
Technology Licensing
เขียนเรื่องของสงกรานต์ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไปในฉบับที่แล้ว ทำให้ยังติดอยู่กับเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา ครั้นจะเหลือบแลไปทางเรื่องของเศรษฐกิจ ก็เห็นแต่ข่าวว่าเอกชนของไทยสู้สุดเหวี่ยงในภาวะเศรษฐกิจขาลงของประเทศ เพื่อเตรียมตั้งรับเออีซีที่จะมาถึงปีหน้านี้ เรียกว่าเหลือเวลาอีกไม่ถึง 10 เดือน อย่างเช่นวัสดุก็หันไปขยายตลาดต่างประเทศ เพราะจะพึ่งตลาดในประเทศไทยอย่างเดียวคงไม่ไหว ก็เลยรีบเปิดตลาด ทั้งในจีน เวียดนาม กัมพูชา ลาว และอีกหลายประเทศในอาเซียน เพื่อรองรับเออีซีด้วย ธุรกิจสุขภัณฑ์ก็เช่นเดียวกัน กำลังขยายตลาดไปในต่างประเทศ แม้แต่ญี่ปุ่นเองซึ่งลงทุนเรื่องรถยนต์กับไทยมาอย่างเหนียวแน่น แต่ตอนนี้ก็ปันใจไปให้อินโดนีเซียมากขึ้น เพื่อกระจายความเสี่ยง เพราะความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทยที่ชักจะลากยาวไปผิดปกติ แต่ที่กล่าวมานี้ ไม่ใช่ผู้เขียนจะเขียนถึงเรื่องเศรษฐกิจอีก เพราะเขียนมาหลายครั้ง หลายๆ เดือนแล้ว โดยเขียนมาเป็นระยะๆ แต่ดูจะไม่ได้รับความใส่ใจใดๆ และเศรษฐกิจของเราก็ดูจะทรุดลงทุกที ก็เลยเห็นว่าน่าจะเขียนเรื่องที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญามากกว่า ให้ห่างไกลจากเรื่องเศรษฐกิจแล
เขียนเรื่องของสงกรานต์ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไปในฉบับที่แล้ว ทำให้ยังติดอยู่กับเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา ครั้นจะเหลือบแลไปทางเรื่องของเศรษฐกิจ ก็เห็นแต่ข่าวว่าเอกชนของไทยสู้สุดเหวี่ยงในภาวะเศรษฐกิจขาลงของประเทศ เพื่อเตรียมตั้งรับเออีซีที่จะมาถึงปีหน้านี้ เรียกว่าเหลือเวลาอีกไม่ถึง 10 เดือน อย่างเช่นวัสดุก็หันไปขยายตลาดต่างประเทศ เพราะจะพึ่งตลาดในประเทศไทยอย่างเดียวคงไม่ไหว ก็เลยรีบเปิดตลาด ทั้งในจีน เวียดนาม กัมพูชา ลาว และอีกหลายประเทศในอาเซียน เพื่อรองรับเออีซีด้วย ธุรกิจสุขภัณฑ์ก็เช่นเดียวกัน กำลังขยายตลาดไปในต่างประเทศ แม้แต่ญี่ปุ่นเองซึ่งลงทุนเรื่องรถยนต์กับไทยมาอย่างเหนียวแน่น แต่ตอนนี้ก็ปันใจไปให้อินโดนีเซียมากขึ้น เพื่อกระจายความเสี่ยง เพราะความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทยที่ชักจะลากยาวไปผิดปกติ แต่ที่กล่าวมานี้ ไม่ใช่ผู้เขียนจะเขียนถึงเรื่องเศรษฐกิจอีก เพราะเขียนมาหลายครั้ง หลายๆ เดือนแล้ว โดยเขียนมาเป็นระยะๆ แต่ดูจะไม่ได้รับความใส่ใจใดๆ และเศรษฐกิจของเราก็ดูจะทรุดลงทุกที ก็เลยเห็นว่าน่าจะเขียนเรื่องที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญามากกว่า ให้ห่างไกลจากเรื่องเศรษฐกิจและการเมือง ทั้งผู้อ่านและผู้เขียนจะได้ไม่เครียด
แต่ไม่ใช่จะห่างจากเศรษฐกิจเสียทีเดียว เพราะเมื่อเห็นข่าวการที่ผู้ผลิตสินค้าของไทยจะขยายตลาดไปในแถบเพื่อนบ้านและจีน โดยใช้ตราสินค้าของตัวเองแทนการรับจ้างผลิต ผู้เขียนก็ดีใจ แต่อดเตือนไม่ได้ว่าอย่าลืมจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศที่จะไปเปิดตลาด เพราะการคุ้มครองเครื่องหมายการค้านั้น จดทะเบียนที่ไหนก็คุ้มครองที่นั่น ไม่มีการคุ้มครองข้ามประเทศ
นอกจากนี้ ยังทำให้คิดเลยไปถึงเรื่องของเทคโนโลยีต่างๆ ที่ประเทศไทยไม่ใช่ว่าจะน้อยหน้าใคร ในแง่ของการนำเข้าเทคโนโลยี และต่อไปเมื่อเป็นเออีซีก็อาจจะมีการขายหรือทำสัญญาอนุญาตให้ใช้เทคโนโลยีไปยังประเทศเพื่อนบ้านสมาชิกอาเซียนด้วยกันอีก เรื่องที่ควรเรียนรู้อีกเรื่องหนึ่งสำหรับบุคคลทั่วๆ ไปที่อาจต้องมีการทำสัญญาดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่คาบเกี่ยวกันระหว่างการค้ากับทรัพย์สินทางปัญญา ได้แก่ การทำสัญญาโอน หรืออนุญาตให้ใช้เทคโนโลยี (Technology Licensing) ผู้เขียนจึงคิดว่าจะเริ่มเขียนตั้งแต่ ก.ไก่ ข.ไข่ เลย จะได้เป็นการปูพื้นฐานสำหรับคนทั่วๆ ไป กล่าวคือ
1.การอนุญาตให้ใช้สิทธิ เกิดขึ้นเนื่องจากเจ้าของสิทธิได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ทำให้ผู้อื่นใช้สิทธินั้นไม่ได้ จึงต้องได้รับการยินยอมโดยเจ้าของสิทธิ เพื่อให้ผู้อื่นนำทรัพย์สินทางปัญญานั้นไปใช้โดยแลกกับเงินหรือของมีค่าอื่นๆ ทั้งนี้ทรัพย์สินทางปัญญาดังกล่าวเป็นคำกว้างๆ ที่รวมตั้งแต่เครื่องหมายการค้าและบริการที่ผู้เขียนกล่าวถึงข้างต้น ไปจนถึงสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ การออกแบบอุตสาหกรรม ซอฟต์แวร์ สูตรต่างๆ Semiconductor และความรู้ต่างๆ เช่น ความเชี่ยวชาญ งานฝีมือ ความสามารถในการฝึกอบรม ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา และถ้าเจ้าของเขาไม่อนุญาตก็นำไปใช้ไม่ได้
2.การอนุญาตให้ใช้สิทธิ หรือโอนสิทธินั้นมีหลายประเภท ซึ่งอาจสรุปให้ง่ายได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ การอนุญาตหรือโอนสิทธิเฉพาะอย่าง เช่น อนุญาตหรือโอนให้นำสิทธิบัตรบางส่วนไปใช้ หรืออนุญาตให้ลอก (Copy) งานบางส่วนของผู้แต่งไปขายหรือจำแนกแจกจ่าย หรือประเภทที่สอง ได้แก่ การอนุญาตหรือโอนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาทั้งหมดให้ เนื่องจากเป็นความจำเป็นสำหรับนำไปผลิต ใช้ และจำหน่าย ตัวอย่างเช่นผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ที่จะอนุญาตให้ใช้หรือโอนให้นั้น ได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมายสิทธิบัตร (ไม่มีใน พ.ร.บ.สิทธิบัตรของไทย) ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า และความลับทางการค้า ส่วนประเภทที่สาม คือ การโอนสิทธิหรืออนุญาตให้ใช้สิทธิทั้งหมดในทรัพย์สินทางปัญญา เนื่องจากต้องให้เป็นไปตามมาตรฐานสินค้า (Technical Standard or Specification) ตัวอย่างเช่นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ตกลงกันเรื่องมาตรฐานด้านเทคโนโลยีเพื่อให้สามารถใช้ต่อเนื่องกันได้ กลุ่มอุตสาหกรรมนั้นจึงตกลงที่จะนำทรัพย์สินทางปัญญามารวมกัน และอนุญาตแก่กันให้ใช้สิทธิร่วมกันได้เพื่อผลิตและจำหน่าย ซึ่งกรณีนี้จะเป็นเรื่องสิทธิบัตรเป็นส่วนใหญ่
3.สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิหรือโอนสิทธินี้ ที่จริงแล้วจะเกี่ยวพันกับความตกลงหรือสัญญาทางธุรกิจอื่นๆ โดยอาจเป็นสัญญาที่แยกจากสัญญาอื่นๆ หรือรวมกับสัญญาอื่นๆ ก็ได้ แต่ธุรกิจของไทยหลายๆ ธุรกิจไม่ได้ให้ความสำคัญกับสัญญานี้ โดยลืมไปว่าที่จริงแล้วอาจมีผลกระทบต่อเรื่องของการกำหนดราคา หรือมูลค่ารวมของสินค้าหรือบริการนั้นๆ ตัวอย่างเช่นเมื่อตกลงสัญญากันที่จะผลิตสินค้าโดยเริ่มตั้งแต่การทำวิจัยและพัฒนาโดยไม่ได้ดูว่าใครจะมีสิทธิทำการผลิตและจะกำหนดราคาขายกันอย่างไร อาจนำไปสู่ปัญหาต่างๆ ได้ในเวลาต่อมา
4.การเจรจาเพื่อจัดทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิหรือโอนสิทธิ จึงมีสองฝ่ายซึ่งมีผลประโยชน์ต่างกัน ผู้เจรจาจึงต้องเข้าใจให้ถ่องแท้ถึงผลประโยชน์ที่จะเกิดแก่ทั้งสองฝ่าย เนื่องจากทรัพย์สินทางปัญญาจับต้องไม่ได้ การเจรจาให้เกิด WinWin Transaction จึงเป็นเรื่องยาก
5.ผู้เจรจาต้องเตรียมตัวล่วงหน้าอย่างดี ในบางกรณีต้องเตรียมตัวเป็นเดือนๆ ศึกษาวัตถุประสงค์ ประเมิน Leverage ตลอดจนศึกษาฝ่ายตรงข้ามให้ดี รวมทั้งการจัดเตรียมเอกสาร และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาด้วย
ขอเขียนเบื้องต้นไว้เพียงแค่นี้ ซึ่งท่านผู้อ่าน อ่านแล้วก็คงจะเห็นได้ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายๆ โดยเฉพาะการต้องไปเจรจาในระหว่างประเทศ แม้จะเป็นกลุ่มอาเซียนด้วยกัน ก็ควรต้องเตรียมตัวและเรียนรู้ไว้







