posttoday
4บิ๊กเอเชียกับชะตาไทยวิกฤตชี้ชะตากรรมภูมิภาค

4บิ๊กเอเชียกับชะตาไทยวิกฤตชี้ชะตากรรมภูมิภาค

18 พฤษภาคม 2553

คงไม่เกินเลยที่จะกล่าวว่า ขณะนี้ทุกสายตาของชาวโลกกำลังจับจ้องมาที่เมืองไทย และสายตาที่จับจ้องความรู้สึกที่พิเศษย่อมเป็นสายตาที่มองจากประเทศที่มีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับไทย

คงไม่เกินเลยที่จะกล่าวว่า ขณะนี้ทุกสายตาของชาวโลกกำลังจับจ้องมาที่เมืองไทย และสายตาที่จับจ้องความรู้สึกที่พิเศษย่อมเป็นสายตาที่มองจากประเทศที่มีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับไทย

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

คงไม่เกินเลยที่จะกล่าวว่า ขณะนี้ทุกสายตาของชาวโลกกำลังจับจ้องมาที่เมืองไทย และสายตาที่จับจ้องความรู้สึกที่พิเศษย่อมเป็นสายตาที่มองจากประเทศที่มีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับไทย ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์

นั่นคือประเทศ Big 4 แห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อันได้แก่ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย

ทั้งสี่ประเทศมีอิทธิพลใหญ่หลวงต่อความเคลื่อนไหวต่างๆ ในภูมิภาค และล้วนเป็นประเทศที่มองไทยเป็นเสมือนหนึ่งเสาหลักของภูมิภาคย่อยที่มีความสำคัญอย่างใหญ่หลวงในการผนึกความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของเอเชียแปซิฟิกทั้งมวล นั่นคือ ฐานะของไทยในการเป็นเสาหลักของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือแกนนำของอาเซียน

ด้วยเหตุผลนี้ ย่อมไม่เป็นที่ต้องสงสัยเลยว่า เหตุใด Big 4 จึงเฝ้ามองสถานการณ์ในไทยด้วยความร้อนรนกว่าประเทศอื่นๆ

4บิ๊กเอเชียกับชะตาไทยวิกฤตชี้ชะตากรรมภูมิภาค

แม้บางครั้ง จีน อินเดีย ญี่ปุ่น หรือออสเตรเลีย จะไม่แสดงออกด้วยวาจาหรือตัวอักษรอย่างชัดเจน แต่เมื่อพิจารณาถึงนัยอันซับซ้อนระหว่างไทยกับประเทศเหล่านี้ ต่อพัฒนาการของเอเชียแล้ว ชะตากรรมของไทยเป็นสิ่งที่ประเทศเหล่านี้เป็นห่วงอย่างที่สุด

หากมีอะไรผิดพลาดจนกลายเป็นความโกลาหลอย่างถึงขีดสุดในไทย ผลประโยชน์และกลเกมทางการเมืองระหว่างประเทศที่ Big 4 ได้ปูทางไว้ย่อมได้รับผลกระทบอย่างใหญ่หลวงเช่นกัน

หากจะแจกแจงความเกี่ยวพันระหว่าง Big 4 กับไทยในระดับที่จับต้องได้ง่ายที่สุด คือ ความสำคัญของประเทศเหล่านี้ในฐานะประเทศคู่ค้าของไทย

จากข้อมูลของกรมเจรจาการค้าจะเห็นว่า เมื่อปีที่แล้ว พบว่า

ไทยขาดดุลการค้าญี่ปุ่น 9,291.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ปีก่อนขาดดุล 13,311.6 ล้านเหรียญสหรัฐ

ไทยขาดดุลการค้าจีน 905.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ปีก่อนขาดดุล 3,965.7 ล้านเหรียญสหรัฐ

ไทยเกินดุลการค้ากับออสเตรเลีย 4,791.7 ล้านเหรียญสหรัฐ จากปีก่อนที่ไทยเกินดุล 2,137 ล้านเหรียญสหรัฐ

ไทยเกินดุลการค้ากับอินเดีย 1,496.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ปีก่อนเกินดุล 715.4 ล้านเหรียญสหรัฐ

จะเห็นได้ว่า แม้จะตกอยู่ในห้วงวิกฤต แต่ตัวเลขทางการค้ามีความเคลื่อนไหวขึ้นลงที่หวือหวาอยู่ไม่น้อย

แต่ความสัมพันธ์ทางการค้าไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ Big 4 สนใจสถานการณ์ในไทยเป็นพิเศษ

เมื่อสำรวจทัศนะของสื่อมวลชนและประชาชนในกลุ่มประเทศยักษ์ใหญ่เหล่านี้ จะพบเสียงสะท้อนของภาครัฐในน้ำเสียงของระดับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรายงานข่าวของสื่อมวลชน

อย่างกรณีของออสเตรเลีย น้ำเสียงของการรายงานข่าวสถานการณ์ในไทยมักอิงกับแนวโน้มความรุนแรงและทิศทางทางการเมือง เนื่องจากเกี่ยวพันกับการตัดสินใจเดินทางมาท่องเที่ยวยังเมืองไทยของนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียเป็นหลัก ดังจะเห็นจากรายงานข่าวส่วนใหญ่ที่เกี่ยวกับไทยของสถานีโทรทัศน์ ABC News

ขณะที่อินเดียจับตาไทยอยู่ห่างๆ และรายงานข่าวที่เกี่ยวกับความรุนแรงในไทยส่วนใหญ่อิงกับสำนักข่าวต่างประเทศ แต่ประเด็นหลักที่ให้ความสนใจเป็นพิเศษ คือ แนวโน้มทางการเมืองเพราะเป็นสิ่งที่จะชี้เป็นชี้ตายอนาคตของไทย เช่น การรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ Hindustan Times และ The Times of India

การที่ทั้งอินเดียมุ่งเน้นความสนใจไปที่แนวโน้มทางการเมือง ส่วนหนึ่งน่าจะมีเหตุผลมาจากความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจในระดับทวิภาคีกับไทยยังไม่แน่นแฟ้นมากพอ ดังจะเห็นได้ว่าขณะนี้อินเดียและไทยยังอยู่ระหว่างการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่คาดว่าจะบรรลุผลไปตั้งแต่เมื่อปี 2549 แต่บัดนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้าอันใด เนื่องจากความไม่พร้อมของฝ่ายอินเดีย หาใช่สถานการณ์ในไทย

อย่างไรก็ตาม ความกังวลต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจเป็นประเด็นหลักที่ญี่ปุ่นและจีนให้ความสนใจเป็นพิเศษ

กรณีของญี่ปุ่นไม่เป็นที่กังขามากนัก เพราะแม้ว่าสื่อของญี่ปุ่นจะรายงานข่าวเกี่ยวกับไทยไปตามกระบวนเดียวกับประเทศอื่นๆ แต่ปฏิกิริยาจากฝ่ายอื่นๆ มีความโดดเด่นยิ่งกว่า โดยเฉพาะปฏิกิริยาจาก JETRO ที่ออกมาตั้งข้อสังเกตด้วยน้ำเสียงเชิงข่มขู่ ให้ไทยจัดการกับปัญหาของตัวเองโดยเร็วไว หาไม่แล้วนักลงทุนญี่ปุ่นอาจเผ่นไปซบอกเวียดนาม

อาจกล่าวได้ว่า ท่าทีของญี่ปุ่นต่อสถานการณ์ในไทยมีความร้อนรนมากกว่า ในฐานที่ญี่ปุ่นอยู่แถวหน้าสุดของประเทศที่ทุ่มทุนลงในไทย

สำหรับจีนมีเงื่อนไขที่แตกต่างออกไป

เป็นที่ทราบกันดีว่า สื่อส่วนใหญ่ของจีนอยู่ในกำมือของรัฐบาล รายงานข่าวเกี่ยวกับไทยแม้จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แต่ปราศจากบทวิเคราะห์ถึงเงื่อนไขของเหตุการณ์และแนวโน้มในอนาคต อย่างมากก็เพียงแค่ระบุถึงความกังวลเกี่ยวกับการลงทุนระหว่างจีนกับไทย เนื่องจากปีนี้เป็นปีแรกที่มีการปรับใช้ข้อตกลง FTA ระหว่างไทย/อาเซียนกับจีน

สาเหตุที่จีนมองดูอยู่ห่างๆ เมื่อพัวพันกับประเด็นทางการเมือง ก็เนื่องจากจีนมีประสบการณ์ที่เลวร้ายจากการชุมนุมประท้วงของนักศึกษาและประชาชนเมื่อปี 1989 หรือเหตุนองเลือดที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน การเจาะลึกถึงเหตุประท้วงต่อต้านรัฐบาล จึงเป็นเรื่องเปราะบางอย่างยิ่งสำหรับจีน

กระนั้น การหลีกเลี่ยงที่จะเจาะลึกถึงการต่อต้านรัฐบาลในไทย หาได้เป็นเงื่อนไขที่จะทำให้จีนเมินเฉยกับผลลัพธ์ทางการเมืองในไทยไม่

ในทางการเมือง จีนมองไทยเป็นปัจจัยสำคัญในการขยายโอกาสสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านเครือข่ายเส้นทางคมนาคมภายในกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง โดยเฉพาะการเชื่อมต่อเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างนครคุนหมิงของจีนถึงกรุงเทพฯ

ยุทธศาสตร์ของจีนดังกล่าวจะราบรื่นดังใจหวัง หากไทยไม่หันไปรับข้อเสนอความช่วยเหลือจากญี่ปุ่น ซึ่งเข้ามามีเอี่ยวในเครือข่ายคมนาคมในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงเช่นกันเมื่อปีที่แล้วนี่เอง

ไทยจึงกลายเป็นศูนย์กลางของการเผชิญหน้าทางอ้อมระหว่างจีนกับญี่ปุ่นไปโดยปริยาย

และด้วยนัยทางการเมืองเดียวกันนี้ ยังเป็นประเด็นซ่อนเร้นที่ทำให้อินเดียและออสเตรเลียจำเป็นต้องภาวนาให้ไทยอย่าได้พังพินาศมากไปกว่านี้ เพราะทั้งสองประเทศปรารถนาแรงผลักดันจากไทยในฐานะเสาหลักของอาเซียน ในการผลักดัน ASEAN+6 ซึ่งเป็นส่วนขยายของ ASEAN+3 ที่รวมถึงออสเตรเลีย อินเดีย และนิวซีแลนด์ เพื่อก้าวสู่ประชาคมเอเชียตะวันออก ซึ่งจะถือเป็นประชาคมเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก

อินเดียและออสเตรเลีย ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่แต่อยู่ชายขอบของปริมณฑลแห่งความมั่งคั่ง ต้องการที่จะเห็นประชาคมดังกล่าวเป็นรูปเป็นร่างในที่สุด เพราะหมายความว่า ฐานะประเทศชายขอบจะสิ้นสุดลงเมื่อทุกประเทศได้กลายเป็นประชาคมเดียวกันแล้ว

ความหวังของประเทศเหล่านี้จะสมปรารถนาหรือไม่นั้นยังเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก

เพราะบัดนี้ ความน่าเชื่อถือของไทยบนเวทีโลกได้พังยับเยินจนยากที่จะเยียวยาได้ในเวลาอันสั้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท