posttoday
ข้อเสนอเจ็ดขั้นตอนสู่การปฏิรูป (1)

ข้อเสนอเจ็ดขั้นตอนสู่การปฏิรูป (1)

05 พฤษภาคม 2557

ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เกิดการรัฐประหารในปี 2549 ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาการขาดความต่อเนื่องของรัฐบาล โดยมีรัฐบาลที่มาแล้วก็ไปในช่วงเวลาอันสั้น ด้วยความถี่ของการผลัดเปลี่ยนรัฐบาลกอปรกับความแตกแยกทางความคิดของผู้คนในประเทศ ทำให้ประเทศไทยมาถึงจุดของการเป็นอัมพาตทางการเมือง คุณภาพและภาวะผู้นำของภาคราชการไทยและผู้บริหารในรัฐวิสาหกิจตกต่ำลงอย่างน่าตกใจ ซึ่งเป็นผลมาจากการแทรกแซงการบริหารงานในหน่วยงานต่างๆ ของฝ่ายการเมือง และการใช้อำนาจแต่งตั้งคนของตัวเองเข้ามาบริหารงาน เล่นพรรคเล่นพวกอย่างกว้างขวาง เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นและการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ส่งผลให้ชื่อเสียงของประเทศในระดับภูมิภาคและในระดับนานาชาติมัวหมองลงเป็นอันมาก

ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เกิดการรัฐประหารในปี 2549 ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาการขาดความต่อเนื่องของรัฐบาล โดยมีรัฐบาลที่มาแล้วก็ไปในช่วงเวลาอันสั้น ด้วยความถี่ของการผลัดเปลี่ยนรัฐบาลกอปรกับความแตกแยกทางความคิดของผู้คนในประเทศ ทำให้ประเทศไทยมาถึงจุดของการเป็นอัมพาตทางการเมือง คุณภาพและภาวะผู้นำของภาคราชการไทยและผู้บริหารในรัฐวิสาหกิจตกต่ำลงอย่างน่าตกใจ ซึ่งเป็นผลมาจากการแทรกแซงการบริหารงานในหน่วยงานต่างๆ ของฝ่ายการเมือง และการใช้อำนาจแต่งตั้งคนของตัวเองเข้ามาบริหารงาน เล่นพรรคเล่นพวกอย่างกว้างขวาง เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นและการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ส่งผลให้ชื่อเสียงของประเทศในระดับภูมิภาคและในระดับนานาชาติมัวหมองลงเป็นอันมาก

ในขณะนี้สิ่งที่น่าจับตามอง คือ กระแสความต้องการให้เกิดฉันทามติระดับชาติเกี่ยวกับการปฏิรูปครั้งใหญ่ที่กำลังก่อตัวขึ้น กลุ่มการเมืองและภาคประชาสังคมหลากหลายกลุ่มต่างส่งเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ ว่าต้องการเห็นการปรับรูปแบบและโครงสร้างทางการเมืองอย่างมีสาระเนื้อหา ทั้งยังเห็นระดับความตื่นตัวทางการเมืองของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและขยายไปในวงกว้างอย่างที่ไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์การเมืองไทย มีการกำหนดอย่างชัดเจนว่าโจทย์ในการปฏิรูปควรครอบคลุมไปถึงประเด็นใดบ้าง โดยมีการนำเสนอข้อมูลและตัวเลขที่มีฐานมาจากงานวิจัย วาทกรรมที่ว่าด้วยการปฏิรูปกลายเป็นคำพูดติดปากที่กล่าวขานกันในวงพูดคุยทางการเมืองในระยะหลายเดือนที่ผ่านมา ถ้าไม่นับถึงการปฏิรูปในช่วงหลายปีก่อนหน้านี้

ดูเหมือนว่าจะมีความเชื่อที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในสังคมไทยที่ว่า การปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่นั้นสามารถทำได้โดยคนเพียงกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ด้วยเหตุผลที่ว่าประชาชนที่แบ่งเป็นฝักฝ่ายยังขาดความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน ยากที่จะร่วมมือขับเคลื่อนการปฏิรูปไปด้วยกัน จึงเลือกที่จะทำงานกับคนในวงจำกัด แทนที่จะเปิดให้คนจากหลากหลายกลุ่มได้เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการปฏิรูป มักมีข้อโต้แย้งว่าอีกฝ่ายหนึ่งไม่จริงใจหรือขาดความชอบธรรมที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างที่ควรจะเป็น อย่างไรก็ดี ขณะนี้มีการก่อตัวและรวบรวมองค์ความรู้ของฝ่ายต่างๆ ในการทำงานการปฏิรูป ซึ่งก็มีความคล้ายคลึงและไม่ห่างไกลกันมากนักในเชิงสารัตถะ

อนึ่ง ยังมีความเชื่อแบบผิดๆ อีกด้วยว่า กระบวนการปฏิรูปสามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว เป็นระบบ และเสร็จสมบูรณ์ได้ในระยะเวลาอันสั้น เสมือนว่าเป็นการหยิบจับชิ้นส่วนต่างๆ เกี่ยวกับการปฏิรูปใส่ลงไปในกล่อง แล้วผูกโบสวยๆ แล้วก็บอกว่า ได้แล้ว การปฏิรูปที่เสร็จสมบูรณ์

ในความเป็นจริงแล้ว การปฏิรูปทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญนั้นยาก ซับซ้อน และไม่เป็นระเบียบระบบต่างกันมากจากการคิดฝันไปเองแบบง่ายๆ สิ่งที่ยังขาดหายไปจากแนวความคิดที่กำลังกล่าวถึงกันอยู่ คือ การคำนึงถึงกระบวนการที่ต้องมีความชัดเจน นำไปปฏิบัติได้จริงและมีความชอบธรรม เพื่อให้ “ชุดการปฏิรูป” นั้นๆ สามารถถูกนำไปใช้ได้ในการสร้างโครงสร้างการเมืองที่จะมารองรับและนำพาประเทศไปสู่การเมืองแบบใหม่ที่ผู้คนในประเทศนี้ต่างโหยหา

ข้อเสนอ 7 ขั้นตอนในการสร้างกระบวนการปฏิรูป

ขณะนี้สิ่งที่จำเป็นต้องทำอย่างเร่งด่วน คือ การพูดคุยถกแถลงกันในระดับชาติของผู้คนในภาคส่วนและกลุ่มการเมืองต่างๆ เรื่องการปฏิรูปการเมือง ซึ่งต้องเป็นกระบวนการที่จะสามารถเดินไปข้างหน้าได้บนฐานของความชอบธรรม และการยอมรับอย่างกว้างขวางจากคนในประเทศ

ข้อเสนอ 7 ข้อดังต่อไปนี้ จึงมาจากการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน โดยคำนึงถึงบริบทของทางการเมือง ขอบเขตของรัฐธรรมนูญ การดำเนินการตามแนวทางของประชาธิปไตย ตลอดจนความต้องการเร่งด่วนของคนไทยในเรื่องการปฏิรูป

1.กระบวนการต้องเป็นที่ยอมรับและมีความชอบธรรม เราต้องเห็นตรงกันก่อนว่าจำเป็นต้องมีการพูดคุยระหว่างคู่ขัดแย้งและฝ่ายต่างๆ ในบริบทการเมืองของไทยอย่างเงียบๆ แล้วมาพินิจพิเคราะห์ร่วมกันว่าอะไรคือประเด็นและรายละเอียดในการปฏิรูปที่ยังมีความแตกต่างกันอยู่ อะไรคือข้อเรียกร้องของแต่ละฝ่าย อะไรคือเหตุผลของการยึดมั่นถือมั่นในคำกล่าวอ้างถึงความชอบธรรมของตนแต่เพียงผู้เดียว เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนกระบวนการปฏิรูปที่อยู่บนฐานของประชาธิปไตย ทั้งในแนวคิดและการนำมาปฏิบัติ

แต่จะไม่เกิดประโยชน์ใดๆ เลย หากฝ่ายหนึ่งยังถืออ้างว่าการได้ชัยชนะจากการเลือกตั้งด้วยเสียงส่วนมาก คือการที่ฝ่ายตนได้อาณัติในการทำอะไรก็ได้ที่ขัดกับกฎหมายและขัดกับสำนึกทางจริยธรรมที่สังคมไทยถือมั่นมาตลอด และเช่นเดียวกัน การคาดหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนอย่างเบ็ดเสร็จจากการกล่าวอ้างว่ามีกลุ่มคน ไม่ว่าจะกลุ่มเล็กหรือกลุ่มใหญ่ที่สามารถทำการปฏิรูปประเทศอย่างรอบด้านได้ด้วยความตั้งใจดีและความจริงใจนั้น ก็เป็นสิ่งที่ไม่อยู่บนฐานของความจริงเช่นกัน

2.กระบวนการนี้ต้องอยู่ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ และอาศัยกลไกที่เป็นประชาธิปไตยที่มีอยู่แล้วในการขับเคลื่อน ต้องไม่ใช่ด้วยการรัฐประหารโดยกองทัพ แม้แต่คนในกองทัพเองก็ปฏิเสธที่จะใช้วิธีการนี้ด้วยความถือมั่นอยู่บนความถูกต้อง และต้องไม่ใช่ด้วยการฉีกรัฐธรรมนูญ หรือการปฏิวัติประชาชนอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งกำลังถูกมองด้วยความคลางแคลงใจจากหลายภาคส่วน กระบวนการปฏิรูปของประเทศไทยจึงต้องดำเนินอยู่ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ ทั้งในทางลายลักษณ์อักษรและทางจิตวิญญาณ

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ในกรณีที่เกิดสถานการณ์ทางการเมืองใดๆ ที่ไม่สามารถหาบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญมาบังคับกรณีได้ ให้วินิจฉัยกรณีนั้น “ตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” (มาตรา 7) ดังนั้นจึงควรใช้แนวทางของบทบัญญัตินี้ในการหาทางออกจากทางตัน ซึ่งในกรณีนี้วุฒิสภาชุดปัจจุบันที่เพิ่งมีการเลือกตั้งเข้ามา ควรทำหน้าที่เป็นเสาหลักที่มีความชอบธรรมในฐานะของรัฐสภา ในขณะที่ยังไม่มีสภาผู้แทนราษฎร (มาตรา 132) ในการดำเนินการผลักดันเรื่องการปฏิรูปและอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในทางนิติบัญญัติ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท