
เศรษฐกิจไทยเครื่องรวนหลังส่งออกหดตัวแรง
ทั้งผิดคาด ทั้งสร้างความกังวลให้กับหน่วยงานที่ดูแลด้านเศรษฐกิจ
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
ทั้งผิดคาด ทั้งสร้างความกังวลให้กับหน่วยงานที่ดูแลด้านเศรษฐกิจ เมื่อกระทรวงพาณิชย์เผยแพร่ตัวเลขมูลค่าการส่งออกเดือน มี.ค. ที่หดตัวลง 3.12% ทั้งที่ควรขยายตัวต่อเนื่องจากเดือน ก.พ. และทำให้ไตรมาสแรกปีนี้ (ม.ค.-มี.ค. 2557) มูลค่าการส่งออกลดลง 1% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน
สาเหตุที่หน่วยงานด้านเศรษฐกิจมีความกังวล เพราะปีนี้เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญหน้ากับปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ที่ลดทอนทั้งความต้องการใช้จ่ายของภาคเอกชน และความต้องการลงทุนของภาคเอกชน รวมทั้งสร้างปัญหาและอุปสรรคในการลงทุนภาครัฐ
แม้กระทั่งการท่องเที่ยวซึ่งเคยเป็นคู่บัดดี้กับการส่งออกในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ยังไม่วายได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมือง โดยเฉพาะการประกาศใช้ พ.ร.ก.ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ทำให้นักท่องเที่ยวหลักอย่างจีน รวมทั้งญี่ปุ่น หนีหายไปทันที แม้จะยกเลิกประกาศดังกล่าวเมื่อวันที่ 19 มี.ค. แต่นักท่องเที่ยวเดือน มี.ค. ก็ยังหดตัว 9.4% ด้วยจำนวน 2.1 ล้านคน
เมื่อเครื่องยนต์หลายตัวแทบจะดับสนิท ความหวังเดียวที่จะฉุดรั้งเศรษฐกิจปีนี้ไม่ให้ถดถอยไปกว่านี้ จึงถูกฝากไว้ที่การส่งออก ที่ผลกระทบจากการเมืองไม่สามารถส่งผลสะเทือนใดๆ ได้ ตราบใดที่ไม่มีการปิดเส้นทางขนส่ง ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจโลกที่เป็นปัจจัยหลักในการสนับสนุนการส่งออก ปีนี้ก็มีแววว่าจะฟื้นตัวดีขึ้น โดยเฉพาะสหรัฐ หลายสำนักจึงคาดว่าการส่งออกปีนี้จะสามารถขยายตัวได้ 45% และเป็นเครื่องยนต์เดียวที่เหลืออยู่ในการฉุดเศรษฐกิจปีนี้ให้เติบโตได้ประมาณ 34%
แต่ความหวังนั้นก็ริบหรี่ลงทันที เมื่อการส่งออกไตรมาสแรกพลาดเป้าอย่างจัง หลังจากมูลค่ามียอดติดลบ 1%
ดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ถึงกับระบุว่า หากจะให้การส่งออกปีนี้เป็นไปตามเป้าหมายที่ ธปท.คาดไว้ที่ 4.5% ช่วงเวลาจนถึงสิ้นปีนี้ที่เหลืออีก 9 เดือน ทุกเดือนจะต้องมีมูลค่าการส่งออก 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
แต่โอกาสที่มูลค่าการส่งออกช่วง 9 เดือนที่เหลือ จะเป็นไปอย่างที่ ธปท.ระบุไว้นั้น ยากลำบากยิ่ง
เพราะหากย้อนกลับไปดูมูลค่าการส่งออก 2 ปีที่ผ่านมา จะพบว่าปี 2555 ส่งออกเฉลี่ยแล้วทำได้เดือนละ 19,103 ล้านเหรียญสหรัฐ จากยอดทั้งปี 229,236.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ปี 2556 ตกเฉลี่ยเดือนละ 19,044 ล้านเหรียญสหรัฐ ต่ำกว่าปี 2555 ด้วยซ้ำ จากยอดทั้งปี 228,529 ล้านเหรียญสหรัฐ
ขณะที่ปี 2557 เปิดตัวด้วยมูลค่าการส่งออกด้วยตัวเลขติดลบตั้งแต่ไตรมาสแรกแล้ว
นอกจากนี้ ตลาดส่งออกที่เคยเติบโตอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดอย่างจีนและอาเซียน กลับปรับตัวติดลบสูงมาก โดยเดือน มี.ค. การส่งออกไปจีนติดลบ 11.2% ขณะที่อาเซียนติดลบ 10.9% ทั้งที่เศรษฐกิจกลุ่มประเทศอาเซียนมีการขยายตัว โดยสาเหตุสำคัญมาจากการที่จีนกลายมาเป็นคู่แข่งหลักของไทยในตลาดนี้ ด้วยต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า ส่งผลให้สินค้าหลายตัวของไทยในอาเซียนไม่เป็นไปตามเป้าหมายและยอดติดลบ ทั้งคอมพิวเตอร์ สิ่งทอ สินค้ากลุ่มอาหาร เกษตร เป็นต้น
นอกจากนี้ เมื่อลงไปดูในรายละเอียดสินค้าที่ส่งออกไป พบว่าสินค้าสำคัญมีตัวเลขอ่อนแอลงมาก โดยเฉพาะรถยนต์ที่ส่งออกไตรมาสแรกเพิ่มเพียง 3% สาเหตุจากการส่งออกในตลาดหลักอย่างออสเตรเลีย และอินโดนีเซีย ลดลงมาก
ขณะที่การส่งออกคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ ที่เคยประสบปัญหาเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป แต่มีการปรับตัวจนสามารถทำยอดส่งออกได้ดีขึ้นในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา แต่ในเดือน มี.ค. การส่งออกกลับหดตัวราว 5% จากการส่งออกไปใน 3 ตลาดหลัก คือ ฮ่องกง สหรัฐ และจีน ที่ยอดส่งออกลดลงหมดเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยเฉพาะการส่งออกไปจีนลดลง 40%
นอกจากนี้ ยังมีดัชนีชี้วัดสำคัญดัชนีหนึ่งที่ใช้คาดการณ์แนวโน้มการส่งออกในอนาคตได้ นั่นคือ การนำเข้า เพราะหากการนำเข้ายังขยายตัวได้ดีอยู่ โดยเฉพาะการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบ ก็จะเป็นเครื่องชี้ได้ว่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมในช่วงที่เหลือของปีจะฟื้นตัวขึ้น เพราะส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าเพื่อการผลิตเพื่อส่งออก
แต่จากตัวเลขไตรมาสแรกจะเห็นว่า การนำเข้าติดลบตั้งแต่เดือนแรกของปี โดยเดือน ม.ค. การนำเข้าติดลบ 14% เดือน ก.พ. ติดลบ 14.8% และเดือน มี.ค. ติดลบอีก 13%
ขณะที่การนำเข้าในหมวดสินค้าทุน ซึ่งเป็นดัชนีสำคัญที่สะท้อนถึงการส่งออกในอนาคต ไตรมาสแรกติดลบ 13.8% โดยเฉพาะการนำเข้าเครื่องจักรใช้ในอุตสาหกรรมและส่วนประกอบ ติดลบ 9.6% เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ นำเข้าติดลบ 18.8%
เช่นเดียวกับหมวดสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปที่ติดลบสูงถึง 24.7% เป็นการนำเข้าลดลงทั้งในกลุ่มอุปกรณ์และส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ เหล็กและเหล็กกล้า
การนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบที่ลดลงค่อนข้างแรงดังกล่าว จะทำให้การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนราว 75% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด มีโอกาสฟื้นตัวไม่ได้อย่างที่คาดหวังไว้ โดยเฉพาะในครึ่งแรกของปีนี้
ขณะที่ นพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ได้ออกมาระบุแล้วว่า สรท.ได้ปรับลดคาดการณ์การส่งออกปีนี้เหลือการเติบโตเพียง 3% จากที่เคยคาดว่าจะเติบโตได้ 5% สาเหตุสำคัญมาจากการที่เศรษฐกิจโลกผันผวนกว่าที่คาดไว้มาก ทำให้ไม่เชื่อมั่นตัวเลขว่าเศรษฐกิจโลกปีนี้จะเติบโต 3.6-3.7% ตามที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประเมินไว้หรือไม่ นอกจากนี้ ประเทศคู่ค้าหลักของไทยหลายแห่ง เวลานี้จะเน้นการบริโภคภายในประเทศ ทำให้ไม่ค่อยนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศด้วย
และนี่เองที่เป็นสาเหตุให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดการคาดหวัง หรือพึ่งพิงการส่งออกที่จะมากระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตได้อย่างที่คาด
และรอที่จะทบทวนตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ลงอีกครั้งในเดือน มิ.ย.นี้ หลังจากลดประมาณการมาแล้วครั้งหนึ่งเหลือ 2.7%







