
ศาลยกคำร้องรื้อคดี2ดาบตำรวจขืนใจผู้ต้องหา
ศาลอาญายกคำร้องขอรื้อคดี2ดาบตำรวจขืนใจผู้ต้องหาบนโรงพักชี้ไม่มีหลักฐานเพียงพอทนายอุทธรณ์ต่อ7วัน
ศาลอาญายกคำร้องขอรื้อคดี2ดาบตำรวจขืนใจผู้ต้องหาบนโรงพักชี้ไม่มีหลักฐานเพียงพอทนายอุทธรณ์ต่อ7วัน
วันที่ 7 พ.ค. ศาลอาญา รัชดา มีคำสั่งให้ยกคำร้องขอรื้อฟื้นคดี ของ ดาบตำรวจมงคล โททอง และดาบตำรวจนุโลม แอ๊ดมา 2 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.เพชรเกษม จำเลยผู้ต้องคำพิพากษาศาลฎีกาถึงที่สุดจำคุก 20 ปี คดีกระทำชำเราน.ส.เอ (นามสมมุติ) ผู้ต้องหาหญิง อายุ 16 ปี ภายใน สน.เมื่อ 14 ม.ค. 2550โดยศาลพิจารณาคำร้องขอรื้อฟื้นคดีแล้วเห็นว่าจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจย่อมรู้กฎหมายเป็นอย่างดี หากน.ส.เอ ผู้เสียหายแจ้งความเท็จกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองข่มขืน ก็สามารถฟ้องร้องแจ้งความดำเนินคดีกับน.ส.เอ เพื่อให้รับโทษทางอาญาได้ มิใช่เพิ่งมาฟ้องในความผิดฐานแจ้งความเท็จหลังจากที่ศาลอุทธรณ์ตัดสินไปแล้ว ซึ่งระยะเวลาล่วงเลยมานาน ประกอบกับระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นจำเลยทั้งสองก็สามารถนำพยานหลักฐานต่อสู้ได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้การที่น.ส.เอ ผู้เสียหายยอมรับสารภาพว่าเบิกความเท็จเพื่อปรักปรำดาบตำรวจจำเลยทั้งสอง โดยอ้างว่าสำนึกผิด ศาลเห็นว่าอาจมีเหตุจูงใจอื่นนอกจากการสำนึกผิด ส่วนที่นำตัว น.ส.เอ ผู้เสียหายเข้าเครื่องจับเท็จแล้วไม่พบว่าให้การมีพิรุธ ศาลก็ถือว่าเป็นการแสวงหาข้อเท็จจริงอย่างหนึ่ง แต่เครื่องมือดังกล่าว ผู้เชี่ยวชาญระบุว่ามีความผิดพลาดได้ 1 ถึง 2 เปอร์เซ็นต์
ดังนั้นศาลเห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอ คำร้องจึงยังไม่มีเหตุให้รื้อฟื้นคดีขึ้นใหม่ ให้ยกคำร้อง และให้ส่งสำนวนให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาต่อไป
สำหรับจำเลยทั้งสองถูกจำคุกมา 3 ปี ภายหลังศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุด นางฐพัฒน์นาถ โททอง และนางสายนภา แอ๊ดมา ภรรยาของจำเลยทั้งสองคนได้ไปร้องขอความเป็นธรรมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ประกอบกับปรากฎข้อเท็จจริงใหม่ คือ น.ส.เอ หญิงวัย 16 ปี ผู้เสียหายสำนึกผิด สารภาพว่าได้ปรักปรำใส่ร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.เพชรเกษม จำเลยทั้งสองให้ได้รับโทษ ภรรยาของจำเลยทั้งสองจึงได้มอบอำนาจให้ทนายความ ยื่นฟ้อง น.ส.เอฐานเบิกความเท็จ ซึ่งศาลอาญาก็ได้พิพากษาจำคุกเป็นเวลา 18 เดือน แต่จำเลยรับสารภาพ โทษจำคุกจึงลดเหลือ 9 เดือน
โดยในวันนี้ศาลได้เบิกตัว 2 ดาบตำรวจจากเรือนจำมาฟังคำสั่งด้วย โดยทั้งสองกล่าวสั้นๆภายหลังศาลมีคำสั่งว่า รู้สึกผิดหวัง เสียใจ เป็นอย่างมาก
ส่วนนางสายนภา กล่าวทั้งน้ำตาว่าขอให้ศาลเมตตาด้วย เพราะ น.ส.เอ ผู้เสียหายได้เข้ามาสารภาพเอง เพราะสำนึกผิดที่ทำให้ 2 ครอบครัวเดือดร้อน ตนเองรู้สึกน้อยใจมาก ได้แต่ปลอบใจสามี ให้สู้ต่อไปด้วยกัน เพราะชีวิตนี้ไม่มีอะไรเหลือแล้ว และไม่คิดฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกับใคร ต้องการเพียงขอให้สามีกลับมาอยู่กับครอบครัว
ขณะที่นางสงกรานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ทนายความ ระบุว่า แม้คำให้การของ น.ส. เอ ผู้เสียหาย ศาลไม่พิจารณาว่าเป็นพยานหลักฐานใหม่ แต่หลังจากนี้ภายใน 7 วัน จะยื่นอุทธรณ์ เพื่อให้ศาลเห็นว่า ผู้เสียหายได้กลับคำให้การเองและมีการฟ้องคดีฐานเบิกความเท็จถึงที่สุดแล้ว
อย่างไรก็ตามสำหรับการขอให้ศาลพิจารณารื้อฟื้นคดีใหม่ ตาม พ.ร.บ.รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 มาตรา 5 ที่ระบุว่า คดีใดที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้บุคคลใดต้องรับโทษทางอาญาในคดีนั้นแล้วอาจมีการร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่ได้ เมื่อปรากฏว่า 1.พยานบุคคลซึ่งศาลได้อาศัยเป็นหลักในการพิพากษาคดีอันถึงที่สุดนั้นได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในภายหลังแสดงว่าคำเบิกความของพยานนั้นเป็นเท็จ หรือไม่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริง 2.พยานหลักฐานอื่นนอกจากพยานบุคคลซึ่งศาลได้อาศัยเป็นหลักในการพิจารณาพิพากษาคดีอันถึงที่สุดนั้น ได้มีคำพิพากษา ถึงที่สุดในภายหลังว่าเป็นพยานหลักฐานปลอมหรือเท็จ หรือไม่ถูกต้องตรงกับความจริง หรือ 3. มีพยานหลักฐานใหม่อันชัดแจ้งและสำคัญแก่คดีซึ่งถ้าได้นำมาสืบในคดี จะแสดงว่าบุคคลผู้ต้องรับโทษอาญาโดยคำพิพากษา ถึงที่สุดนั้นไม่ได้กระทำความผิด







