posttoday
เอกชนสู้ไม่ถอยวิกฤตการเมืองรอบนี้หนักสุด

เอกชนสู้ไม่ถอยวิกฤตการเมืองรอบนี้หนักสุด

07 พฤษภาคม 2557

วิกฤตทางการเมืองที่ลากยาว ทำให้ภาคเศรษฐกิจตกอยู่ในภาวะชะงักงัน วางแผนไม่ได้ หลายคนต่างคาดหวังว่าประเทศน่าจะมีทางลง แต่หลายคนเลิกสนใจ หันมาวางแผนธุรกิจสู้วิกฤตแบบไร้รัฐบาลในรูปแบบที่ต่างกัน

วิกฤตทางการเมืองที่ลากยาว ทำให้ภาคเศรษฐกิจตกอยู่ในภาวะชะงักงัน วางแผนไม่ได้ หลายคนต่างคาดหวังว่าประเทศน่าจะมีทางลง แต่หลายคนเลิกสนใจ หันมาวางแผนธุรกิจสู้วิกฤตแบบไร้รัฐบาลในรูปแบบที่ต่างกัน

บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า ผลกระทบการเมืองที่มีต่อระบบเศรษฐกิจไทยในครั้งนี้ มีผลกระทบมากที่สุดเท่าที่ประเทศมีปัญหาวิกฤตทางการเมือง เพราะในอดีตที่เคยมีปัญหาความไม่สงบทางการเมือง แต่ก็ยังได้อานิสงส์จากเศรษฐกิจโลกที่ผลักดันการส่งออก และรัฐบาลก็ยังสามารถใช้งบลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในได้

ทว่า ในครั้งนี้แม้ประเทศไทยจะมีรัฐบาลรักษาการ กลับไม่สามารถใช้งบประมาณได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจชะงัก

อย่างไรก็ดี ภาวะเศรษฐกิจไทยยังไม่ถึงขั้นเข้าสู่วิกฤตที่เลวร้าย เหมือนกับช่วงที่เกิดสถานการณ์น้ำท่วม หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ แต่เศรษฐกิจไทยยังอยู่ในอาการซึม หลายภาคส่วนรอดูสถานการณ์ โดยมีความหวังว่าปัญหาการเมืองไทยจะจบลงโดยเร็ว ซึ่งในที่ประชุมคณะกรรมการร่วม 3 สถาบันภาคเอกชน (กกร.) ต่างมองว่าหากมีการเลือกตั้งตามกำหนด เศรษฐกิจปีนี้จะเติบโตได้ 23%

แต่ถ้าไม่มีการเลือกตั้งและปัญหาการเมืองยืดเยื้อถึงสิ้นปี เศรษฐกิจจะขยายตัวเพียง 1.52%

ภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย วิเคราะห์สถานการณ์การเมือง ว่า ยังมีปัญหาต่อไป แต่ถ้ามีนายกรัฐมนตรีคนกลาง จะทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ เพื่อนำไปสู่กระบวนการเลือกตั้ง ส่งผลให้กำลังซื้อและความเชื่อมั่นกลับมาบ้าง ทำให้คนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ แต่การลงทุนจะยังไม่เกิดขึ้น

สำหรับธุรกิจหลักทรัพย์ ขณะนี้มีการลงทุนในสิ่งที่จำเป็น เพื่อการเติบโตในระยะยาวเท่านั้น และลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปก่อน เช่น การโฆษณาเพื่อประคับประคองธุรกิจ ส่วนภาพการลงทุนในตลาดหุ้นนั้น หากนานกว่านี้แล้วสถานการณ์ไม่มีอะไรดีขึ้น กลัวว่าตลาดจะอยู่ในภาวะซึมเศร้า ไม่มีทิศทาง คนซื้อก็ไม่กล้าซื้อ ส่วนจะขายก็ไม่กล้าขาย เพราะเงินต่างประเทศยังเข้ามาอย่างต่อเนื่องในขณะนี้

“สถานการณ์ตอนนี้เมื่อเดินทางถึงจุดนี้แล้ว เชื่อว่าจะต้องมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง ซึ่งไม่แน่ใจว่าเมื่อมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งแล้วจะมีการปฏิรูปหรือไม่ แต่การจะเห็นภาพที่ดีขึ้นมากๆ คงต้องใช้เวลา”

วิบูลย์ กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน เปิดเผยว่า สถานการณ์การเมืองขณะนี้ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะจบอย่างไรและจบเมื่อไร และไม่เห็นด้วยหากจะมีการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนกลาง เพราะผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ ทุกฝ่ายควรหันหน้าเจรจากันหาทางออกมากกว่า

อย่างไรก็ตาม หากการเมืองจบประมาณไตรมาส 3 คาดว่าในช่วงระยะเวลา 3 เดือนที่เหลือ บริษัทสามารถกลับมามียอดขาย 1,008 ไร่ ได้เท่าปีก่อน เพราะขณะนี้ลูกค้ารอแค่การเมืองจบเท่านั้น

ทั้งนี้ 4 เดือนแรกที่ผ่านมา บริษัทไม่สามารถขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมอมตะได้เลย เพราะนักลงทุนชะลอเซ็นสัญญารอดูสถานการณ์การเมือง

ขณะที่ ภาคภูมิ ศรีชำนิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิโนไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น ไม่ให้ความเห็นทางการเมือง แต่ได้สั่งเตรียมพร้อมในทางธุรกิจไว้เต็มที่ แม้แต่ทางที่แย่ที่สุด คือ ยืดเยื้อไม่มีรัฐบาลที่มาบริหารขับเคลื่อนโครงการต่างๆ

สิ่งที่ต้องเตรียม คือ 1.เน้นลูกค้าภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 2.หางานในต่างประเทศ ทั้งงานที่ต้องออกไปทำ (คงเป็นแถบอาเซียน) และงานที่ทำในไทยแต่ส่งชิ้นงานไปต่างประเทศ

3.พัฒนาสินทรัพย์ในรูปที่ดินที่เรามีอยู่ หรือที่ดินที่จะมีมูลค่าในอนาคตให้เกิดประโยชน์

4.หาโครงการลักษณะ PPP ที่ให้ผลตอบแทนที่มั่นคงยั่งยืนระยะยาว โดยในขั้นต้นสนใจในธุรกิจที่เป็นปัจจัยพื้นฐานของมนุษย์ เช่น โรงไฟฟ้า

5.ใช้เวลาช่วงนี้ฝึกอบรมพนักงานและย้ายคนให้เหมาะสมกับงาน

6.ศึกษานวัตกรรมเพื่อใช้ในการลดต้นทุนและจำนวนแรงงานในอนาคต

อิสระ บุญยัง ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า ในมุมมองของเอกชนภาคอสังหาริมทรัพย์ ฟันธงไปแล้วว่าการเมืองยืดเยื้อ เพราะไม่ว่าผลการตัดสินใจในประเด็นใดก็ตาม และจะมีผลออกมาเป็นอย่างไร ปัจจัยดังกล่าวทำให้ขณะนี้ผู้ประกอบการได้วางแผนการลงทุน โดยส่วนใหญ่จะชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ ทำให้ยอดเปิดตัวที่อยู่อาศัยใหม่ไตรมาสแรกลดลง 42% แบ่งเป็นบ้านจัดสรรลดลง 20% และคอนโดมิเนียมลดลง 50% แต่หากประเมินตัวเลขโอนกรรมสิทธิ์ 2 เดือนแรก ลดลงเพียง 5% สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการปรับตัวด้วยการหันมาเร่งยอดขายกลุ่มบ้านคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่แทนการเปิดตัวโครงการใหม่

ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทยและกรรมการผู้จัดการ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท กล่าวว่า เวลานี้นักลงทุนจะ “เวทแอนด์ซี” อย่างเดียวไม่ได้แล้ว ก็ต้องหาวิธีที่จะขับเคลื่อนองค์กรให้อยู่รอดภายใต้การเมืองที่ไม่นิ่งเช่นนี้

แนวทางปรับตัวเชื่อว่าทุกค่ายใช้วิธีหาจังหวะที่ดีในการเปิดตัวที่อยู่อาศัยใหม่ เพราะในบางตลาดยังมีความต้องการต่อเนื่อง เพียงแต่ต้องศึกษาความต้องการให้ดีก่อนเปิดขายจริง และหั่นขนาดโครงการให้เล็กลง

“ตัวอย่างเช่นโครงการย่านรังสิตของกลุ่มพฤกษา ซึ่งเดิมเปิดตัวเฟสแรกภายใต้ชื่อ “พลัม คอนโด พหลโยธิน 89” เป็นคอนโดมิเนียมต่ำกว่า 1 ล้านบาท ไม่มีสระว่ายน้ำ มียอดขายไปแล้วประมาณ 3,000 ยูนิต แต่เมื่อเจอคู่แข่งไปปักธงเปิดตัวคอนโดต่ำกว่า 1 ล้านบาทเหมือนกัน บวกกับบรรยากาศเช่นนี้ ทำให้การเปิดเฟส 2 ต้องปรับใหม่เป็น “พลัม พรีเมียม พหลโยธิน” เพิ่มสระว่ายน้ำ ราคาขายปรับขึ้นเล็กน้อย เพื่อไปจับกลุ่มลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่ง เพราะตลาดเดิมถูกดูดซับไปพอสมควรแล้ว” ประเสริฐ กล่าว

ศุภลักษณ์ อัมพุช รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป กล่าวว่า จากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้น กระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคพอสมควร แต่เดอะมอลล์ กรุ๊ป ยังคงมีแผนเปิดตัวโครงการศูนย์การค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและนักท่องเที่ยวต่างชาติ

อย่างไรก็ดี จากภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัว อยากให้สถานการณ์ทุกอย่างจบลงด้วยดี เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศ

ขณะที่ สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาเอกชนไทยได้เผชิญปัญหาการเมืองมาตลอด แต่ก็เป็นลักษณะที่เกิดปัญหาชั่วคราว 23 เดือนก็จบ แต่ครั้งนี้ปัญหาลากยาวแบบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นนานมากไปกว่านี้อีก เพราะจะทำให้ศักยภาพเอกชนที่เคยแข็งแกร่งถดถอยลง

“ตอนนี้ติดเดดล็อก ผิดกับการเมืองทุกครั้งที่ผ่านมา ที่แม้จะมีปัญหาแต่รัฐบาลยังใช้งบประมาณได้ ครม.มีการประชุมอนุมัติเรื่องง่าย ตอนนี้เศรษฐกิจจึงเหลือเพียงการส่งออก ซึ่งจะให้ได้ถึง 56% ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ยังต้องขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่ตอนนี้สหรัฐดีขึ้น แต่ยุโรปยังต้องติดตามปัญหาในยูเครนว่าจะขยายวงกว้างจนกระทบเศรษฐกิจยุโรปหรือไม่” สุพันธุ์ กล่าว

ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ในส่วนของบริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) ที่บริหารอยู่ ก็เริ่มปรับตัวด้วยการขยายตลาดในประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น หลังจากยอดขายในประเทศปรับตัวลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ

สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. กล่าวว่า การที่ยังมองไม่เห็นว่าปัญหาการเมืองจะจบเมื่อไหร่ ทำให้ผู้ผลิตรถต่างๆ คงหันไปพึ่งการส่งออกมากขึ้น เห็นได้จากในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา การผลิตรถยนต์ทั้งหมด 1.81 แสนคัน เป็นการผลิตเพื่อส่งออกถึง 56%

นี่คือการต่อสู้ของนักธุรกิจในห้วงการเมืองกัดกินจนเหลือแต่กระดูก

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69