
ไร้รัฐบาลเศรษฐกิจไทยอาจ "ถดถอย"
การชุมนุมประท้วงที่ยืดเยื้อมายาวนานถึง 6 เดือน ผนวกกับไร้รัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการบริการบ้านเมือง ทำให้ อลัน เรย์เบาล์ด จากรอยเตอร์ส สรุปแบบฟันธงว่า ปัจจัยดังกล่าวน่าจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะถดถอยเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งล่าสุด เมื่อปี 2007-2008 ที่ผ่านมา
การชุมนุมประท้วงที่ยืดเยื้อมายาวนานถึง 6 เดือน ผนวกกับไร้รัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการบริการบ้านเมือง ทำให้ อลัน เรย์เบาล์ด จากรอยเตอร์ส สรุปแบบฟันธงว่า ปัจจัยดังกล่าวน่าจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะถดถอยเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งล่าสุด เมื่อปี 2007-2008 ที่ผ่านมา
เรย์เบาล์ด ชี้ให้เห็นว่า ประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตเป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคอาเซียนอย่างไทย กำลังเผชิญกับภาวะการส่งออกที่ย่ำแย่ การผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ตกต่ำแบบลากยาวตลอดปี และการชะลอตัวของภาคธุรกิจการท่องเที่ยว รวมถึงการบริหารงานภายใต้รัฐบาลที่ไม่มีอำนาจเต็ม ซึ่งเสียเวลาส่วนใหญ่ในการแก้ไขปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนนำไปสู่ภาวะสุญญากาศทางการเมืองและการใช้ความรุนแรง
กุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค แสดงความคิดเห็นว่า ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจในไทยจะกลับมาในไตรมาสสุดท้ายของปี ถ้าสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองบรรเทาเบาบางลง ซึ่งจะส่งผลให้การส่งออกกระเตื้องขึ้นแตะ 5% ในปีนี้ ท่ามกลางการฟื้นตัวของตลาดโลก เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวที่น่าจะเติบโตได้ราว 5.0-5.5%
ทว่า เบนจามิน ชาทิล นักเศรษฐศาสตร์จาก เจพี มอร์แกน สิงคโปร์ เชื่อว่า ไทยยังมีความเสี่ยงในระดับที่สูง แม้จะยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยแบบเต็มรูปแบบ แต่เป็นไปได้ว่าเศรษฐกิจน่าจะดีขึ้นช่วงครึ่งปีหลัง ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางการเมือง อย่างไรก็ดี ถ้ายังไม่มีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มภายในเวลาอันใกล้นี้ ก็มีความเสี่ยงสูงและชัดเจนว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจคงถอยหลังลงคลอง
เช่นเดียวกับทางด้าน ปรากรม ปฐมบูรณ์ นักเศรษฐศาสตร์จากบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ ที่เห็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้น่าจะเป็นเพียงการถดถอยทางเทคนิค แต่ถ้ายังไม่มีแนวโน้มในทางที่ดีขึ้น หรือสถานการณ์การเมืองยังไม่ชัดเจนก่อนไตรมาส 3 ก็คาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) น่าจะเติบโตเพียง 0% หรือหดตัวต่ำลงในปีนี้
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ของไทยได้แสดงข้อมูลตัวเลขการเติบโตที่น่าเป็นห่วงของไทยในปีนี้ ว่า การส่งออกลดลง 3.1% ในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา เมื่อเทียบจากเดือนเดียวกันของปี 2013 เช่นเดียวกับประมาณการจีดีพีของไทยที่ต้องปรับลดลงหลายครั้ง เนื่องจากเหตุวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้น ซึ่งกระทบความเชื่อมั่นและการท่องเที่ยว จนต้องปรับระดับจีดีพีที่เดิมคาดว่าจะเติบโตได้ถึง 4.8% ในเดือน ต.ค.ปีที่แล้ว มาอยู่ที่ระดับ 2.7% ตามที่ประมาณการล่าสุดในปีนี้
ทั้งนี้ ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมก็ร่วงลงมากถึง 10.41% โดยเฉพาะในกลุ่มการส่งออกสำคัญ ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ ฮาร์ดดิสก์ รวมถึงอาหารกระป๋องและอาหารแช่แข็ง ซึ่งเป็นตัวเลขที่ได้รับต่ำกว่าที่ทางสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (เอฟทีไอ) คาดการณ์ไว้จากปัจจัยปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้น
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมบริการอย่างการท่องเที่ยวยังสูญเสียรายได้มหาศาลจากปัญหาดังกล่าว จนทำให้นักท่องเที่ยวลดลงกว่า 7 ล้านคนในไตรมาสแรก เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว







