
ผมเอียงข้างประชาชน
สมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ถูกเรียกว่าเป็น “สายล่อฟ้า”
สมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ถูกเรียกว่าเป็น “สายล่อฟ้า” คนเดียวจากกรรมการทั้งหมด 5 คน ตอบทันทีแบบไม่ต้องคิดนาน เมื่อถูกถามว่า หากย้อนกลับไปเลือกใหม่ได้จะยังเลือกมาเป็น กกต.อยู่หรือไม่ ด้วยเหตุผลไม่ว่าจะรายได้ที่น้อยลง ทำงานหนักขึ้น แถมยังอยู่ในภาวะที่เสี่ยงทั้งชีวิต หรือในแง่ความปลอดภัยมากกว่าการเป็นอาจารย์หลายสิบเท่า
“ใครก็ตามที่มาเป็นตรงนี้ต้องเสียสละอย่างสูงและถึงวันนี้ผมยังไม่มั่นใจตัวเองว่าผมเสียสละได้ขนาดนั้นจริงหรือเปล่า สักวันหนึ่งผมอาจจะคิดว่าไม่อยากเสียสละขนาดนี้แล้วก็ได้ จะไปคุ้มอะไรตรงไหน จะได้ห้องทำงานที่ใหญ่ขึ้นงั้นหรือ ได้รถประจำตำแหน่งหรือ แต่ไม่ใช่ของเรา
“วันหนึ่งก็ต้องเป็นของคนอื่น มันไม่ได้เป็นอะไรที่ปรารถนากับชีวิตส่วนตัวที่หายไป กับความปลอดภัยของตัวเองที่เมื่อก่อนมี แต่ตอนนี้อาจจะเป็นที่ไม่ชอบใจของใครต่อใคร ต้องมีคนดูแลรักษาความปลอดภัยตลอดเวลา ถ้าเลือกได้ผมเลือกไม่เป็น”
การเข้ามาเป็น กกต.ในช่วงเวลาที่สังคมเต็มไปด้วยความขัดแย้งรุนแรงเช่นนี้ ทำให้สมชัยต้องเผชิญกับแรงเสียดทานรอบด้าน ไม่ว่าจะคำขู่ คำด่า คำวิพากษ์วิจารณ์ แต่เจ้าตัวยืนยันว่าไม่ได้ใส่ใจ เพราะถ้าใส่ใจคงอึดอัดกว่านี้ บางเรื่องก็มาถึงตัวเขาบางเรื่องก็ไม่ถึงตัวเขา ถ้าเราไปสนใจทุกเรื่องมากเกินไป บางครั้งก็อาจไม่สบายใจเปล่าๆ
“ผมรับรู้แล้วว่า เมื่อตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใดก็ต้องมีทั้งคนชอบและไม่ชอบ มีคนได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ วิจารณ์อย่างไรก็วิจารณ์ไป แต่เรารู้ว่าทำอะไร และสิ่งที่ทำนั้น อยู่บนพื้นฐานของหลักกฎหมาย เป็นไปโดยเหตุผลของความเป็นกลาง ไม่เข้าข้างฝั่งใด เป็นสิ่งที่เราคิดว่าสบายใจได้ทำสิ่งเหล่านั้นแล้ว ส่วนจะวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา ก็เป็นธรรมดาของสังคมที่เห็นแตกต่างกัน”
ในฐานะอาจารย์ด้านรัฐศาสตร์ สมชัย เป็นห่วงสังคมไทยขณะนี้ เพราะเริ่มใช้เหตุผลน้อยลงและเริ่มใช้ความรุนแรง ทั้งกาย วาจา มากขึ้น เช่น ใช้กำลัง ทำให้เกิดความสำเร็จตามที่ตัวเองต้องการ ถ้าสังคมไทยยังเป็นแบบนี้อยู่ก็จะทำให้สังคมเสื่อมทรามลง ถดถอยลง ในเชิงคุณธรรมจริยธรรม ความเป็นเหตุผลของคนในสังคม
“อย่างกรณีเฟซบุ๊กผม ถ้าใครใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่เหมาะสม ผมก็ไม่ลังเลที่จะลบทิ้ง ผมก็ถือว่าเอาออกไปก็จบ ไม่ได้โพสต์ตอบโต้ด้วยถ้อยคำรุนแรงหยาบคาย ซึ่งหากนำข้อความที่โพสต์มาเปิดเผยต่อสาธารณะจะเข้าใจคำว่า เถื่อน ถ่อย หยาบ ลามก ได้ดี แต่ว่าผมลบแล้วก็จบ คิดเท่านั้น ไม่คิดว่าต้องไปถ่อย เถื่อน หยาบ ตามด้วย”
ไม่ใช่เพียงเฉพาะแค่ สมชัย แต่ กกต.คนอื่นๆ ก็โดนเหมือนกันหมด เพียงแต่ว่าแต่ละคนก็มีการจัดการดูแลของตัวเอง
สำหรับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ท่าทีของสมชัยที่ออกจะเอียงเข้าข้าง กปปส.นั้น เจ้าตัวปฏิเสธเสียงดังฟังชัด พร้อมชี้แจงว่าไม่ได้ทำประโยชน์ให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพียงแต่เมื่อเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งและอยากเตือนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องว่า ถ้าเดินหน้าไปแล้วจะมีปัญหาอย่างไร ซึ่งเป็นการเตือนด้วยเจตนาดี เพียงแต่เมื่อเตือนแล้วฝ่ายรัฐบาลเองอาจจะรับไม่ได้ แล้วกลายเป็นเหมือนเข้าทางอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งที่สิ่งที่พูดหรือเตือนไปนั้นล้วนเกิดขึ้นจริงทั้งสิ้น
“เคยเตือนรัฐบาลก่อนวันเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.ว่า เดินหน้าต่อไปไม่ได้ต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไปไม่เช่นนั้นจะเป็นโมฆะ เขาก็หาว่าผมเข้าข้าง กปปส. อยากให้เลื่อนการเลือกตั้ง แต่ทุกอย่างเห็นโดยกระบวนการจัดการเลือกตั้ง ว่ามันเดินต่อไปไม่ได้ เพราะ 28 เขตไม่มีการสมัคร”
สมชัย ชี้แจงว่า ถ้าหากเอาสิ่งที่ตัวเองทำทั้งหมดมาประมวลจะเห็นว่าไม่ได้เข้าข้างใคร หรือแม้แต่การลงมติ แต่ละครั้งแต่ละเรื่อง ก็ไม่ได้สนใจว่า ใครอยู่พรรคไหนด้วยซ้ำ ถ้าทำผิดก็พร้อมลงมติในการให้ใบเหลืองใบแดง
“การพิจารณาให้ใบเหลือง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่า กทม. สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ผมเป็น กกต. คนแรกที่แจ้งว่าผมให้ใบเหลือง และไม่รอคนอื่นพูดด้วยซ้ำ ลงมติออกมาก็มี กกต.อีกสองท่านลงตามแบบเดียวกัน กลายเป็น 3 ต่อ 2 สิ่งเหล่านี้เป็นการพิสูจน์ว่า เราเองไม่ได้คิดว่าเราจะต้องเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
“ถ้าฝ่ายใดทำผิดกฎหมายมากกว่าก็ต้องโดนวิพากษ์วิจารณ์จากผมมากกว่าเป็นธรรมดา การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ลงเลือกตั้ง เขาก็ไม่มีความผิดอะไรที่จะมาพูด แต่อีกฝ่ายลงเขาก็มีความผิดที่เอามาพูดได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้ทรัพยากรของรัฐ เพื่อนำไปสู่การได้เปรียบเสียเปรียบในการเลือกตั้ง อย่างการใช้ช่อง 11 ดังนั้น ผมไม่ได้คิดว่าจะเข้าข้างใคร”
ส่วนภาพถ่ายคู่กับ “มวลมหาประชาชน” ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงในโซเชียลมีเดียนั้น สมชัย ชี้แจงว่า “ใครต่อใครอยากถ่ายรูปกับผม คือผมไม่ได้เป็นคนที่อยากถ่ายรูปกับเขา ผมไปไหนคนก็อยากถ่ายรูปกับผม ถามว่าจะให้ผมวิ่งหนีหรือ และผมไม่ได้เป็นคนโพสต์ อย่างภาพที่บอกว่าผมไปถ่ายกับ กปปส. ผมก็ไปเดินห้างพารากอนเขาก็มาขอถ่ายรูปกับผม ถ่ายเสร็จเขาก็โพสต์ไม่เกี่ยวอะไรกับผม”
สมชัย ยืนยันว่า ส่วนตัวไม่มีสัญลักษณ์อะไรที่เป็นของ กปปส. ไม่ใส่สายรัดข้อมือ ไม่ได้ห้อยนกหวีด เพียงแต่มีกระบวนการที่จะทำลายบางครั้งการให้ข้อมูลข่าวสารจากฝ่ายต่างๆ เหล่านี้ มุ่งทำลายมากเกินไป
“ประโยคที่บอกว่าผมเอียง ถามว่าผมเอียงอะไร ผมเอียงข้างประชาชน แปลว่าตั้งอยู่บนผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก อะไรก็ตามเป็นประโยชน์ประชาชนส่วนใหญ่แล้วผิดอะไรตรงไหน ผมไม่ได้บอกว่าเอียงข้างมวลมหาประชาชน” สมชัย กล่าวทิ้งท้าย







