตรเคมีในอินโดนีเซียเป็นธุรกิจที่ยังมีช่องว่างให้เข้าไปลงทุนได้อีกมาก เนื่องจากปัจจุบันยังเป็นตลาดที่มีผู้เล่นน้อยและกำลังการผลิตที่ค่อนข้างต่ำ สวนทางกับระดับความต้องการบริโภคที่มีอย่างมหาศาล

ปัจจุบัน ธุรกิจปิโตรเคมีของอินโดนีเซียสร้างรายได้ให้แก่ประเทศราว 3% ของจีดีพีในช่วงที่ผ่านมา ตลาดปิโตรเคมีของอินโดนีเซียมีการเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป ความต้องการผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขยายตัวที่ประมาณเกือบ 2% และการผลิตส่วนใหญ่เป็นแบบ Naphtha Base แต่คาดว่าในอนาคตความต้องการผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีจะเติบโตได้ถึงประมาณ 5% จากแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างดี

อย่างไรก็ดี ผู้เล่นส่วนใหญ่ในธุรกิจนี้ยังขาดความเชื่อมโยงในสายการผลิต เช่น ผู้เล่นบางรายทำเพียงธุรกิจต้นน้ำและปลายน้ำ หรือบางรายทำแค่ธุรกิจปลายน้ำ เป็นต้น ประกอบกับการขาดแคลนวัตถุดิบและการเชื่อมต่อกับธุรกิจน้ำมันส่งผลให้อินโดนีเซียยังต้องพึ่งพาการนำเข้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีจากต่างประเทศราว 50% ของความต้องการบริโภคในประเทศทั้งหมด

หากพิจารณารวมถึงประเด็นทดแทนการนำเข้า ตลาดผู้ผลิตปิโตรเคมีจะมีโอกาสขยายตัวได้สูงเกินกว่า 5% ค่อนข้างมาก

หนึ่งในบริษัทผู้ดำเนินธุรกิจปิโตรเคมีของอินโดนีเซียที่น่าจับตามอง คงหนีไม่พ้น Chandra Asri ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดสูงเป็นอันดับ 1 หรือคิดเป็นสัดส่วนรายได้ถึงเกือบ 40% ของตลาดปิโตรเคมีในอินโดนีเซีย โดย Chandra Asri เป็นผู้ดำเนินธุรกิจปิโตรเคมีครบวงจรแห่งเดียวในอินโดนีเซีย มีการผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่หลากหลายตั้งแต่ต้นน้ำ เช่น เอทิลีน โพรพิลีน จนถึงปลายน้ำอย่างโพลีเอทิลีน ซึ่งถือเป็นจุดต่างสำคัญเมื่อเทียบกับบริษัทปิโตรเคมีรายอื่นในอินโดนีเซียที่ผลิตแบบเฉพาะเจาะจงในห่วงโซ่การผลิต

สำหรับการเข้ามาลงทุนของผู้เล่นต่างชาตินับว่ายังค่อนข้างจำกัด และส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในธุรกิจปลายน้ำ โดยภาพรวมเป็นบริษัทปิโตรเคมีรายใหญ่ทั้งจากเอเชีย อย่าง IVL ที่เข้ามาลงทุนตั้งโรงงานผลิต Polyester หรือจากการร่วมทุนของบริษัทปิโตรเคมียักษ์ใหญ่อย่าง Dow Chemical จากอเมริกา และ BASF จากยุโรป ที่มาตั้งโรงงานผลิต Styrene Butadiene Rubber เป็นการลงทุนที่เน้นรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมต่อเนื่องในอินโดนีเซีย

ปัจจุบันบริษัทที่ประกอบธุรกิจปิโตรเคมีรายใหญ่ของไทยอย่าง PTTGC และ SCG ก็ได้เข้าไปเจาะตลาดอินโดนีเซียบ้างแล้ว โดยล่าสุดเมื่อปลายปีที่ผ่านมา PTTGC ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับบริษัท Pertamina เพื่อร่วมลงทุนกันกว่า 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในการสร้างโรงงานปิโตรเคมีแบบครบวงจร ทั้งการผลิตเอทิลีน โพลีเอทิลีน ซึ่งคาดว่าโรงงานจะสร้างเสร็จภายในปี 2018 และจะมีส่วนแบ่งตลาดถึง 30%

สำหรับ SCG ขณะนี้ได้เข้าไปถือหุ้นใน Chandra Asri 30% ผ่านการเข้าซื้อกิจการเมื่อปี 2011 ทั้งเพื่อขยายโอกาสทางการตลาดให้มากขึ้น ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในอินโดนีเซีย

ในแง่ของปัจจัยท้าทาย การขาดแคลนวัตถุดิบเพื่อป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมปิโตรเคมี จัดเป็นอุปสรรคสำคัญที่ควรเร่งแก้ไข แม้อินโดนีเซียจะเป็นประเทศที่อุดมไปด้วยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ แต่เนื่องด้วยรัฐบาลยังคงจำกัดการนำทรัพยากรดังกล่าวขึ้นมาใช้ ในขณะที่ความต้องการน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้อินโดนีเซียต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องประมาณ 30% จาก 4% ในปี 2004

ประกอบกับรัฐบาลก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการนำก๊าซธรรมชาติมาใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ยิ่งทำให้ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเพิ่มมากขึ้น และต้องอาศัยการนำเข้าวัตถุดิบดังกล่าวจากต่างประเทศเป็นปริมาณมาก ส่งผลทางลบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้เล่นภายในประเทศ ทั้งในด้านต้นทุนและความเสี่ยงจากการขาดวัตถุดิบ

อย่างไรก็ดี ธุรกิจปิโตรเคมีของอินโดนีเซียจัดเป็นตลาดที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม จากปัจจัยหลัก 3 ประการดังนี้

1) การขาดแคลนผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีในประเทศเป็นจำนวนมาก พบว่า อินโดนีเซียมีสัดส่วนการนำเข้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีต่างๆ ค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นเอทิลีน โพลีเอทิลีน โดยผลิตภัณฑ์บางชนิดมีการนำเข้าทั้ง 100% ของการบริโภคเช่น LDPE เป็นต้น ขณะเดียวกันอัตราการใช้พลาสติกต่อหัวของอินโดนีเซียเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียนนับว่ายังค่อนข้างต่ำ ยิ่งสนับสนุนช่องทางการขยายตัวของธุรกิจนี้ต่อไปได้อีก

2) นโยบายสนับสนุนการลงทุนในธุรกิจปิโตรเคมีของรัฐบาล ในการส่งเสริมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของรัฐบาลอินโดนีเซียที่ปรากฏเด่นชัดที่สุด ได้แก่ การใช้มาตรการภาษีในการสร้างแรงจูงใจ เช่น ให้งดเว้นการจัดเก็บภาษี และการลดหย่อนภาษี โดยสิทธิประโยชน์ดังกล่าวจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขเพิ่มเติมที่รัฐบาลกำหนด เช่น การลงทุนขั้นต่ำจะต้องมีวงเงินไม่น้อยกว่า 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ และจะต้องฝากเงินลงทุนอย่างน้อย 10% ในธนาคารของอินโดนีเซีย

3) การเติบโตของอุตสาหกรรมต่อเนื่อง แนวโน้มการขยายตัวของอุตสาหกรรมที่พึ่งพาผลิตภัณฑ์พลาสติก เช่น อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ บรรจุภัณฑ์ และการก่อสร้าง สะท้อนให้เห็นทิศทางที่น่าจะสดใสของธุรกิจปิโตรเคมีเพื่อตอบสนองความต้องการในอนาคต

หากสนใจเข้าไปลงทุนในธุรกิจปิโตรเคมีของอินโดนีเซีย การร่วมทุนบริษัทท้องถิ่น โดยเจาะตลาดผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีประเภท Commodity เนื่องจากการเข้าไปทำธุรกิจในอินโดนีเซียยังไม่ง่ายนักเมื่อเทียบกับหลายตลาดในอาเซียน การจับมือกับบริษัทท้องถิ่นในประเทศจึงเป็นวิธีที่ทำให้การเข้าสู่ตลาดง่ายและราบรื่นขึ้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท