posttoday
ปิดบัญชีซุกข้าวหายกลบขาดทุนรับจำนำ

ปิดบัญชีซุกข้าวหายกลบขาดทุนรับจำนำ

05 พฤษภาคม 2557

การปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลกลายเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง เมื่อรัฐบาลมีความเคลื่อนไหว

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

การปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลกลายเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง เมื่อรัฐบาลมีความเคลื่อนไหว ที่จะให้อนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวทำการเดินหน้าปิดบัญชีอีกครั้ง หลังจากที่มีการหยุดนิ่งมานาน

โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลปัจจุบันมีการดำเนินการมาถึง 2 ปี แต่เพิ่งมีการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวล่าสุดถึง 31 พ.ค. 2556 ที่ผ่านมาเท่านั้น ทั้งๆ ที่รัฐบาลมีการแต่งตั้งอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวมาดูแลเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ และมีคำสั่งให้มีการปิดบัญชีทุกไตรมาส

แต่ทว่าการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและสะท้อนผลขาดทุนความเสียหายที่แท้จริง กลับเป็นของแสลงรัฐบาล ทำให้มีการดึงเรื่องการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเรื่อยมา

นอกจากนี้ การปิดบัญชีที่ผ่านมาก็มีปัญหา เมื่อสมัยของสุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานอนุกรรมการปิดบัญชีฯ ที่มีการปิดบัญชีรอบ 31 ม.ค. 2556 มีการประเมินกันว่าจะขาดทุน 2.7 แสนล้านบาท ทำให้รัฐบาลนั่งไม่ติด มีการกลบผลขาดทุนเหลือสุดท้ายอยู่ 2.2 แสนล้านบาท โดยอ้างว่าการขาดทุนจำนวนมากส่วนหนึ่งมาจากโครงการรับจำนำเก่าที่ไม่ใช่ของรัฐบาล

ส่วนการปิดบัญชีล่าสุด 31 พ.ค. 2556 มีการรายงานว่ามีผลขาดทุน 3.3 แสนล้านบาท แต่รัฐบาลก็ไม่มีการเปิดเผยเป็นทางการ แถมรัฐบาลยังให้กระทรวงการคลังเล่นงานสุภา โดยการตั้งอนุกรรมการสอบเอาผิดทางวินัยโทษฐานที่ไปให้ข้อมูลคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง ของวุฒิสภาว่า โครงการรับจำนำข้าวมีความเสี่ยงที่จะเกิดการทุจริตทุกขั้นตอน

นอกจากผลขาดทุนและการทุจริตในโครงการแล้ว กรณีข้าวสารที่หายไปจากสต๊อกถึง 3 ล้านตัน เพราะที่ผ่านมา สุภาได้ไล่บี้หน่วยงานที่ดูแลสต๊อกข้าว แต่ก็ปรากฏว่าหน่วยงานดังกล่าวไม่สามารถแจงได้ว่าข้าวสารหายไปไหน

พิษปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวยังพาดหางไปถึงอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง ที่ไม่ยอมเล่นงานสุภาให้มีความผิดทางวินัย แถมยังปิดเรื่องการตรวจสอบข้อเท็จจริงสุภาว่าไม่มีมูล ไม่ต้องดำเนินการต่อ เป็นการตัดตอนไม่ให้สุภาถูกสอบวินัย ทำให้อารีพงศ์ถูกย้ายไปนั่งเป็นเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.)

หลังจากนั้น เมื่อรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดคลังคนใหม่ เข้ามานั่งเป็นประธานคณะกรรมการปิดบัญชีข้าวเอง แต่เป็นเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา รังสรรค์มีการประชุมคณะอนุกรรมการเพียงครั้งเดียว โดยไม่มีความคืบหน้าจากที่สุภาปิดไว้แม้แต่น้อย

เป็นที่รู้กันว่ารังสรรค์ถูกส่งมาเพื่อดำเนินการปิดบัญชี กลบขาดทุนและเรื่องข้าวหายไม่ให้เป็นหอกกลับมาทิ่มแทงเล่นงานรัฐบาล

ยิ่งเมื่อ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กำลังถูกชี้มูลจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ปล่อยให้มีการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวสร้างความเสียหายให้กับประเทศ รัฐบาลก็มีการเร่งปิดจุดอ่อน โดยเฉพาะที่แสดงอยู่ในการปิดบัญชีจำนำข้าว

ประเด็นที่รัฐบาลกังวลมากสุดหนีไม่พ้นข้าวที่หายไปจากสต๊อก 3 ล้านตัน โดยในช่วงที่ผ่านมาทั้งยิ่งลักษณ์ และกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ออกมายืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าข้าวสาร3 ล้านตัน ไม่ได้หายไปไหน และกำลังหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องปิดบัญชีบันทึกข้าว 3 ล้านตัน ไปไว้ในบัญชี

เป็นที่น่าสังเกต ข้อมูลข้าวหายมีมาตั้งแต่สุภา แต่รัฐบาลกลับไม่ได้ดำเนินการใดๆ ไม่เคยมีใครออกมายืนยันว่าข้าวไม่หายเหมือนกับช่วง 12 สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่มาวันนี้กลับมีข้าว 3 ล้านตันงอกกลับมา ซึ่งเป็นช่วงประจวบเหมาะกับช่วงที่ข้าวนาปรังฤดูกาลใหม่ออกมา ซึ่งมีราคาถูกตันละ 5,000-6,000 บาท เพราะรัฐบาลไม่ได้รับจำนำ จะถูกกว้านซื้อมาสวมแทนข้าวที่หายไปหรือไม่

ประเด็นร้อนดังกล่าว ทำให้รังสรรค์ ที่นั่งเป็นอนุกรรมการปิดบัญชีจำนำข้าว มีแรงกดดันอย่างหนัก จนต้องโยนผ้าขาว มอบตำแหน่งให้กุลิศ สมบัติศิริผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง เข้ามารับตำแหน่งประธานอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวแทน เพราะเห็นว่าเป็นคนฝีมือดี ทำงานตรงไปตรงมา ไม่ได้อิงฝ่ายการเมือง จึงน่าจะสามารถทนแรงเสียดทานจากฝ่ายการเมืองที่จะสั่งให้กลบข้าวหาย หรือซุกขาดทุนจำนำข้าวได้

กุลิศเองก็ดูเหมือนอ่านทางออกว่า ปมร้อนของการปิดบัญชีข้าวครั้งนี้ คือเรื่องของข้าวหาย 3 ล้านตัน ที่จะถูกยัดใส่เข้ามาเพื่อเป็นบิลใบเสร็จให้กับรัฐบาลไปแจงกับหน่วยที่ตรวจสอบรัฐบาลว่าข้าวไม่ได้หายไปไหน จึงมีการปรับคณะอนุกรรมการให้มีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาอยู่ในอนุกรรมการมากขึ้น ทั้งตัวแทนจากกรมบัญชีกลางที่เชี่ยวชาญด้านบัญชีภาครัฐ ตัวแทนจากกรมสรรพากรที่มีความเชี่ยวชาญบัญชีของภาคเอกชน

นอกจากนี้ ยังมีการเชิญตัวแทนจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่เคยทำหนังสือไปถึงนายกรัฐมนตรีให้ยุติโครงการรับจำนำข้าว เพราะมีผลขาดทุนจำนวนมาก เข้ามาเป็นผู้สังเกตการณ์ในการประชุมของคณะอนุกรรมการอีกด้วย

กุลิศ ระบุว่า การจะให้อนุกรรมการปิดบัญชีข้าวบันทึกข้าวสารที่หายไป 3 ล้านตัน ว่ามีอยู่จริงจะต้องมีหลักฐานสอบยืนยันได้ว่าเป็นข้าวที่มีการรับจำนำจริงในช่วงเวลาที่ผ่านมา หากยืนยันไม่ได้ก็ไม่สามารถบันทึกได้เช่นกัน

สำหรับการปิดบัญชีจำนำข้าว ยังต้องปิดเป็นรายไตรมาสตามคำสั่งของรัฐบาล โดยจะต้องมีการไล่ปิดเพื่อสะท้อนผลขาดทุนที่แท้จริง ส่วนจะขาดทุนถึง5 แสนล้านบาท ตามที่นักวิชาการและสถาบันจัดอันดับชั้นนำของโลกประเมินหรือไม่ เป็นเรื่องที่กุลิศยืนยันว่าต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริง ไม่สามารถทำอะไรที่บิดเบือนไปจากข้อเท็จจริงได้

ส่งผลให้ความพยายามซุกข้าวหายกลบขาดทุนทำได้ยากขึ้น ทำให้เป็นเรื่องที่ต้องจับตาต่อไปว่ากุลิศที่เป็นคนที่ฝ่ายการเมืองสั่งไม่ได้จะได้นั่งเป็นประธานอนุกรรมการปิดบัญชีได้นานแค่ไหน และจะถูกรัฐบาลเล่นงานตัดอนาคตเหมือนสุภา ที่ได้รับคัดเลือกไปเป็นกรรมการ ป.ป.ช. แต่วุฒิสภายังไม่รับรอง เพราะมีการร้องเรียนว่าสุภาเคยถูกสอบวินัย เพื่อตัดตอนไม่ให้สุภาเข้าเป็นกรรมการ ป.ป.ช. กลับมาเล่นงานรัฐบาล เพราะข้อมูลของสุภา มีรัฐมนตรีอีกหลายคนที่เกี่ยวข้องทำให้ประเทศเสียหายอย่างเลินเล่อจากโครงการรับจำนำข้าว ที่หาก ป.ป.ช.เอาผิดคนที่เกี่ยวข้องน่าจะแก้ต่างพ้นผิดได้ยาก

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง