posttoday
"เฟด" กระหน่ำลดคิวอีไม่แคร์ศก.มะกันยังเป็นโพรง

"เฟด" กระหน่ำลดคิวอีไม่แคร์ศก.มะกันยังเป็นโพรง

02 พฤษภาคม 2557

ผลการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เอฟเอ็มโอซี)

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

ผลการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เอฟเอ็มโอซี) เมื่อวันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา ได้มีมติอย่างเป็นเอกฉันท์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเดินหน้าลดการใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ลงอีก 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.2 แสนล้านบาท) ไปอยู่ที่ 4.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.44 ล้านล้านบาท) ต่อเดือน ซึ่งนับเป็นการดำเนินการการลดมาตรการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน และคาดว่าเฟดจะสามารถยุติคิวอีได้ภายในสิ้นปีนี้

ทั้งนี้ การลดคิวอีของเฟดถือเป็นมาตรวัดที่สำคัญอย่างหนึ่งว่า เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวจากวิกฤตการเงินปี 2009 แล้ว และสามารถทรงตัวได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการอัดฉีดของเฟด สอดรับกับความเชื่อมั่นของบรรดานักลงทุนที่สะท้อนออกมาทางดัชนีดาวโจนส์ของสหรัฐเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ที่ปรับตัวขึ้นไป 0.3% ไปทำสถิติใหม่อยู่ที่ 16580.84 จุด

อย่างไรก็ดี ตัวเลขชี้วัดทางเศรษฐกิจที่ออกมาก่อนหน้านี้กลับสวนทางกับความเชื่อมั่นของเฟด โดยในวันเดียวกันนั้น กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐ ได้เปิดเผยว่า เศรษฐกิจสหรัฐในช่วงไตรมาสแรกของปี 2014 นี้ ขยายตัวเพียง 0.1% เท่านั้น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งนับเป็นการขยายตัวที่ต่ำที่สุดตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปี 2012

กระนั้น ตัวเลขดังกล่าวกลับไม่มีผลกระทบต่อการตัดสินใจลดคิวอีของเฟด โดยเฟดอ้างเหตุผลว่า การที่เศรษฐกิจขยายตัวน้อยเป็นผลมาจากสภาพอากาศที่เลวร้ายในฤดูหนาวเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยทางเฟดเชื่อเศรษฐกิจสหรัฐมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และตัวเลขชี้วัดมางเศรษฐกิจต่างๆ น่าจะออกมาดีกว่านี้ หากไม่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศดังกล่าว

โดยสภาพอากาศอันเลวร้ายที่เป็นอิทธิพลจากปรากฏการณ์ลมวนที่ขั้วโลกเหนือหมุนทวนเข็มนาฬิกา (โพลาร์ วอร์เท็กซ์) ทำให้บางพื้นที่มีอุณหภูมิลดต่ำกว่า –50 องศาเซลเซียส ซึ่งไม่ใช่อุณหภูมิปกติในช่วงฤดูหนาวของสหรัฐ ส่งผลทำให้เศรษฐกิจสหรัฐในช่วงต้นปีที่ผ่านมาไม่สู้ดีนัก

“กิจกรรมทางเศรษฐกิจของสหรัฐเพิ่งเริ่มฟื้นตัวเมื่อไม่นานมานี้ หลังจากลดลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วงฤดูหนาวที่ผ่านมา เนื่องจากเงื่อนไขทางสภาพอากาศ” เฟดระบุในแถลงการณ์เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

สอดรับกับ จอน ไรดิง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ จากบริษัท อาร์ดีติว อิโคโนมิกส์ แอลแอลซี บริษัทที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจในสหรัฐ ที่แสดงความเห็นว่า ตัวเลขจีดีพีล่าสุดไม่สามารถเป็นตัวชี้วัดภาพเศรษฐกิจที่แท้จริงได้ พร้อมเสริมว่า ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจอื่นๆ ยังดีอยู่ โดยตัวเลขชี้วัดด้านการจ้างงานและการบริโภคสามารถขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว

โดยการบริโภคภายในขยายตัวอยู่ที่ 3% ในไตรมาสที่ผ่านมาซึ่งถือว่ายังแข็งแกร่ง ถึงแม้จะต่ำกว่าไตรมาส 4 ของปี 2013 ที่ขยายตัว 3.3% ก็ตาม

นอกจากนี้ ตัวเลขว่างงานสหรัฐยังลดลงอยู่ที่ 6.6% ในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา จากเดิมที่ 6.7% ในเดือน มี.ค. โดยข้อมูลจากกระทรวงแรงงานของสหรัฐ เปิดเผยว่า ในเดือน เม.ย. มีการจ้างงานเพิ่มถึง 2.15 แสนตำแหน่ง

อย่างไรก็ดี แม้เฟดจะเชื่อมั่นว่าสภาพเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวจนเฟดสามารถลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง แต่ในความเป็นจริง เฟดอาจมองสภาพเศรษฐกิจสหรัฐดีเกินความเป็นจริงก็เป็นได้ เนื่องจากเฟดยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในการกระตุ้นอัตราเงินเฟ้อให้ถึง 2% ขณะที่ตัวเลขว่างงานยังคงสูงกว่าเป้าหมายที่ 6.5% เช่นกัน

โดยอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา อยู่ที่ 1.5% เท่านั้น ซึ่งนับว่าต่ำกว่าเป้าหมายอยู่มาก

อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ราคาสินค้าและบริการเพิ่มสูงขึ้น เป็นการดึงดูดให้นักลงทุนอยากเพิ่มการลงทุน ทำให้เกิดการจ้างงาน เงินเฟ้อในระดับที่พอดีจึงเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยส่วนมากจะกำหนดเป้าหมายไว้ที่ 2%

อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐในปัจจุบันจึงยังไม่มีแรงพอช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่เฟดเองก็ยอมรับในแถลงการณ์เมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า อัตราเงินเฟ้อจะโตเพียง 0.9% และจะยังไม่ถึงเป้าที่ 2% ในปีนี้

นอกจากนี้ ถึงแม้ว่าอัตราว่างงานสหรัฐจะลดลงอย่างเร็วเหลือเพียง 6.7% เท่านั้น ซึ่งนับว่าใกล้เป้าหมายที่ 6.5% แล้ว อย่างไรก็ดี นักวิชาการหลายส่วนระบุตรงกันว่า ตัวเลขการว่างงานที่ลดลงไม่สามารถเป็นตัวชี้วัดความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจได้

เนื่องจากเป็นการเพิ่มการจ้างงานที่ตำแหน่งเป็นงานชั่วคราว (พาร์ตไทม์) เท่านั้นยังไม่ใช่ตำแหน่งงานประจำ นอกจากนี้ ยังมีชาวสหรัฐกว่า 3.7 ล้านคนที่ว่างงานมานานกว่า 6 เดือนหรือนานกว่านั้น โดยจำนวนดังกล่าวเท่ากับ 30% ของตัวเลขว่างงานทั้งสหรัฐ และไม่มีท่าทีลดลงแต่อย่างใด ตั้งแต่ช่วงวิกฤตซับไพรม์

ด้าน เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเฟดคนปัจจุบัน ได้ตระหนักว่าตัวเลขจ้างงานไม่ใช่ตัวชี้วัดเศรษฐกิจสหรัฐเช่นกัน โดยการแถลงนโยบายเฟดก่อนหน้านี้ เยลเลนได้ระบุแล้วจะลดการใช้ตัวเลขการจ้างงานเป็นปัจจัยในการตัดสินใจนโยบายของคิวอีให้น้อยลง

ขณะที่การส่งออกของสหรัฐเมื่อไตรมาสแรก ปี 2014 ยังลดลง 7.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยเป็นผลมาจากความต้องการสินค้าของโลกที่ยังคงไม่แข็งแกร่งนัก

แม้แต่บ้านซึ่งถือว่าเป็นปัจจัย 4 ก็ยังขายได้น้อยลงถึง 14.5% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เหลือเพียง 3.84 แสนหลัง ซึ่งนับว่าต่ำที่สุดตั้งแต่ เดือน ก.ค. 2014

ดังนั้น เศรษฐกิจสหรัฐจึงยังไม่ฟื้นตัวดีอย่างที่เฟดประเมิน นับเป็นความชะล่าใจอย่างมากในการตัดสินใจลดคิวอี จริงอยู่ที่เมื่อต้นปีที่ผ่านมาสภาพเศรษฐกิจสหรัฐได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศอันเลวร้าย จนจีดีพีชี้วัดทางเศรษฐกิจขยายตัวได้น้อยมาก ทว่าในความเป็นดัชนีชี้วัดตัวอื่นก็ยังโตไม่เพียงพอจะเป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งอัตราเงินเฟ้อและตัวเลขคนว่างงานที่ยังไม่ถึงเป้าตามที่เฟดวางไว้

จึงนับว่าเฟดยังคงใจเร็วเกินไปที่สำหรับการดำเนินการลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากเฟดยุติการอัดฉีดเงินลงเศรษฐกิจสหรัฐเร็วเกินไป ในช่วงที่เศรษฐกิจสหรัฐยังประคองตัวเองไม่ได้ สิ่งที่เฟดทำมาทั้งหมดอาจสูญเปล่า และอาจทำให้จีนประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองในปัจจุบัน สามารถขยายเศรษฐกิจขึ้นมาแซงหน้าสหรัฐก็เป็นได้

และยังเสี่ยงที่มาตรการของเฟดจะส่งผลกระทบให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออกจากประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ที่เคยชินกับอานิสงส์จากคิวอี เฟดจึงควรคำนึงว่า การกำหนดทิศทางนโยบายของเฟดมีผลกระทบเศรษฐกิจทั้งโลก ไม่เฉพาะระบบเศรษฐกิจสหรัฐเท่านั้น

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง