
การกำหนดการบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงิน (2)
วิกฤตการเงินโลกปี พ.ศ. 2551 กลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วและกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ 20 ประเทศ (Group of Twenties : G20) มีข้อตกลงที่จะปฏิรูปภาคการธนาคาร โดยได้จัดตั้ง Financial Stability Board (FSB) ขึ้นในเดือน เม.ย. พ.ศ. 2552 เพื่อส่งเสริมเสถียรภาพของระบบการเงินควบคู่กับปรับปรุงหลักเกณฑ์ของผู้กำกับดูแลสากลต่างๆ โดยประเด็นสำคัญที่ต้องมีการปฏิรูป คือ การสร้างความเข้มแข็งของกรอบการกำกับดูแลความมั่นคงและโครงสร้างพื้นฐานของตลาดการเงิน การกำกับดูแลที่มีประสิทธิผล การสร้างกลไกการแก้ไขปัญหาของสถาบันการเงิน รวมถึงการระบุสถาบันการเงินที่มีความสำคัญต่อระบบ การสร้างกลไกการประเมินและเปรียบเทียบ และมาตรการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
วิกฤตการเงินโลกปี พ.ศ. 2551 กลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วและกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ 20 ประเทศ (Group of Twenties : G20) มีข้อตกลงที่จะปฏิรูปภาคการธนาคาร โดยได้จัดตั้ง Financial Stability Board (FSB) ขึ้นในเดือน เม.ย. พ.ศ. 2552 เพื่อส่งเสริมเสถียรภาพของระบบการเงินควบคู่กับปรับปรุงหลักเกณฑ์ของผู้กำกับดูแลสากลต่างๆ โดยประเด็นสำคัญที่ต้องมีการปฏิรูป คือ การสร้างความเข้มแข็งของกรอบการกำกับดูแลความมั่นคงและโครงสร้างพื้นฐานของตลาดการเงิน การกำกับดูแลที่มีประสิทธิผล การสร้างกลไกการแก้ไขปัญหาของสถาบันการเงิน รวมถึงการระบุสถาบันการเงินที่มีความสำคัญต่อระบบ การสร้างกลไกการประเมินและเปรียบเทียบ และมาตรการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
ตัวอย่างของการปฏิรูปที่สำคัญ คือ BCBS ได้ออกหลักเกณฑ์ Basel III ที่เกี่ยวกับการดำรงเงินกองทุนและการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การดำรงเงินกองทุนสามารถสะท้อนความเสี่ยงและรองรับความเสียหายได้มากขึ้น ซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าวแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท
(1) Microprudential Measures เช่น การปรับเพิ่มคุณภาพของเงินกองทุนให้สามารถรองรับความเสียหายได้มากขึ้นทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤต (Capital Equity Tier 1 หรือ CET 1 คือ ส่วนของเจ้าของที่มีหุ้นสามัญเป็นหลัก) การดำรงเงินกองทุนส่วนเพิ่มสำหรับความเสี่ยงด้านเครดิตของคู่สัญญาเพื่อรองรับผลขาดทุนจากการที่คุณภาพเครดิตของคู่สัญญาแย่ลง (CVA risk) สำหรับสัญญาอนุพันธ์
(2) Macroprudential Measures เช่น หลักเกณฑ์การดำรงเงินกองทุน Capital Conservation Buffer และ Countercyclical Buffer ให้ธนาคารพาณิชย์ดำรงเงินกองทุนเพิ่มเติมในช่วงภาวะเศรษฐกิจดี ซึ่งจะได้เพียงพอรองรับความเสียหายในภาวะวิกฤต ในส่วนของการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่องที่สำคัญ คือการนำหลักเกณฑ์เชิงปริมาณมาใช้ ได้แก่ Liquidity Coverage Ratio (LCR) และ Net Stable Funding Ratio (NSFR) รวมถึงกำหนด Monitoring Tools ต่างๆ เพื่อให้การกำกับ ดูแลความเสี่ยงด้านสภาพคล่องมีความครบถ้วนยิ่งขึ้น
นอกจากการปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงและการมีเงินกองทุน หรือสินทรัพย์สภาพคล่องเพื่อรองรับความเสี่ยงแล้ว ยังมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ด้านอื่นเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมของสถาบันการเงิน ให้เอื้อต่อการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ เช่น นโยบายเกี่ยวกับโครงสร้างและหน้าที่คณะกรรมการที่เอื้อต่อการบริหารความเสี่ยง นโยบายด้านธรรมาภิบาล นโยบายการจ่ายผลตอบแทน ระบบการจัดเก็บข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ยังมีการเน้นถึงความสำคัญของการที่ผู้กำกับดูแลสถาบันการเงินมีความเข้าใจถึงรูปแบบการทำธุรกิจของสถาบันการเงินและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถประเมินได้ว่าการบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงินนั้นๆ มีประสิทธิภาพเหมาะสมสอดคล้องกับธุรกิจและความเสี่ยงของสถาบันการเงิน
การปฏิรูปอีกด้านหนึ่งที่สำคัญ คือ การปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานของตลาด OTC Derivatives โดย The Committee on Payment and Settlement Systems (CPSS) และ The Technical Committee of the International Organization of Securities Commissions (IOSCO) ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของวิกฤตการเงินโลก
การปฏิรูปครั้งนี้ครอบคลุมทั้งกระบวนการทำธุรกรรมและการสร้างโครงสร้างพื้นฐานของตลาด OTC derivatives ใน 3 ด้านด้วยกัน
(1) ส่งเสริมการซื้อขายในศูนย์ซื้อขายหรือระบบการซื้อขายอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสให้กับผู้เล่นในตลาดทั้งข้อมูลราคาก่อนและหลังซื้อขาย
(2) ส่งเสริมการชำระราคาผ่านสำนักหักบัญชีกลาง (Central Counterparty CCP) เพื่อลดความเสี่ยงเชิงระบบที่เกิดจากความเสี่ยงด้านเครดิตของคู่สัญญา
(3) ส่งเสริมการรายงานข้อมูลธุรกรรม OTC derivative ไปที่ศูนย์ข้อมูลซื้อขาย (Trade Repository TR) เพื่อช่วยให้ผู้กำกับดูแลมีข้อมูลเพียงพอในการกำกับดูแลและเข้าช่วยเหลือเมื่อเกิดวิกฤต
การสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบสถาบันการเงินไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องศึกษาหลักเกณฑ์ต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับปรุงแนวนโยบายการบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงินให้มีประสิทธิภาพรองรับความผันผวนที่เกิดขึ้นในโลกการเงิน ความท้าทายอย่างยิ่งของการออกนโยบาย คือ การบังคับใช้หลักเกณฑ์สากลให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและรูปแบบการทำธุรกิจ ตลอดจนความเสี่ยงของระบบสถาบันการเงินไทย และยังต้องประเมินและดูแลผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างรอบคอบ
หลังภาวะวิกฤตปี พ.ศ. 2540 ระบบการเงินไทยมีการปรับตัวอย่างมาก ธนาคารพาณิชย์ได้นำบทเรียนที่เกิดขึ้นและข้อบกพร่องจากการบริหารความเสี่ยงมาปรับปรุงเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพของตนเองอย่างต่อเนื่อง
ในขณะเดียวกัน ธปท.ก็ได้ปรับปรุงแนวทางการกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงินครั้งใหญ่ เน้นการดูแลความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น ทั้งในส่วนของการออกนโยบายและการกำกับตรวจสอบ
นอกจากนี้ ยังกำหนดกรอบการออกนโยบายการกำกับดูแลสถาบันการเงิน 5 ประการ กล่าวคือ Prudence, Efficiency, Good Governance, Fairness to Customers และ Macroprudential Measures4 เพื่อให้มั่นใจว่านโยบายการดูแลสถาบันการเงินแต่ละเรื่องที่ออกมาจะสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้
เมื่อเกิดวิกฤตการเงินโลกล่าสุด ระบบการเงินไทยไม่ได้รับผลกระทบที่เกิดขึ้นมากนัก จุดอ่อนที่เกิดขึ้นในการประกอบธุรกิจที่ซับซ้อนและระบบบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงินในต่างประเทศที่หละหลวมจนส่งผลให้เกิดวิกฤตดังที่กล่าวแล้วข้างต้นมีความแตกต่างจากการประกอบธุรกิจและสภาพแวดล้อมของ ธพ.ไทยอยู่พอสมควร
ดังนั้น จึงเป็นความท้าทายของ ธปท. ที่จะพิจารณานำหลักเกณฑ์สากลมาปรับใช้ในการออกนโยบายการกำกับดูแลสถาบันการเงินให้สอดคล้องกับความเสี่ยงตามรูปแบบการประกอบธุรกิจและสภาพแวดล้อมของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย โดยในปี พ.ศ. 2556 ที่ผ่านมา ธปท.ได้วางกรอบการพิจารณา 3 ข้อ เพื่อให้สามารถออกหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสถาบันการเงินให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลได้ ได้แก่
(1) Risk Reduction คือ หลักเกณฑ์ที่นำมาใช้จะช่วยลดความเสี่ยงได้จริงหรือไม่
(2) Costbenefit Analysis คือ การวิเคราะห์ที่ต้นทุนและผลประโยชน์ของการนำหลักเกณฑ์มาใช้ว่าคุ้มค่าหรือไม่
(3) Cost of Noncompliance คือ หากไม่นำหลักเกณฑ์มาใช้ สถาบันการเงินจะมีต้นทุนหรือผลกระทบอย่างไรหรือไม่
เมื่อพิจารณาความจำเป็นตามกรอบการพิจารณาข้างต้นแล้ว ธปท.จึงได้ออกหลักเกณฑ์ Basel III ในด้านเงินกองทุนไปเมื่อต้นปี พ.ศ. 2556 เนื่องจากเงินกองทุนเป็นหัวใจสำคัญที่ใช้ในการรองรับความเสี่ยง และ ธปท.ได้ให้ความสำคัญกับการที่ธนาคารพาณิชย์จะมีเงินกองทุนในระดับที่เพียงพอและมีคุณภาพดี ส่วนหลักเกณฑ์อื่นๆ ยังอยู่ระหว่างพิจารณาความเหมาะสมในการนำมาใช้ เช่น เกณฑ์ด้านสภาพคล่อง เกณฑ์การดำรงเงินกองทุนเพื่อรองรับ CVA risk สำหรับสัญญาอนุพันธ์
ขณะเดียวกันก็ยังมีหลักเกณฑ์สากลที่ ธปท.ได้พิจารณาแล้วและเห็นว่ายังไม่สมควรนำมาใช้กับธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยในช่วงเวลานี้ เช่น การส่งเสริมการชำระราคาธุรกรรม OTC derivative ผ่าน CCP เนื่องจากธุรกรรม OTC derivative ของไทยส่วนใหญ่เป็นธุรกรรมที่ไม่ซับซ้อนและมีปริมาณค่อนข้างต่ำ จึงยังไม่น่าก่อให้เกิด Systemic Risk ในระดับที่ต้องมี CCP ที่มีต้นทุนในการจัดตั้งสูง
แม้ว่าเราไม่สามารถกำจัดความเสี่ยงให้เป็นศูนย์ได้ แต่การบริหารความเสี่ยงที่ดีจะสามารถช่วยลดโอกาสที่ธนาคารพาณิชย์แห่งใดแห่งหนึ่งจะเป็นต้นเหตุของปัญหาวิกฤตการเงินของทั้งระบบได้ รวมถึงสามารถสร้างความแข็งแกร่งให้กับธนาคารพาณิชย์ในระบบ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อความเสียหายที่มาจากธนาคารพาณิชย์อื่นได้ ซึ่งจะสามารถลดการก่อภาระให้กับประชาชน หรือการนำเงินภาษีของประชาชนมาใช้ในกรณีที่ทางการต้องเข้าไปช่วยเหลือธนาคารพาณิชย์







