
นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทย
ประเภทของชาวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยว ตลอดจนถึงเข้ามาทำธุรกิจเมืองไทยในแต่ละปี
โดย...ม.ล.สุรวุฒิ ทองแถม
รองประธานอาวุโส เครือออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้
ประเภทของชาวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยว ตลอดจนถึงเข้ามาทำธุรกิจเมืองไทยในแต่ละปี
หากจะมองว่ากลุ่มใดที่มีการใช้จ่ายระหว่างที่พำนักในบ้านเราต่อหัวต่อคนสูงนั้น ผมว่าน่าจะเป็นพวกนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่มีสัดส่วนการเข้ามาประเทศไทยประมาณเกือบ 10% ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดที่เดินทางมาเมืองไทยในแต่ละปี แต่เป็นที่น่าเสียดายที่เรายังไม่มีตัวเลขอัตราค่าใช้จ่ายต่อคนของนักท่องเที่ยวประเภทนี้อย่างชัดเจนมากนัก เพราะค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่นั้นจะเป็นค่าตรวจสุขภาพ ค่าการรักษาพยาบาล รวมไปถึงค่าผ่าตัดต่างๆ และค่าบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งในปัจจุบันตัวเลขเหล่านี้ยังไม่ได้รับการเปิดเผยสู่สาธารณะมากนัก
นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเหล่านี้หลั่งไหลมาจากนานาประเทศทั้งประเทศที่พัฒนาแล้ว กำลังพัฒนา หรือแม้แต่ผู้คนชนชั้นสูงในประเทศด้อยพัฒนาครับ กลุ่มประเทศในตะวันออกกลางเป็นแขกประจำของประเทศไทย มากันเกือบตลอดปี ว่ากันว่าพวกเขาเหล่านี้นั้นให้ความสำคัญกับประเทศไทยในระดับบ้านหลังที่สองของชีวิตกันเลยทีเดียว ประเทศในทวีปแอฟริกา ไม่ว่าจะเป็นเอธิโอเปีย เคนยา แอฟริกาใต้ อีกทั้งหลายประเทศเพื่อนบ้านเราไม่ว่าจะเป็น ลาว กัมพูชา พม่า รวมถึงกลุ่มประเทศในอนุทวีป เช่น เนปาล ภูฏาน บังกลาเทศ ต่างก็ชื่นชมในความสามารถของแพทย์ พยาบาลในอัธยาศัยไมตรีจิตและการให้บริการที่มีความเป็นมิตร รวมถึงเครื่องไม้เครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีความทันสมัยในระดับหนึ่งเพียงพอต่อความต้องการทางการแพทย์ของลูกค้าคนไข้จากประเทศเหล่านี้ครับ
หากผมจะเขียนว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเหล่านี้ มีขึ้นมาได้จากอดีตจนถึงปัจจุบันนั้น ก็ด้วยความสามารถของภาคเอกชนคือโรงพยาบาลล้วนๆ ก็คงไม่น่าจะผิดครับ เป็นเวลากว่าสองทศวรรษที่ผมมีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับคุณหมอหลายต่อหลายท่านในงานมหกรรมท่องเที่ยวระดับโลก หรือแม้กระทั่งในเส้นทางที่ผมไปพบปะเยี่ยมเยียนผู้ประกอบการท่องเที่ยวในหลายๆ ประเทศ ผมก็ยังเห็นคุณหมอหลายท่านเดินทางไปพบปะลูกค้าเช่นเดียวกับผมที่รับผิดชอบธุรกิจด้านการขาย การตลาดโรงแรม ผมจึงไม่แปลกใจมากนักที่คุณหมอและโรงพยาบาลของเอกชนประสบความสำเร็จในวันนี้ ต้องขอชื่นชมในความพยายาม การเสียสละทุ่มเทอย่างมากกอปรด้วยความสามารถของพวกท่านทุกคนครับ
แต่ที่ผมยังผิดหวังอยู่พอสมควร คือการขาดการดูแลเอาใจใส่ภาครัฐเท่าที่ควรครับ ทั้งในด้านนโยบายการส่งเสริมและภาคการปฏิบัติในด้านความร่วมมือ หรืองานวิจัยในด้านต่างๆ ในปัจจุบันนี้ผมเองก็ยังไม่ทราบว่าทางผู้บริหารระดับกระทรวงที่ดูแลและรับผิดชอบด้านการท่องเที่ยวของไทย ท่านมีวิสัยทัศน์ในด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพนี้กว้างไกลแค่ไหนเพียงไร ท่านมองภาพของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคตอย่างครบองค์รวมหรือไม่ มีการประสานงานหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลกับกระทรวงสาธารณสุขมากน้อยเพียงใดส่วนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยนั้น คงไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่าการโฆษณาประชาสัมพันธ์ในกรอบที่องค์กรรับผิดชอบอยู่ นอกเหนือจากนั้นอาจจะเป็นการก้าวล่วงเข้าไปในพื้นที่ที่ไม่สามารถรับผิดชอบได้
ในเวลานี้ประเทศที่เป็นคู่แข่งของไทยในทวีปเอเชียก็มี สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินเดียเป็นหลักใหญ่ ส่วนทางด้านเฉพาะทาง เช่น ศัลยกรรมด้านความงาม ก็มีเกาหลีมาแชร์ส่วนแบ่งตลาดไปมากพอสมควร หรือการรักษาแพทย์ทางเลือกก็มีจีนมาร่วมด้วยบ้างแต่ไม่มากนัก ในด้านค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพต่อหัวต่อวันนี้ เท่าที่ผมรับทราบมาเห็นว่าสิงคโปร์มีอัตราเฉลี่ยสูงสุดรองลงมาก็เป็นไทยเรา จากนั้นก็เป็นมาเลเซียและอินเดีย
สำหรับสิงคโปร์นั้นผมว่ายกให้เขาไปเถอะครับ เขามีความพร้อมสรรพของทุกอย่างในระบบการให้บริการ เขาอาจจะแพ้เราบ้างในด้านความอ่อนโยน อัธยาศัยไมตรีจิตในด้านการให้บริการของคน แต่จุดเด่นของเขาค่อนข้างจะมีมากหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นความทันสมัยของเครื่องไม้เครื่องมืออุปกรณ์ทางการตรวจวินิจฉัยโรคของแพทย์ ภาษาอังกฤษที่แข็งแรงของบุคลากรทางการแพทย์ในทุกระดับ สถานที่พักในระยะพักฟื้นของคนไข้ภายนอกโรงพยาบาลที่มีส่วนให้บริการทีรองรับความต้องการของผู้ป่วยระยะพักฟื้นหลากหลายและทำได้ดีกว่าเราครับ นอกจากนี้ภาครัฐยังให้การสนับสนุนทั้งในด้านวิชาการ ความสะดวกในการประสานงานของหน่วยราชการต่างๆ ทั้งในด้านวีซ่า การโอนเงินตราต่างประเทศ และความร่วมมือของหลายๆ หน่วยงานที่ผสมระหว่างภาครัฐกับเอกชนที่สามารถเรียกได้เต็มปากว่า การรวมศูนย์อำนวยความสะดวกหรือที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าระบบ “One Stop Service”
หากย้อนกลับมาดูบ้านเรา เราเองก็เคยมีแนวคิดและนโยบายในเรื่องของ “One Stop Service” ในด้านการท่องเที่ยวนี้กับเขาเหมือนกันครับ แต่ทว่าพอนโยบายที่ว่านี้ลงไปถึงภาคปฏิบัติกลับกลายเป็น One Service แล้ว Stop ไปเฉยเลยครับ โดยเฉพาะจากหน่วยงานภาครัฐทั้งหลาย จะด้วยเหตุผลอันใดผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกัน แต่คงไม่ยากที่จะคาดเดาครับ
บทความนี้ผมเขียนขึ้นมาเพื่ออยากจะให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องได้ตระหนักถึงการแข่งขันในการแย่งชิงทั้งผลประโยชน์และจำนวนนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในหลายประเทศของภูมิภาคนี้ที่ทวีความเข้มข้นขึ้นทุกวันครับ ถึงเวลาแล้วนะครับที่ภาครัฐบาลไทยควรจะมีนโยบายส่งเสริม สนับสนุน อำนวยความสะดวกต่างๆ ให้เอกชนในการดำเนินงานบริการอย่างครบวงจรในกลไกการบริหารจัดการ เพื่อบริการนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ให้ดีที่สุดอย่างมีเสถียรภาพต่อเนื่องและมั่นคงยาวนาน รวมถึงการสร้างความฉับไว ความประทับใจให้พวกเขาเหล่านี้กลับมาแล้วมาซ้ำอีก ซึ่งจะช่วยเป็นส่วนหนึ่งของงานประชาสัมพันธ์แบบปากต่อปากให้ประเทศไทยเรา
ผมไม่ได้หมายถึงเฉพาะโรงพยาบาลนะครับ แต่ผมรวมถึงผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแขนงต่างๆ เช่น บริษัทนำเที่ยว ผู้ประกอบการที่พัก สายการบินฯลฯ ด้วย เช่นว่า ภาครัฐควรสนับสนุนงานวิจัยศึกษาความต้องการต่างๆของนักท่องเที่ยว ครอบครัว ญาติ ระหว่างพำนักในประเทศไทย, สนับสนุนการสร้างที่พักของภาคเอกชนให้เหมาะสมกับความต้องการผู้ป่วยระยะพักฟื้นในภูมิภาคแถบชายทะเล ภูเขาในประเทศไทย, สร้างแรงจูงใจในด้านภาษีแก่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวในการพัฒนาผลิตภัณฑ์บริการในการดำเนินธุรกิจด้านนี้, ช่วยสนับสนุนการอบรมภาษาต่างประเทศอาทิเช่น ภาษาอารบิค ภาษาอังกฤษ ภาษารัสเซีย ฯลฯ แก่บุคลากรของสถานที่พักและสถานพยาบาลต่างๆ, ช่วยโฆษณาประชาสัมพันธ์ในตลาดต่างประเทศที่ยังมีศักยภาพในการเติบโตเช่นกลุ่มประเทศในอนุทวีปหรืออินโดจีนเหล่านี้เป็นต้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของโลกกำลังเติบโต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคตค่อนข้างดี ดังนั้นธุรกิจการท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้ เป็นเรื่องที่ภาครัฐจะต้องใส่ใจให้มากกว่านี้ครับ นักท่องเที่ยวที่มาเมืองไทยยังมีอีกหลายกลุ่มครับ ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวด้านกีฬา นักท่องเที่ยวด้านความบันเทิง นักท่องเที่ยวด้านการเกษตร นักท่องเที่ยวด้านศิลปวัฒนธรรม นักท่องเที่ยวด้านแฟชั่น ช้อปปิ้ง หรือนักท่องเที่ยวที่สนใจกลุ่มประเทศในอินโดจีน เป็นต้น ขอฝากเรื่องนี้ไว้ทั้งรัฐบาลไทยในยุคปัจจุบันและในอนาคตครับ







