posttoday
"ทองคำ" หมดเสน่ห์โลกเลิกผวาคิวอี เงินเฟ้อไม่น่ากลัว

"ทองคำ" หมดเสน่ห์โลกเลิกผวาคิวอี เงินเฟ้อไม่น่ากลัว

06 พฤษภาคม 2557

เหตุจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในยูเครน ซึ่งบานปลายกลายเป็นความตึงเครียดระหว่างซีกโลกตะวันตก

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

เหตุจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในยูเครน ซึ่งบานปลายกลายเป็นความตึงเครียดระหว่างซีกโลกตะวันตก คือ สหรัฐและยุโรป กับรัสเซีย ทวีความรุนแรงมากขึ้น ถึงขั้นที่สหรัฐต้องงัดสารพัดมาตรการคว่ำบาตรออกมาใช้ ส่งผลให้บรรยากาศเศรษฐกิจทั่วโลกตกอยู่ในความไม่แน่นอนอึมครึมจนนักลงทุนไม่กล้าขยับลงทุน

ยิ่งเมื่อบวกกับการที่มีรายงานความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจล่าสุดของจีนอย่างดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ (พีเอ็มไอ) ปัจจัยบ่งชี้ถึงภาคการผลิตของประเทศ และถือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดการขยายตัวเติบโตของแดนมังกรในเดือน เม.ย. ล่าสุด ที่ทางธนาคารเอชเอสบีซีระบุว่าอยู่ที่ 48.1 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 48.3 และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์จากผลสำรวจบลูมเบิร์กคาดการณ์ไว้ที่ 48.4 ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันมีอาการน่าเป็นห่วง

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ราคาสินทรัพย์ปลอดภัยและป้องกันความเสี่ยงอย่างทองคำจะปรับตัวสูงอีกครั้งเมื่อวันจันทร์ที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยราคาทองคำปรับขึ้นมา 13 เหรียญสหรัฐ อยู่ที่ 1,313 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งถือเป็นราคาสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 15 เม.ย. หลังจากที่ปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาเพิ่งจะปรับตัวเพิ่มขึ้นไปอีก 14 เหรียญสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์ในยูเครนและในจีนจะช่วยดันราคาทองคำให้พุ่งขึ้นต่อเนื่องติดต่อกันหลายวัน แต่กระนั้นนักลงทุนส่วนหนึ่งกลับไม่รู้สึกตื่นเต้นดีใจกับราคาทองคำดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นมาในช่วงนี้จะมีผลเพียงระยะสั้นๆ เท่านั้น ขณะที่เมื่อพิจารณามองดูราคาทองคำในระยะยาวกันแล้วมีแต่ปัจจัยสนับสนุนให้ราคาทองคำลดลงทั้งสิ้น

ทั้งนี้ ปัจจัยบ่งชี้หลักที่ทำให้นักลงทุนทั้งหลายหมดความสนใจในทองคำมี 2 ประการด้วยกันคือ 1) การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐจนมีผลต่อการเลิกใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และ 2) ภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ

ต้องยอมรับว่า ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ทิศทางเศรษฐกิจของสหรัฐค่อนข้างเป็นไปในทางบวก แถมยังสดใสมากขึ้นเรื่อยๆ ยืนยันได้จากตัวเลขการจ้างงานในเดือน เม.ย. ล่าสุด ที่ปรับเพิ่มมากที่สุดนับตั้งแต่เดือน ม.ค. 2012 ขณะที่การใช้จ่ายภายในครัวเรือนสหรัฐในเดือน มี.ค. ยังอยู่ในระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือน ส.ค. 2009

ความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจของสหรัฐที่ค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้คณะกรรมการกำกับนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) เฟดภายใต้การนำของเจนเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเฟด เดินหน้าลดการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐรายเดือนลงอีก 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเหลือ 4.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในการประชุมเมื่อช่วงปลายเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา

โดนัลด์ เซลคิน หัวหน้านักกลยุทธ์การตลาดจากเนชั่นแนล ซีเคียวริตี้ คอร์ป ในนิวยอร์ก ระบุว่า ท่าทีของเฟดทำให้นักลงทุนทั่วโลกเริ่มเชื่อมั่นว่าเฟดจะหันมาใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น หลังจากที่ใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมานานตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นไป

แนวโน้มที่เศรษฐกิจสหรัฐในระยะยาวจะดีขึ้น จนไม่จำเป็นต้องพึ่งพานโยบายกระตุ้นอย่างคิวอี อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่เฟดจะเดินหน้าขยับปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นจากระดับปัจจุบัน ส่งผลให้นักวิเคราะห์เชื่อว่านักลงทุนส่วนใหญ่ย่อมหมดความสนใจในทองคำ แล้วหันมาลงทุนในตลาดหุ้นตลาดทุน ซึ่งมีแววว่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่ากันมากขึ้น

ขณะเดียวกัน แนวโน้มข้างต้นยังส่งผลต่อปัจจัยต่อมาที่ว่าทำให้ความหวาดหวั่นเรื่องภาวะเงินเฟ้อของนักลงทุนลดน้อยลงไปจนหมดความต้องการซื้อทองคำในฐานะตัวรับประกันมูลค่าสินทรัพย์อีกต่อไป

ต้องไม่ลืมว่า แม้ทองคำจะเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัวเอง แต่ทองคำก็ไม่อาจทำเงินหรือสร้างกำไร นอกจากเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนต้องการมีไว้เพื่อป้องกันความเสี่ยงหรือปกป้องมูลค่าทรัพย์สินไม่ให้สูญหายไป ในกรณีที่ตลาดอยู่ในสภาวะไม่ดี ผันผวน หรือตกอยู่ในความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อ

ทั้งนี้ เป็นที่ตระหนักกันดีมานานแล้วว่า ปัจจัยเรื่องเงินเฟ้อมีผลต่อราคาทองคำในตลาดเพียงใด เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อจะส่งผลให้มูลค่าของเงินลดลง จนนักลงทุนต้องหันหาทองคำเพื่อป้องกันความบอบช้ำจากการสูญเสียมูลค่าเงิน ซึ่งความหวาดหวั่นดังกล่าวรุนแรงอย่างมากในช่วงหลังเกิดวิกฤตการเงินปี 2008 ที่เฟดตัดสินใจอัดฉีดเงินเข้าระบบด้วยนโยบายคิวอี ทำให้ในช่วงตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2008มิ.ย. 2011 ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นกว่า 70% ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม การที่เฟดเดินหน้าลดคิวอี บวกกับอัตราเงินเฟ้อในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ายังคงอยู่ในระดับต่ำ โดยระดับเงินเฟ้อของสหรัฐยังอยู่ต่ำกว่าเป้าที่ธนาคารกลางสหรัฐตั้งไว้ตั้งแต่เมื่อเดือน มี.ค. 2012 ที่ 2% ซึ่งดัชนีราคาผู้บริโภคสหรัฐ หนึ่งในตัวชี้วัดอัตราเงินเฟ้อ เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา อยู่ที่ 1.5% เท่านั้น

แถมเฟดเองก็มีแถลงการณ์ออกมายอมรับเองว่าอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐปีนี้จะโตเพียง 0.9% โดยยังไม่นับรวมกรณีภาวะเงินเฟ้อต่ำที่กำลังเป็นปัจจัยเสี่ยงคุกคามภูมิภาคยุโรปอยู่ในขณะนี้

ทั้งนี้ การที่เศรษฐกิจสหรัฐดีขึ้นและความเสี่ยงน่าวิตกเรื่องเงินเฟ้อลดลง ทำให้นักลงทุนเริ่มมองเห็นช่องทางลงทุนเพื่อทำกำไรจากเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มดีขึ้น จนเป็นเหตุให้ความจำเป็นในการครอบครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยลดลง

หลักฐานยืนยันก็คือ บรรดาเฮดจ์ฟัน หรือกองทุนบริหารความเสี่ยงขนาดใหญ่เริ่มต้นลดปริมาณเงินลงทุนในทองคำ ทำให้เงินดังกล่าวอยู่ในระดับต่ำที่สุดในรอบ 2 เดือนครึ่ง ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังลดการถือครองกองทุนทองคำ (อีทีพี) จนอยู่ในระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2009

นอกจากนี้ การถือครองทองคำแท่งในกองทุนอีทีพีโลกยังลดอีก 0.6% เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นับเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 7 โดยทำให้มูลค่าของสินทรัพย์ในกองทุนดังกล่าวหายไปถึงราว 7.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ นับตั้งแต่ที่นักลงทุนหมดความเชื่อมั่นในทองคำในฐานะแหล่งเก็บมูลค่าสินทรัพย์

แม้ว่าราคาทองคำในช่วงนี้จะปรับตัวเพิ่มขึ้นจนน่าดีใจ แต่ก็เป็นข่าวดีชั่วคราวเท่านั้น เมื่อความจำเป็นต้องการทองคำในระยะยาวนับต่อจากนี้มีแววลดลง เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐมีทิศทางสดใส แนวโน้มยุติคิวอีแบบเบ็ดเสร็จมีมากขึ้น และความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อลดต่ำลง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท