
ฟื้นเศรษฐกิจไทยหลังสลายม็อบโรดโชว์ไม่ได้ผลเท่าสมานฉันท์
รัฐบาลควรนำโครงการไทยเข้มแข็งมาทบทวนดูแบบองค์รวมอีกครั้งและระดมความคิดเพื่อคัดกรองให้ชัดเจนว่าควรบรรจุโครงการใดอยู่ในโครงการไทยเข้มแข็ง เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจ
รัฐบาลควรนำโครงการไทยเข้มแข็งมาทบทวนดูแบบองค์รวมอีกครั้งและระดมความคิดเพื่อคัดกรองให้ชัดเจนว่าควรบรรจุโครงการใดอยู่ในโครงการไทยเข้มแข็ง เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจ
โดย...ทีมข่าวการเงิน
4วันของปฏิบัติการสลายการชุมนุมยึดสี่แยกราชประสงค์ของรัฐบาลต่อกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ขณะนี้ก็ยังไม่สามารถปฏิบัติการได้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่ดูเหมือนว่าใกล้จะประสบความสำเร็จ เพราะแกนนำ นปช. เริ่มมีทีท่าอ่อนลง และเริ่มขอเจรจากับรัฐบาลอีกครั้ง
คำถามตามมาหลังจากนี้ คือ หลังจากที่รัฐบาลสามารถสลายการชุมนุมของ นปช.ไปแล้ว แผนฟื้นฟูประเทศจะทำอย่างไร เพราะทั้งการค้าและการท่องเที่ยวเสียหายไปร่วมแสนล้านบาท รัฐบาลจะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจฟื้นตัวกลับมา
หน่วยงานพยากรณ์เศรษฐกิจ ระบุว่า คาดว่าการชุมนุมทางการเมืองครั้งนี้จะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ลดลงประมาณ 1-3% ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการชุมนุมว่ายืดเยื้อเพียงใด
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือน เม.ย. 2553 ว่า ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 75.0 จากระดับ 77.3 ในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และต่ำสุดในรอบ 8 เดือน โดยดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยโดยรวมปรับตัวลดลงอยู่ที่ระดับ 67.2 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำอยู่ที่ระดับ 66.5 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 91.2 เป็นผลมาจากผู้บริโภคมีความกังวลในสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ปรับตัวลดลง เพราะปัญหาทางการเมืองที่ยังขาดเสถียรภาพหลังจากการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในเดือน เม.ย. ขณะที่ราคาน้ำมันและภาวะค่าครองชีพยังทรงตัวในระดับสูง ซึ่งอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจและการจ้างงานในอนาคต
“ปัญหาการเมืองขณะนี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเท่ากับกรณีการปิดสนามบินของกลุ่มพันธมิตรฯ โดยเดือน เม.ย.นี้ ดัชนีความเชื่อมั่นปรับตัวลดลงมากถึง 2 จุด จากวิกฤตการเมือง เห็นได้จากดัชนีความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองที่ปรับลดลงมากถึง 25 จุด คือปรับจากระดับ 67.8 เป็น 42.9 ถือเป็นระดับที่ต่ำสุดในรอบ 16 เดือน ขณะที่ดัชนีความสุขอยู่ที่ 79.3 ทำสถิติต่ำสุดในรอบ 48 เดือน หรือ 4 ปี เห็นสัญญาณชัดเจนว่าความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ในช่วงขาลง ทำให้การบริโภคเริ่มลดลงมากจนน่าเป็นห่วง กลายเป็นแรงกดดันทำให้เศรษฐกิจโตลดลง” นายธนวรรธน์ กล่าว
การฟื้นเศรษฐกิจจากซากปรักหักพังในครั้งนี้ไม่ง่าย เพราะรัฐบาลจะไม่สามารถใช้วิธีการเดินสายชี้แจงนักลงทุนต่างชาติ หรือที่เรียกว่าโรดโชว์ได้อีก เพราะว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเหตุการณ์ไม่ปกติ และไม่สามารถอธิบายให้นักลงทุนต่างชาติเกิดความมั่นใจและกลับมาลงทุนได้ หากไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาในประเทศให้สงบเสียก่อน
การเดินทางไปโรดโชว์ของหน่วยงานรัฐบาล ก็ดูเหมือนจะเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ
นายสมพล เกียรติไพบูลย์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศนั้น เป็นเรื่องรอง สิ่งแรกที่รัฐบาลจะต้องทำก็คือ การเยียวยาในประเทศ แก้ไขปัญหาความแตกแยกในประเทศให้ได้ เพราะหลังจากนี้ไปความขัดแย้งก็ยังคงอยู่ไม่ได้หายไป และเมื่อความขัดแย้งยังอยู่ นักลงทุนจะลงทุนก็จะไม่กล้าเข้ามา เพราะไม่แน่ใจว่าเมื่อลงทุนไปแล้วจะเกิดปัญหาอีกหรือไม่
“ขณะนี้โลกยุคใหม่เป็นโลกของข่าวสารที่เปิดกว้าง จะไปปิดข่าวอะไรก็คงไม่ได้ เพราะว่าเมื่ออีกฝ่ายออกข่าว ฝั่งตรงข้ามก็สามารถใช้สื่อตอบโต้ได้ ฉะนั้นหากยังสร้างความสมานฉันท์ในประเทศไม่ได้ ก็ไม่ควรจะออกไปชี้แจงต่อต่างประเทศ เพราะสถานการณ์ไม่เหมาะสม” นายสมพล กล่าว
สำหรับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจนั้น หากมองในมุมของการส่งออก ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่ทำงานดีที่สุดในระบบเศรษฐกิจ จะไม่มีผลกระทบมากจากการนี้ เพราะการส่งออกจะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจต่างประเทศมากกว่า
ทางด้านการใช้จ่ายในประเทศก็จะต้องรอให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคกลับมาก่อน จึงจะทำให้ประชาชนออกมาใช้จ่ายเพื่อให้การอุปโภคบริโภคเดินหน้าต่อไปได้
อย่างไรก็ดี การเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองนั้น รัฐบาลก็จะต้องออกมาตรการมาช่วยประคองต่อไปจนกว่าจะตั้งตัวได้
นายธนวรรธน์ กล่าวต่อไปว่า จากการสอบถามความเห็นประชาชนเกี่ยวกับระยะเวลาที่จะใช้ในการฟื้นเศรษฐกิจภายหลังจากรัฐบาลประกาศแผนปรองดอง คนส่วนใหญ่ 41.7% เห็นว่าต้องใช้เวลา 4-6 เดือน รองลงมา 28.5% เห็นว่าต้องใช้เวลา 7-9 เดือน เป็นต้น
ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยนั้นมีพื้นฐานที่ดีอยู่ ประเทศไทยมีปัญหาแค่บ้านทรุดโดนปลวกแทะ แต่ไม่ได้เจอแผ่นดินไหวจนบ้านพัง ดังนั้น แค่ซ่อมแซมก็จะสามารถทำให้เศรษฐกิจกลับมาดีดังเดิมได้
นายสมพล กล่าวว่า ขณะนี้การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่ใช่สิ่งสำคัญอันดับแรกของประเทศ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการซ่อมแซมบ้านที่พัง เพราะลูกทะเลาะกันให้กลับมาเหมือนเดิมเสียก่อน เมื่อแก้ไขปัญหาในบ้านได้แล้วจึงจะออกไปบอกแก่นานาชาติว่าเราพร้อมแล้วที่จะเดินหน้า จึงจะมีความชัดเจนที่จะบอกแก่นักลงทุนต่างชาติ
“ไม่ต้องห่วงว่าประเทศไทยจะอยู่ไม่ได้ เพราะว่าก่อนหน้านี้ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ไทยก็ยังอยู่มาได้เลย ขาดดุลแฝด ทั้งขาดดุลการค้า ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ขาดดุลชำระเงินพร้อมกัน และสถาบันการเงินล่มสลาย เราก็ยังผ่านมาได้
ปัจจุบันนี้ก็กลัวว่าค่าเงินบาทแข็งจนจะทำให้การส่งออกได้รับผลกระทบ เงินบาทแข็งก็ยังเกิดจากเงินไหลเข้า ดังนั้นเรื่องเศรษฐกิจจึงไม่น่าเป็นห่วงเท่าการสร้างความสมานฉันท์ในประเทศ” นายสมพล กล่าว
ทางด้าน ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาเศรษฐกิจส่วนรวมและการกระจายรายได้ มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า การดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ผ่านมาถือว่าเป็นไปในแนวทางที่ดี และรัฐยังคงกระตุ้นต่อเนื่องในบางมาตรการ
แต่สิ่งที่น่าสนใจในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจังหวะที่ 2 (Stimulus Package 2 : SP2) คือ โครงการไทยเข้มแข็ง ซึ่งขยายระยะเวลาสิ้นสุดออกไปอีก 1 ปี ยังคงมีปัญหาในลักษณะเบี้ยหัวแตกทางความคิด และดำเนินการได้ล่าช้ากว่าที่คิด เสนอให้รัฐบาลนำโครงการไทยเข้มแข็งมาทบทวนดูแบบองค์รวมอีกครั้ง ควรทำการระดมความคิดเพื่อคัดกรองให้ชัดเจนว่าควรบรรจุโครงการใดอยู่ในโครงการไทยเข้มแข็ง เพื่อให้เป็นการลงทุนระยะยาวและเกิดประโยชน์ในการสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจที่แท้จริง ซึ่งตอนนี้มีเวลาทำได้ เพราะความจำเป็นเร่งด่วนในการอัดฉีดเม็ดเงินลดลงจากปีที่แล้วมาก







