
ชิงจังหวะอำนาจหลังศาลรธน.ช้ชะตา
ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญวันนี้ ที่ไม่ใช่เพียงแค่จะ “ฟันธง” ว่า นายกฯ ยิ่งลักษณ์
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญวันนี้ ที่ไม่ใช่เพียงแค่จะ “ฟันธง” ว่า นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรต้องตกเก้าอี้หรือไม่ จากประเด็นการโยกย้าย ถวิล เปลี่ยนศรี พ้นตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แต่ยังรวมไปถึงการชี้ขาดสถานะของ ครม.รักษาการซึ่งไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรล้วนแต่มีผลต่อทิศทางการเมืองนับจากนี้
จับสัญญาณท่าทีของทั้งฝั่งรัฐบาลเพื่อไทยและ กปปส. ประเมินแนวโน้มคำวินิจฉัยแล้ว คงเลี่ยงได้ยากที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ จะต้องพ้นสภาพ โดยเฉพาะหลังจากศาลปกครองมีคำวินิจฉัยว่าการโยกย้ายถวิลเป็นการใช้อำนาจมิชอบพร้อมกับให้คืนตำแหน่งภายใน 45 วัน เก้าอี้นายกฯ เวลานี้ จึงสั่นคลอนอย่างหนัก
แต่สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือ ครม.ที่ถือว่ามีส่วนเห็นชอบการโยกย้ายถวิลนั้นต้องร่วมรับผิดชอบกับความผิดครั้งนี้ด้วยหรือไม่ซึ่งหลายฝ่ายประเมินแนวคำวินิจฉัยว่าจะออกมาได้ทั้ง ครม.ไม่ต้องพ้นจากตำแหน่ง หรือพ้นจากตำแหน่งแค่บางส่วน หรือพ้นจากตำแหน่งทั้งหมด
ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญทางการเมืองขณะนี้ ทำให้ต่างฝ่ายต่างต้องวาง “ยุทธศาสตร์” เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบเสียเปรียบแบบยอมกันไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นฝั่งรัฐบาลที่จะต้องยื้ออยู่ในตำแหน่งหรือรักษาฐานอำนาจไว้ให้นานที่สุด ขณะที่ กปปส.เองต้องรีบใช้จังหวะนี้เดินหน้าสู่เป้าหมายให้ได้ ยิ่งหากผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาแล้วนำไปสู่สภาวะ “สุญญากาศ” ทางการเมือง
เริ่มตั้งแต่พรรคเพื่อไทยและแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ผนึกกำลังเดินเกมคู่ขนานรักษาสถานะของรัฐบาลต่อไปให้ได้นานที่สุด
กรณีแรก หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ไม่มีความผิด หรือผิดและต้องพ้นจากตำแหน่ง แต่ ครม.รักษาการไม่ต้องพ้นสภาพความเป็นรัฐมนตรีไปด้วย ทุกอย่างก็จะเดินหน้าไปตามสูตรเดิมคือ ให้นายกฯ หรือแต่งตั้งรองนายกฯ หรือรัฐมนตรีขึ้นมาทำหน้าที่รักษาการนายกฯ เร่งผลักดันเดินหน้าจัดการเลือกตั้งให้เกิดขึ้นและได้ สส.ครบ 95% เพื่อสามารถเปิดประชุมสภานัดแรก เพื่อเลือกนายกฯ คนใหม่ ดึงให้ปัญหาทุกอย่างกลับมาแก้ไขกันในระบบ
แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายกับการเดินหน้าจัดเลือกตั้งฝ่ากระแสคัดค้านจาก กปปส. แต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งหารือกับรัฐบาลและเคาะวันเลือกตั้งลงตัวแล้ววันที่ 20 ก.ค. และพยายามหาทางสกัดปัญหาและยืนยันชัดเจนว่า การจัดการเลือกตั้งหนนี้จะไม่โมฆะซ้ำรอยวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา
แต่เวลานี้ยังติดปัญหาอยู่ที่ หากกรณีศาลรัฐธรรมนูญฟันธงให้ยิ่งลักษณ์พ้นสภาพความเป็นนายกฯ นั่นย่อมอาจกระทบกับอำนาจการทูลเกล้าฯ พ.ร.ฎ.แก้ไขเพิ่มเติมกำหนดวันเลือกตั้ง ซึ่งเดิมรัฐบาลพยายามเร่งให้ ครม.พิจารณาแล้วเสร็จภายในวันที่ 6 พ.ค. แต่ติดที่ กกต.ยังอยากให้เพิ่มเติมเนื้อหาในบางส่วนจนทำให้เวลาลากยาวออกมา จนไม่รู้ว่าจะมีปัญหาในอนาคตหรือไม่
กรณีที่สอง หากวินิจฉัยให้ ครม.พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะจนนำมาสู่สภาวะสุญญากาศ ทางฝั่งเพื่อไทยก็เตรียมในวิธีตาต่อตาฟันต่อฟัน เมื่อ กปปส.จะเสนออ้างอิงอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยเตรียมผลักดันนายกฯ คนกลาง ทาง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ก็ออกตัวประกาศจะขอพึ่งพระบารมีเป็นผู้นำยื่นหนังสือทูลเกล้าฯ ขอพระบรมราชวินิจฉัยจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ควบคู่ไปกับการเคลื่อนไหวของ นปช.ที่นัดเคลื่อนไหวใหญ่ ณ ถนนอักษะ ในวันที่ 10 พ.ค. เพื่อเพิ่มพลังการเคลื่อนไหวให้ทางฝั่งรัฐบาล ไม่ปล่อยให้ฝั่ง กปปส. หรืออำนาจนอกระบบสามารถทำอะไรได้ตามใจชอบดังจะเห็นจากสัญญาณจากบรรดาแกนนำเสื้อแดงที่ประกาศเตรียมนำมวลชนเคลื่อนไหว หากองค์กรอิสระมีคำวินิจฉัยให้นายกฯ พ้นเก้าอี้
แต่อีกด้านหนึ่งทางฝั่ง กปปส. ซึ่งเฝ้ารอจังหวะนี้มานานย่อมต้องรีบฉวยจังหวะนี้ปิดเกมเดินหน้าผลักดันรัฐบาลประชาชนลุยปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง เริ่มจากหากกรณียกคำร้อง หรือวินิจฉัยให้นายกฯ และ ครม.บางส่วนต้องพ้นสภาพ ไม่นำไปสู่สภาวะสุญญากาศ กปปส.ก็จะเดินหน้าไปตามแผนเดิมคือ ลุยเคลื่อนไหวใหญ่ตามที่ได้นัดหมายไว้แล้ววันที่ 14 พ.ค. ซึ่งเป็นอีกครั้งที่ประกาศว่าจะเป็นการชุมนุมครั้งสุดท้าย
สอดรับกับเมื่อวันฉัตรมงคล สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. นำมวลชนไปตั้งสัตยาธิษฐานที่ท้องสนามหลวง ประกาศล้มระบอบทักษิณเดินหน้าปฏิรูปจนกว่าจะสำเร็จ
แผนเบื้องต้นในการเคลื่อนไหวปิดเกมรอบนี้จะยกระดับมาเป็นการตัดน้ำตัดไฟหน่วยงานราชการไปจนถึงสถานที่ทำงานบ้านพักคนในรัฐบาล หลังจากก่อนหน้านี้กำนันสุเทพนำมวลชนไปกระชับความสัมพันธ์กับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจต่างๆ เพื่อประสานสร้างแนวร่วม
ส่วนกรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายกฯ และ ครม.ทั้งคณะต้องพ้นสภาพ เกิดสุญญากาศเข้าทาง กปปส.ก็จะเป็นไปตามแนวคิดที่จะใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 3 และ 7 เดินหน้าไปสู่เป้าหมายนายกฯ คนกลาง และรัฐบาลประชาชนขับเคลื่อนการปฏิรูป
สอดรับกับปฏิทินการเมืองที่วุฒิสภานัดหมายเลือกประธานวุฒิสภาในวันที่ 9 พ.ค.นี้ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาที่ถกเถียงกันว่าตำแหน่งรองประธานวุฒิสภาของ สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานวุฒิสภาแทน นิคม ไวยรัชพานิช จะทำหน้าที่ทูลเกล้าฯ ถวายรายชื่อนายกฯ ได้หรือไม่
แม้จะยังมีอีกแนวความคิดจากฟากพระพุทธะอิสระ ประกาศระดมมวลชนเคลื่อนขบวนไปยังหัวหินในวันที่ 1618 พ.ค. เพื่อขอคืนพระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 3
แต่ทว่าสัญญาณความรุนแรงที่กำลังก่อตัวหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ หลังจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะจากการเผชิญหน้าของมวลชนสองฝั่งในสภาวะที่ไร้นายกฯ ย่อมอาจกลายเป็นเงื่อนไขเปิดทางให้ “กองทัพ” ต้องตัดสินใจเข้าควบคุมสถานการณ์ เพื่อป้องกันเหตุการณ์บานปลายหรือความสูญเสีย ไม่ว่าจะเป็นการประกาศกฎอัยการศึก หรือล้มกระดานล้างไพ่กันใหม่อีกรอบ







