posttoday
รัฐบาล-กกต.เร่งเลือกตั้ง 20 ก.ค.

รัฐบาล-กกต.เร่งเลือกตั้ง 20 ก.ค.

08 พฤษภาคม 2557

ประธาน กกต.ประสานเสียงรัฐบาลเร่งเดินหน้า พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง 20 ก.ค. ชี้รักษาการนายกฯ คนใหม่ทูลเกล้าฯ ได้

ประธาน กกต.ประสานเสียงรัฐบาลเร่งเดินหน้า พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง 20 ก.ค. ชี้รักษาการนายกฯ คนใหม่ทูลเกล้าฯ ได้

นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลรักษาการมีหน้าที่หลักอยู่ 2 เรื่อง คือ การเลือกตั้งเพื่อให้มีรัฐบาลใหม่ให้เร็วที่สุด โดยประสานงานกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อีกครั้งตามกำหนดในวันที่ 20 ก.ค. ซึ่งรัฐบาลจะรักษาการ 23 เดือน จนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่

ศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. กล่าวว่า การสิ้นภาพของรักษาการนายกรัฐมนตรีไม่กระทบต่อการจัดการเลือกตั้ง สส.ครั้งใหม่ที่กำลังจะมีขึ้น โดยจากนี้ กกต. ยังคงเดินหน้าจัดการเลือกตั้งต่อไป และไม่ว่ารัฐมนตรีคนใดจะขึ้นมาดำรงตำแหน่ง รักษาการแทนนายกรัฐมนตรี ก็ย่อมมีหน้าที่ต้องทูลเกล้าฯ ถวายพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) แก้ไขเพิ่มเติมกำหนดวันเลือกตั้ง สส.เป็นการเลือกตั้งทั่วไป เนื่องจาก กกต.ไม่มีอำนาจทูลเกล้าฯ เองได้

สมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. กล่าวว่า หากต้องการให้เลือกตั้งเป็นไปตามกำหนดเดิม คือ ในวันที่ 20 ก.ค. กกต.กับรักษาการแทนนายกรัฐมนตรีต้องได้ข้อสรุปภายใน 1 สัปดาห์นับจากนี้

ขณะที่ สดศรี สัตยธรรม อดีต กกต. ระบุว่า แม้จะมีข้อถกเถียงเรื่องอำนาจของคณะรัฐมนตรีว่าจะเสนอ พ.ร.ฎ.เลือกตั้งในวันที่ 20 ก.ค.ได้หรือไม่ เนื่องจากสถานการณ์แบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และกฎหมายเองก็ไม่ได้ระบุชัด แต่รัฐบาลและคณะรัฐมนตรีที่เหลืออยู่คงต้องตัดสินใจทูลเกล้าฯ ขึ้นไป เนื่องจากถือเป็นช่องทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการไม่มีรัฐบาล ซึ่งขณะนี้สามารถดำเนินการได้ทันที ไม่จำเป็นต้องรอ กกต.หารือร่วมกันอีกครั้ง

ทั้งนี้ เชื่อว่าฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลจะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในเรื่องอำนาจคณะรัฐมนตรีต่ออีก

อรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือว่ามีลักษณะประนีประนอม ไม่สุดโต่งจนเกิดสุญญากาศ จนทำให้ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลหรือแม้กระทั่งรัฐบาลเองนำไปอ้าง เพื่อทูลเกล้าฯ ขอพระบรมราชวินิจฉัย ตามมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญได้ โดยทิศทางจากนี้รัฐบาลคงจะให้คณะรัฐมนตรีที่รักษาการอยู่ประคองตัวต่อไปจนมี พ.ร.ฎ.เลือกตั้งใหม่ เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 20 ก.ค. แต่ยังมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นยาก เพราะฝ่าย กปปส. ยังยืนยันที่จะคัดค้านการเลือกตั้งต่อไป

สำหรับฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลอย่างกลุ่ม 40 สว. หรือ กปปส. ที่ระบุว่า เมื่อนายกรัฐมนตรีพ้นสภาพจากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว จะต้องเลือกนายกรัฐมนตรีใหม่ โดยใช้ช่องทางมาตรา 7 อรรถสิทธิ์ ระบุว่า ในเมื่อศาลรัฐธรรมนูญไม่วินิจฉัยประเด็นนี้ ก็เป็นความพยายามดิ้นของกลุ่ม 40 สว. และ กปปส. เพื่อที่จะหาช่องให้รัฐบาลล้มตามเป้าหมายตัวเอง

“คำวินิจฉัยวันนี้ถือว่าไม่มีฝ่ายใดชนะเด็ดขาด แม้รัฐบาลเหมือนจะแพ้ เพราะคุณยิ่งลักษณ์จะหลุดจากตำแหน่ง แต่คณะรัฐมนตรียังรักษาการได้ต่อไป ขณะเดียวกันก็ไม่มีการพูดเรื่องอำนาจ สว.ในการเสนอมาตรา 7 ที่ต้องจับตาต่อไปคือการปฏิวัติประชาชนของ กปปส. ในวันที่ 14 พ.ค.นี้ ว่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ หากมีจำนวนคนมากเท่าวันที่ 9 ธ.ค. ก็สามารถเป็นพลังเปลี่ยนแปลงได้” อรรถสิทธิ์ ระบุ

ขณะที่ สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อดีตอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และนักวิชาการ กปปส. กล่าวว่า แม้คณะรัฐมนตรีที่เหลืออยู่ยังคงรักษาการต่อ แต่ก็ถือว่าหมดความชอบธรรมไปแล้ว เพราะผู้นำของ ครม.ทำผิดธรรมาภิบาล มีการใช้อำนาจแทรกแซงการบริหารราชการแผ่นดิน จนทำให้ศาลต้องวินิจฉัยลักษณะนี้ ฉะนั้นจึงควรลาออกทั้งคณะ เพื่อเปิดทางให้เกิดการปฏิรูปประเทศมากกว่าจะดันทุรังอยู่ต่อแล้วเจอประชาชนต่อต้านต่อไป

อดีตอธิการบดีนิด้า กล่าวอีกว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ถือว่า กปปส. แพ้ เพราะต้องไม่ลืมว่าที่กปปส.ที่ต่อสู้มานานกว่า 6 เดือนนั้น ต้องการผลักดันให้เกิดการปฏิรูปประเทศ ยืนยันว่า กปปส.ไม่ต้องการได้อำนาจหรือตั้งตัวเป็นรัฏฐาธิปัตย์เอง แต่ต้องการให้มีรัฐบาลของประชาชนเพื่อให้เกิดการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง

ด้าน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า แม้จะมีการจัดการเลือกตั้งสำเร็จแล้วตั้งรัฐบาลได้ แต่ก็เชื่อว่าบ้านเมืองไม่สงบ เพราะคนที่ต่อต้านรัฐบาลนี้จะไม่ยอมรับแน่

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท