
กุรุธรรมนำสุข
มีคนคุ้นเคยถามผมว่า เป็นพระต้องสำรวมกาย วาจา ใจ ใช่ไหม
มีคนคุ้นเคยถามผมว่า เป็นพระต้องสำรวมกาย วาจา ใจ ใช่ไหม ก่อนตอบผมกลับว่า ไปเห็นอะไรมาสิ ถึงถามอย่างนี้ แล้วตอบไปว่า ใช่ครับ เป็นพระต้องประพฤติอย่างนั้น ถ้าไม่สำรวมกาย วาจา ใจ จะเป็นพระอยู่ทำเกลืออะไร ก็สึกออกไปเป็นชาวบ้าน เข้าท่ากว่า
การไม่สำรวมสำหรับพระ ถ้าพูดกันจริงๆ มีหลายระดับตามความหนักเบาของการกระทำ
ยกตัวอย่าง การเดิน ถ้าเดินไม่สำรวม เช่น รีบเดินให้ถึงชาวบ้านที่รอใส่บาตรเป็นคนแรก เพราะเห็นว่ามีพระอีกหลายรูปกำลังเดินมาทางเดียวกัน ซึ่งถ้ามาทางเดียวกันก็ต้องรับบิณฑบาตจากชาวบ้านคนเดียวกัน รูปที่ไม่มีความสำรวมก็จะรีบเร่งไปให้ถึงก่อนใคร เพราะกลัวว่าอาหารบิณฑบาตอาจจะหมดก่อนถึงตน
การเร่งเดินแบบนี้ก็ถือว่าไม่สำรวม ถือว่าไม่งาม แต่ก็ไม่ถึงขั้นศีลขาด
ทว่า ในขณะเร่งรีบเดินมานั้นเผอิญมีหมามายืนขวางหน้า แทนที่จะเดินเลี่ยงหรือหลบหมาก็ไปได้แล้ว แต่ก็อุตริไปเตะหมาเต็มแรงเท้าพร้อมคำก่นด่าอีก...ไอ้หมาขวางอยู่ได้ แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นหมาได้ตายไปเพราะการเตะครั้งเดียว (เอกปราเหรน) ด้วย
อย่างนี้ถือว่าไม่สำรวมในศีล ทำให้ศีลขาดด้วย เพราะหมาตายจากการถูกเตะอย่างแรง
อันนี้ เป็นการยกตัวอย่างในทางกาย ในทางวาจาก็ทำนองเดียวกัน เช่น ถ้าด่าคนอื่น ใส่ร้ายคนอื่นด้วยเรื่องไม่จริงจนเขาหรือครอบครัวของเขาเสื่อมเสียชื่อเสียง ทำให้ผู้คนเกลียดชัง อย่างนี้ถือว่าไม่สำรวมในทางวาจา ถ้าพระพฤติอย่างนี้นอกจากไม่สำรวมแล้วยังผิดศีลหรือศีลขาดด้วย
“แล้วถ้าจะตั้งอยู่ในความสำรวมต้องทำยังไง” เพื่อนถามมาผมก็ตอบกลับไป “งั้นก็ต้องทำตัวปกติ เพียงแค่นี้ไม่ต้องผิดศีลแล้ว ถือว่าอยู่ในความสำรวม”
พูดถึงการทำตัวปกติ บางคนอาจจะงง งั้นขอเล่าโบราณวัตถุเรื่องเก่าแก่ให้ฟัง
มีพระราชาองค์หนึ่งพระนามว่า ธนญชัย ครองเมืองอินทปัตถ์ ในแคว้นกุรุ ต่อมาสิ้นพระชนม์ลง พระโอรสซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ได้ขึ้นครองราชย์แทน โดยพระราชาองค์ใหม่นี้ทรงปกครองบ้านเมืองด้วยทศพิธราชธรรม
ขณะเดียวกัน ก็ทรงตั้งอยู่ในกุรุธรรมอย่างดี พร้อมให้จารึกกุรุธรรมไว้ในแผ่นสุพรรณบัฏ เพื่อให้ประชาชนชาวอินทปัตถ์ได้ประพฤติปฏิบัติตาม
...กุรุธรรมนั้น ได้แก่ การไม่ฆ่าสัตว์ การไม่ถือสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ การไม่ประพฤติผิดในกามทั้งหลาย การไม่กล่าวคำเท็จ การไม่ดื่มน้ำเมา ซึ่งก็คือ ศีล 5 นั่นเอง
พระราชาองค์ใหม่หลังจากทรงประพฤติในกุรุธรรมแล้ว ทรงแนะนำบุคคลที่อยู่ใกล้ตัวของพระองค์ก่อน
เริ่มจาก พระมารดา พระอัครมเหสี พระอุปราชผู้เป็นพระอนุชา พราหมณ์ผู้เป็นปุโรหิต อำมาตย์ผู้รังวัดนา สารถี เศรษฐี มหาอำมาตย์ผู้ตวงของหลวง นายประตู วรรณะทาสี นอกจากนั้น ก็ทรงแนะนำหญิงนครโสเภณี ทาส กรรมกร ให้รักษากุรุธรรมให้บริสุทธิ์
พระราชาพระโพธิสัตว์ทรงเชื่อว่า การที่ประชาชนทุกคนตั้งอยู่ในกุรุธรรมอย่างมั่นคงเหตุเภทภัยต่างๆ จะไม่เกิดขึ้นแก่ประชาชนทั้งในเมืองและนอกเมืองอินทปัตถ์
และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ คือ ไม่เคยเกิดเหตุเภทภัยต่างๆ แก่ประชาชนชาวอินทปัตถ์แม้แต่ครั้งเดียว ทว่าในยุคเดียวกันนั้นมีเมืองเมืองหนึ่ง คือ ทันตปุระ แคว้นกาลิงคะ ได้เกิดข้าวยากหมากแพงและภัยธรรมชาติต่างๆ
สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ในเมืองทันตปุระ แคว้นกาลิงคะ คือ พระราชาผู้ปกครองเมืองไม่ประพฤติตามหลักทศพิธราชธรรม ทั้งไม่ทรงรักษาศีล ความทุกข์ร้อนจึงมาตกที่ประชาชนต้องอดอยากขาดแคลนอาหาร เนื่องจากฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล หากเปรียบกับอินทปัตถ์ต่างกันสิ้นเชิง
ราชาแห่งแคว้นกาลิงคะจึงทรงทูตานุทูตมาขอช้างมงคลจากอินทปัตถ์เพื่อความเป็นมงคลแก่พระนคร หวังจะให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล แต่ว่าถึงจะได้มงคลหัตถีมาฝนก็ไม่ตก ต่อมาจึงให้ทูตไปทูลขอของดีโดยเชื่อว่าเมืองอินทปัตถ์นั้นมี
ปรากฏว่าพระโพธิสัตว์จึงเขียนกุรุธรรมลงในแผ่นทองคำมอบให้ทูต พร้อมรับสั่งว่า ให้พระราชานำประชาชนพากันประพฤติปฏิบัติในกุรุธรรมนั้น จากนั้นพระราชาแห่งกาลิงคะก็นำมวลประชาและข้าราชบริพารรักษากุรุธรรมอย่างเคร่ง
พอผ่านวันที่ 7 ไปเท่านั้น ฟ้าฝนชลธารก็หลั่งลงมา และตกต้องตามฤดูกาลหลังจากที่ห่างหายไปนานไม่ตกมาหลายปี ซึ่งปรากฏการณ์นี้ก็อาจเกิดจากการผู้นำและประชาชนมีศีลนั่นเอง
ผู้ใดสำรวม หรือตั้งมั่นในศีล ผู้นั้นย่อมประสบกับความสุข ความร่มเย็น ยิ่งถ้าผู้นำทั้งหลายตลอดจนประชาชนทั้งหลายมีศีลถ้วนหน้า บ้านนั้นเมืองนั้นย่อมประสบกับความร่มเย็นเป็นสุข ไม่เกิดการทะเลาะและการแย่งชิง โดยเฉพาะชิงดีชิงเด่นชิงอำนาจกัน
รณรงค์ให้คนรักษาศีลดีไหม แม้ใครจะมองว่าโบราณๆ ก็ช่างเถอะ แต่ของโบราณนี้ทำบ้านเมืองสงบสุขได้เหมือนชาวอินทปัตถ์ได้สัมผัสมาแล้ว







