posttoday
ต่างชาติจับตาไทยระอุนับถอยหลังเตรียมนองเลือด

ต่างชาติจับตาไทยระอุนับถอยหลังเตรียมนองเลือด

08 พฤษภาคม 2557

เพียงไม่ถึง 5 นาทีหลังศาลรัฐธรรมนูญไทยมีคำสั่งตัดสินให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

เพียงไม่ถึง 5 นาทีหลังศาลรัฐธรรมนูญไทยมีคำสั่งตัดสินให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พ้นสภาพจากการเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศ พร้อมด้วยเหล่ารัฐมนตรีที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เนื่องจากมีความผิดฐานใช้อำนาจในทางมิชอบ กรณีโยกย้าย ถวิล เปลี่ยนศรี ออกจากตำแหน่งรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)

บรรดาสำนักข่าวต่างประเทศแทบทุกสำนัก ไล่เรียงตั้งแต่ เอพี เอเอฟพี รอยเตอร์ส บลูมเบิร์ก ซีเอ็นเอ็น บีบีซี วอลสตรีท เจอร์นัล และวอยซ์ ออฟ อเมริกา ฯณฯ ซึ่งติดตามความเคลื่อนไหวทางการเมืองไทยมาอย่างต่อเนื่องหลายเดือน ต่างประโคมข่าวเผยแพร่การหลุดจากเก้าผู้นำประเทศไทยของอดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ กันอย่างคึกคัก

โดยนอกจากจะรายงานในประเด็นความคืบหน้าทางการเมืองล่าสุดที่อาจเป็นเสมือนจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของสถานการณ์ความขัดแย้งของไทยแล้ว อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่บรรดาสื่อต่างชาติเหล่านี้ต่างพากันสงสัยและอดตั้งคำถามไม่ได้ก็คืออนาคตของประเทศไทยนับต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร และพอจะมีทางออกจากความตึงเครียดในขณะนี้หรือไม่

ทั้งนี้ หากติดตามการรายงานของสื่อต่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง จะสังเกตได้ว่า นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญต่างชาติส่วนหนึ่งคาดการณ์ไว้อยู่ก่อนแล้วว่าศาลรัฐธรรมนูญไทยจะตัดสินให้รักษาการนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ หลุดจากตำแหน่งแน่นอน ดังนั้นนักวิเคราะห์เหล่านี้จึงค่อนข้างเน้นหนักไปในเรื่องของเหตุการณ์หลังจากนี้กันมากขึ้น

ไทยจะมุ่งเดินไปทางไหน จะยุติการประท้วงอย่างไร ใครจะมาเป็นผู้นำประเทศคนต่อไป การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นหรือไม่ รัฐประหารจะเกิดขึ้นหรือเปล่า แล้วเมื่อใดที่ไทยจะได้ปฏิรูปประเทศให้ก้าวหน้าทันสมัย

คำตอบที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองไทยตอบตรงกันแทบทุกสำนักคือ “ไม่รู้” เพราะเหตุบ้านการเมืองไทยในขณะนี้ล้วนตกอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอน ที่อะไรๆ ก็สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากคำพูดและท่าทีของฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาล ซึ่งเรียกกันโดยรวมว่ามวลชนเสื้อแดง กับฝ่ายต่อต้าน ซึ่งเรียกกันโดยย่อจนติดปากว่ามวลมหาประชาชน กปปส. ภายใต้การนำของ สุเทพ เทือกสุบรรณ ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่กล่าวตรงกันว่า ต่อให้ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญก็พอจะคาดเดาได้ว่า ไทยมีแนวโน้มจะต้องเผชิญการปะทะกันรุนแรงนองเลือดระหว่างมวลชนสองฝ่ายอีกครั้ง

เรียกได้ว่า ประเทศไทยคงยากจะหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ความรุนแรงเสียเลือดเสียเนื้ออย่างแน่นอนแล้ว

พอล คัวก์เลีย ผู้อำนวยการพีคิวเอ แอสโซซิเอตส์ บริษัทประเมินความเสี่ยง ประจำกรุงเทพมหานคร แสดงความเห็นผ่านสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็น สหรัฐ ว่า นับเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่ได้เห็นมวลชนที่อยู่ขั้วตรงข้ามกัน ข่มขู่จะจัดการประท้วงในเวลาเดียวกันและสถานที่ใกล้เคียงกันภายในบริเวณเมืองหลวงของประเทศไทย

“ดังนั้น ในกรณีที่เธอ (ยิ่งลักษณ์) ไป ฝ่ายที่อยู่ตรงกันข้ามกับเธอย่อมต้องเฉลิมฉลองด้วยความยินดี แต่ฝ่ายที่สนับสนุนเธอย่อมต้องจัดการชุมนุมประท้วงอย่างรวดเร็ว พูดตามตรงนะ เราน่าจะได้เห็นความยุ่งยากในไทยอีก” คัวก์เลีย ระบุ

ด้าน โจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์บีบีซีแห่งอังกฤษ ประจำประเทศไทย แสดงความเห็นว่า สถานการณ์ของอดีตผู้นำหญิงไทยในขณะนี้ไม่สามารถขยับตัวทำอะไรได้มากนัก โดยนอกจากคดีการใช้อำนาจในทางมิชอบแล้ว ยิ่งลักษณ์ ยังต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาในเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นและการวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนไม่จบสิ้นจากกรณีของพี่ชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ที่หลบลี้อยู่ในต่างประเทศในปัจจุบัน

เฮด ระบุว่า สิ่งที่ฝ่าย ยิ่งลักษณ์ เหลืออยู่ในมือขณะนี้ก็คือการเพิ่มสถานการณ์ตึงเครียดทางการเมืองด้วยการจัดการชุมนุมครั้งใหญ่ขึ้น โดยมีเงื่อนไขสำคัญว่าการชุมนุมจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ ยิ่งลักษณ์ โดนบีบบังคับให้ต้องออกจากตำแหน่ง และเงื่อนไขดังกล่าวก็ได้เกิดขึ้นเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นสิ่งที่ต้องจับตาต่อไปก็คือความเคลื่อนไหวของแต่ละฝ่าย

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์หลายสำนักต่างเห็นตรงกันว่าไม่มีครั้งไหนในประวัติศาสตร์ไทยยุคใหม่ที่จะมีการแบ่งแยกแตกพวกได้อย่างชัดเจนเท่าครั้งนี้ แม้ต่างฝ่ายต่างย้ำว่าการกระทำทุกอย่างจะตั้งอยู่บนสันติ ไม่รุนแรง กระนั้นก็ยังเป็นเรื่องยากที่รับรองได้ว่าจะไม่มีเหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นจากการลุกขึ้นมาเผชิญหน้าของทั้งสองฝ่าย

ขณะที่ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์บีบีซีประจำประเทศไทย ยังเสริมอีกว่า ยังคงเป็นเรื่องยากที่จะคาดเดาท่าทีของฝ่ายทหาร แต่ถ้าเหตุการณ์เลวร้ายขั้นสูงสุดไม่ว่าด้วยปัจจัยใดก็ตาม โลกอาจได้เป็นประจักษ์พยานของการเกิดรัฐประหารขึ้นอีกครั้ง ซึ่งหากเป็นไปตามที่คาดไว้จริง ผลลัพธ์จากการรัฐประหารจะยิ่งยุ่งยากเข้าไปอีก เพราะอย่างน้อยที่ผ่านมาก็แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่นายทหารในกองทัพทุกคนจะเชื่อฟังแน่วแน่ต่อคำสั่งของผู้บังคับบัญชา

ส่วน เจมส์ ฮุคเวย์ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล มองว่า การเมืองไทยเริ่มเข้าสู่ดราม่าบทใหม่ที่จะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่ว่าใครจะอยู่ใครจะไป สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่าก็คือการเลือกตั้งผู้นำประเทศคนใหม่ขึ้นมาทำหน้าที่ปกครองประเทศ เพื่อป้องกันการเกิดสุญญากาศทางการเมือง อันจะเป็นผลร้ายต่อไทยชนิดที่ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลาแก้ไขอีกกี่เดือนกี่ปี

ด้านหน้าแสดงความเห็นของหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทมส์ ระบุว่า เมื่อไม่สามารถหลีกเลี่ยงเหตุรุนแรงนองเลือดได้ ไทยมีแต่ต้องประสบด้วยตนเองอีกสักครั้งสองครั้ง หรือให้เกิดการสูญเสียก่อนจึงจะสามารถหันหน้ามาประนีประนอมกันได้ แต่กระนั้น เงื่อนไขที่จะให้ทุกฝ่ายยินยอมพร้อมใจกลับเป็นสิ่งที่ยากยิ่งกว่าการหยุดการลงไม้ลงมือเสียอีก แถมถ้าไม่อาจมีข้อตกลงในการประนีประนอมร่วมกันได้ สถานภาพ “เทฟลอน” ของไทย ที่ทนทานต่อปัญหาต่างๆ ย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยง่ายอีกต่อไป

ทั้งนี้ ความเห็นข้างต้นสอดคล้องกับนักวิเคราะห์ต่างชาติหลายสำนักที่เห็นตรงกันว่า ไม่ว่าไทยจะยอมปล่อยให้เหตุการณ์เลวร้ายถึงขีดสุด ชนิดที่ประชาชนต้องเข่นฆ่ากันเองแบบสงครามกลางเมืองในหลายๆ ประเทศทั่วโลกหรือไม่ แต่สุดท้ายสิ่งที่ไทยต้องทำและต้องทำให้ได้ก็คือถอยกันคนละก้าว แล้วหันมาเจรจากันให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่าความเป็นไปได้ของการที่แต่ละฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงร่วมกันจะยากเย็นแสนเข็ญแค่ไหนก็ตาม

เหตุผลเพราะ ในกรณีที่ไทยไม่สามารถ “คุย” กันรู้เรื่องได้แม้เพียงครั้งเดียว ความขัดแย้งก็ย่อมต้องลากยาวกันต่อไปไม่จบสิ้น และเมื่อนั้นความเสียหายที่ไทยต้องแบกรับย่อมไม่สามารถประเมินมูลค่าได้แน่นอน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท