posttoday
ขาใหญ่หนีไทยไปลงทุนนอก

ขาใหญ่หนีไทยไปลงทุนนอก

08 พฤษภาคม 2557

แบงก์ยันธุรกิจขนาดใหญ่ชะลอลงทุนไทยไปตั้งโรงงานต่างประเทศสนพม่ามากสุด

แบงก์ยันธุรกิจขนาดใหญ่ชะลอลงทุนไทยไปตั้งโรงงานต่างประเทศสนพม่ามากสุด

ธนาคารเผยธุรกิจขนาดใหญ่รอการเมืองนิ่งชะลอลงทุนในประเทศ หอบเงินหนีลงทุนนอก

นายวศิน วณิชย์วรนันต์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า จากการสอบถามผู้ประกอบการรายใหญ่ 1.7 หมื่นราย หรือคิดเป็น 80-90% ของลูกค้าบรรษัท เกี่ยวกับความต้องการใช้เงินทุนในปีนี้ พบว่า ผู้ประกอบการยังแสดงความต้องการทุนใกล้เคียงกับปีที่แล้ว 1.3-1.5 ล้านล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นเพื่อการปรับโครงสร้างการเงินเดิม หรือการลงทุนขยายกิจการเพิ่มเติม

สำหรับ ความต้องการเงินทุนอยู่ในขั้นตอนของการศึกษาความเป็นไปได้และรอตัดสินใจเพิ่มขึ้นเป็น 59% ของมูลค่าความต้องการทุนโดยรวมจาก 27% เมื่อปีที่แล้ว ส่วนการตัดสินใจลงทุนแล้วมีเพียง 10% ลดลงจาก 30% ปีที่แล้ว

ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า นักลงทุนยังไม่มั่นใจสถานการณ์ต่างๆ ภายในประเทศ โดยเฉพาะภาวะการเมืองที่กดดันภาวะเศรษฐกิจและการบริโภค ทำให้ความต้องการลงทุนใหม่เพื่อขยายกำลังการผลิตมีน้อยลง จึงยังคงรอจังหวะเวลาที่เหมาะสมก่อน ขณะที่รายใหญ่ที่ตัดสินใจลงทุนส่วนใหญ่เป็นโครงการคงค้างจากปีที่ผ่านมา เช่น โรงไฟฟ้า ทีวีดิจิทัล ระบบขนส่ง และอสังหาริมทรัพย์ ที่ดำเนินการต่อเนื่องมาในปีนี้

นายวศิน กล่าวว่า ในส่วนของความสนใจของผู้ประกอบการ พบว่า มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่มองตลาดในประเทศเป็นหลัก เปลี่ยนเป็นมองตลาดต่างประเทศในสัดส่วนที่มากขึ้น คิดเป็นประมาณ 60% ของความต้องการทุนโดยรวม โดยกว่า 90% ของการลงทุนในต่างประเทศยังคงเป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่มีขนาดมูลค่าโครงการเฉลี่ยประมาณ 5 หมื่นล้านบาทขึ้นไป โดยมีความสนใจในประเทศพม่ามากขึ้น ซึ่งมีจำนวนโครงการลงทุนไปพม่าเพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่า ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมที่ไทยถนัด เช่น อาหารและเครื่องดื่ม การค้า บริการ และเกษตร

นายวศิน กล่าวอีกว่า ในไตรมาสแรกธนาคารมีสัดส่วนปริมาณธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศเติบโตจาก 16% เป็น 17% และการปล่อยสินเชื่อยังเพิ่มขึ้นเป็น 4.52 แสนล้านบาท จากสิ้นปีอยู่ที่ 4.46 แสนล้านบาท หรือเติบโต 1.5% ซึ่งเป็นผลจากการผลักดันกลยุทธ์ Transaction Banking โดยตั้งเป้าสินเชื่อผู้ประกอบการรายใหญ่เติบโต 57% ส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมตั้งเป้าเติบโต 10% พร้อมทั้งเพิ่มสัดส่วนค่าธรรมเนียมต่อรายได้รวมจาก 44.9% เป็น 47% ให้ได้ภายในปีนี้

“ถามว่ารายใหญ่พร้อมที่จะลงทุนไหม เขาพร้อมนะดูจากความแข็งแกร่งทางการเงิน แต่ตอนนี้เขารอการตัดสินใจ รอดูสถานการณ์ นี่คือคำตอบว่าทำไมเราถึงไม่มีดีล (Deal) ใหม่ๆ เข้ามา เพราะความต้องการเม็ดเงินสำหรับโครงการลงทุนนั้นชะลอหมด กลไกทุกอย่างรอการเมือง หากมีรัฐบาลใหม่ใน 6 เดือนข้างหน้า จะทำให้บรรยากาศโดยรวมดีขึ้น แม้การลงทุนจะไม่กลับมาเร็วแต่ช่วยให้ความเชื่อมั่นในประเทศดีขึ้น ทำให้ธุรกิจเริ่มขยับขยายการลงทุนได้” นายวศิน กล่าว

อย่างไรก็ดี ในส่วนของความสนใจของผู้ประกอบการ พบว่า มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่มองตลาดในประเทศเป็นหลัก เปลี่ยนเป็นมองตลาดต่างประเทศในสัดส่วนที่มากขึ้น คิดเป็นประมาณ 60% ของความต้องการทุนโดยรวม โดยกว่า 90% ของการลงทุนในต่างประเทศยังคงเป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่มีขนาดมูลค่าโครงการเฉลี่ยประมาณ 5 หมื่นล้านบาทขึ้นไป โดยมีความสนใจในประเทศพม่ามากขึ้น ซึ่งมีจำนวนโครงการลงทุนไปพม่าเพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่า ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมที่ไทยถนัด เช่น อาหารและเครื่องดื่ม การค้า บริการ และเกษตร

นายวศิน ชี้แจงว่า ในไตรมาสแรกธนาคารมีสัดส่วนปริมาณธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศเติบโตจาก 16% เป็น 17% และการปล่อยสินเชื่อยังเพิ่มขึ้นเป็น 4.52 แสนล้านบาท จากสิ้นปีอยู่ที่ 4.46 แสนล้านบาท หรือเติบโต 1.5% ซึ่งเป็นผลจากการผลักดันกลยุทธ์ Transaction Banking โดยตั้งเป้าสินเชื่อผู้ประกอบการรายใหญ่เติบโต 57% ส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมตั้งเป้าเติบโต 10% พร้อมทั้งเพิ่มสัดส่วนค่าธรรมเนียมต่อรายได้รวมจาก 44.9% เป็น 47% ให้ได้ภายในปีนี้

อย่างไรก็ตาม แม้ทิศทางการบริโภคและการลงทุนในประเทศจะชะลอตัว แต่ยังมีภาคการส่งออกที่น่าจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและการลงทุน เพราะได้อานิสงส์จากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว ทั้งสหรัฐ ยุโรป และจีน ส่งผลให้แนวโน้มความต้องการทุนเพื่อดำเนินธุรกิจตลาดต่างประเทศมีมากขึ้นแต่สำหรับในแง่การลงทุนที่จะเกิดขึ้นคงเริ่มเห็นในปีหน้า ที่อั้นมาจากปีนี้ไม่ต่ำกว่าแสนล้านบาท

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท