posttoday
สงครามกลางเมือง

สงครามกลางเมือง

01 พฤษภาคม 2557

โดย...เศรษฐา ทวีสิน

โดย...เศรษฐา ทวีสิน

กรรมการผู้จัดการ บมจ.แสนสิริ

“สงครามกลางเมือง” เป็นศัพท์ที่เราเคยได้ยิน แต่คิดว่าเป็นเรื่องไกลตัวกัน ความหมายของสงครามกลางเมือง ตามพจนานุกรมภาษาอังกฤษ คือ “a war between opposing groups of citizens of the same country” โดยบอกว่ามีรากศัพท์มาจากภาษาละตินที่ว่า “bellum civile” ซึ่งถูกใช้อ้างอิงถึงสงครามกลางเมืองอาณาจักรโรมันในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 1 ใน Wikipedia มีขยายความต่อว่า สงครามกลางเมือง คือ “war between organized groups within the same state or republic. The aim of one side may be to take control of the country or a region, to achieve independence for a region, or to change government policies.”

สงครามกลางเมือง โดยมากมักเกิดจากความแตกต่างทางศาสนา ชนชั้น เชื้อชาติ และปัจจัยอื่นๆ ที่มีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์กว่าร้อยกว่าพันปี ฝังรากลึกในความเชื่อของผู้คนและสังคม เป็นประวัติศาสตร์ที่ส่งผ่านรุ่นบรรพบุรุษมาสู่รุ่นปัจจุบัน และเป็นประเด็นฝังลึกในจิตใจของมนุษย์ที่ก้าวข้ามความเจริญเติบโตและการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของสังคม เศรษฐกิจ รวมทั้งความเจริญทางเทคโนโลยีได้อย่างไม่ยากเย็น

ประเทศซีเรีย เป็นประเทศหนึ่งซึ่งมีสงครามกลางเมืองที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนเป็นจำนวนหลายล้านคน ทั้งในประเทศตนเองและประเทศเพื่อนบ้าน เป็นสงครามกลางเมืองที่เราเห็นในหน้าหนังสือพิมพ์ทุกๆ วัน ในช่วง 23 ปีที่ผ่านมา เป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีสงครามกลางเมืองที่เกิดจากการลุกฮือของประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการปกครองรัฐของผู้นำรัฐ เป็นหนึ่งในสิ่งที่สื่อตะวันตกเรียกว่า Arab Spring ในหลายๆ ประเทศ ไล่ตั้งแต่ตูนิเซีย อียิปต์ เยเมน ลิเบีย ซึ่งโดยมากเป็นการลุกฮือขึ้นต่อต้านการถูกกดขี่จากระบอบการปกครองของผู้นำกึ่งเผด็จการที่ยึดครองอำนาจมานาน และใช้อำนาจดังกล่าวในการกดขี่สิทธิเสรีภาพของประชาชนมาโดยตลอด

จากที่เคยได้แต่รับทราบเรื่องราวผ่านทางข่าวสารมาโดยตลอด เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปสัมผัสความจริงของผลกระทบที่เกิดจากสงครามกลางเมืองในประเทศซีเรียด้วยตัวเอง ด้วยการร่วมเดินทางกับองค์การยูนิเซฟไปยังประเทศเลบานอน ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศเพื่อนบ้านที่รองรับผู้ลี้ภัยที่หนีออกจากความโหดร้ายของสงครามกลางเมืองที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกวันในซีเรีย และได้ใช้เวลา 2 วันอยู่ในบริเวณค่ายผู้ลี้ภัยชั่วคราวที่ถูกจัดตั้งขึ้นในเมืองชายแดนเลบานอน เพื่อรับรู้สภาพชีวิตที่เปลี่ยนไปของชาวซีเรียที่ลี้ภัยมาอยู่ที่นี่

จากข้อมูลที่ได้รับทราบจากเจ้าหน้าที่ของยูนิเซฟ ประเทศเลบานอนเป็นประเทศที่มีประชากรราว 4 ล้านคน แต่ในปัจจุบันมีผู้ลี้ภัยจากซีเรียเข้ามาอยู่แล้วถึงกว่า 1 ล้านคน และเดินทางมาเรื่อยๆ ทุกวัน วันละหลายหมื่นคน ซึ่งโดยมากประกอบด้วยคนชรา สตรี และเด็ก เนื่องจากผู้ชายส่วนมากจะมีส่วนร่วมกับสงครามกลางเมือง ทำให้พ่อหรือสามีของครอบครัวโดยมากก็จะตกค้างและทำการรบอยู่ในซีเรีย หรือไม่ก็เสียชีวิตไปแล้วจากการสู้รบ

ทางเลือกที่มีของผู้ลี้ภัยชาวซีเรียก็คือ การลี้ภัยเข้าสู่ประเทศอียิปต์ จอร์แดน อิรัก ตุรกี หรือเลบานอน ซึ่งสิ่งที่ผมได้สัมผัสมาก็คือ ชาวซีเรียที่ลี้ภัยหนีสงครามกลางเมืองเข้ามาในเลบานอน ไม่ใช่ผู้ลี้ภัยที่ผมเคยเห็นตามข่าวหรืออย่างที่ผมเคยคิด ผู้ลี้ภัยเหล่านี้มิใช่ผู้ที่ถูกขับไล่ออกมา เพราะมีสถานะทางสังคมหรือเชื้อชาติที่ต่ำต้อยกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นผู้ลี้ภัยที่อยู่ในสถานะชนชั้นกลางทั่วไป เคยประกอบอาชีพค้าขาย ธุรกิจ พนักงานบริษัททั่วไป รวมถึงเด็กและเยาวชนที่ลี้ภัยตามครอบครัวมาก็เป็นเด็กและเยาวชนที่มีการศึกษาในโรงเรียนระดับกลางถึงบน มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีมาก่อนทั้งสิ้น โดยทางยูนิเซฟประเมินว่ามีเด็กชาวซีเรียกว่า 5.5 ล้านคน ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามกลางเมืองซีเรีย ประมาณกว่า 4 ล้านคน ยังคงใช้ชีวิตอยู่ในประเทศ และอีก 1.2 ล้านคน กลายเป็นผู้ลี้ภัยนอกประเทศ โดยเป็นเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ขวบเสียเกือบครึ่ง

ความยากลำบากของผู้ลี้ภัยชาวซีเรียในเลบานอนมีความซับซ้อนขึ้นไปอีก เนื่องด้วยรัฐบาลประเทศเลบานอนปฏิเสธการรับรู้และรองรับสถานะของผู้ลี้ภัยชาวซีเรียอย่างเป็นทางการ (ประเทศที่มีพลเมือง 4 ล้านคน กับผู้ลี้ภัยอีกกว่า 1 ล้านคน รวมถึงทรัพยากรและความช่วยเหลืออย่างเป็นทางการจากงบประมาณของรัฐที่จะต้องเสียไปในการรองรับผู้ลี้ภัยเหล่านี้ ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองของรัฐบาลรักษาการในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงรัฐบาลใหม่ที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้) ส่งผลให้ค่ายผู้ลี้ภัยถูกจัดตั้งเป็นลักษณะชุมชนชั่วคราว ไม่ได้มีการวางโครงสร้างต่างๆ รองรับตามมาตรฐานของค่ายผู้ลี้ภัยปกติ

เมื่อขาดการสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากรัฐที่ให้พื้นที่พักพิง สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือความพยายามหาทางออกของทั้งฝ่ายเจ้าของประเทศและผู้เข้ามาอาศัย โดยเป็นทางออกที่มีปัจจัยทางพาณิชย์เข้ามาเกี่ยวข้อง แทนที่จะเป็นการให้ความช่วยเหลืออย่างไม่มีเงื่อนไข เช่น เอกชนเจ้าของพื้นที่ที่อนุญาตให้จัดตั้งชุมชนชั่วคราวในพื้นที่ตนได้ โดยมีข้อแม้ว่าแต่ละชุมชนโดยการนำของผู้นำชุมชนนั้นๆ ต้องส่งแรงงานเข้าไปทำงานในไร่สวนของเจ้าของที่โดยมิเสียค่าจ้างแต่อย่างใด ซึ่งแรงงานก็จะรวมถึงเด็กและผู้เยาว์ด้วย ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ยูนิเซฟให้การช่วยเหลือและสนับสนุนในหลายๆ ด้าน

โอกาสที่ผมได้รับจากยูนิเซฟในการได้ไปสัมผัสชีวิตของผู้ลี้ภัยเหล่านี้ ทำให้ผมได้ขยับเข้าใกล้ความจริงอันโหดร้ายของผลลัพธ์ที่เกิดจากสงครามกลางเมือง โดยเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชน สิ่งที่เกิดขึ้นกับชาวซีเรียในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เป็นเหตุการณ์ที่เรียกได้ว่าพลิกชีวิตของพวกเค้าอย่างตั้งตัวไม่ทัน ก่อนเดินทางกลับ ผมได้รับของที่ระลึกจากเด็กๆ เป็นภาพวาดสีน้ำมันที่เป็นรูปนกพิราบพร้อมกับกลอนสั้นๆ ที่แปลได้ว่า “มันเป็นเรื่องยากที่จะร้องไห้เมื่อคุณไม่มีน้ำตาเหลือให้ร้อง และมันเป็นเรื่องยากที่จะกลับไปบ้านเมื่อคุณไม่มีบ้านที่จะให้กลับไปหา” ซึ่งเป็นการถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดที่บริสุทธิ์และไร้เดียงสาเกี่ยวกับสงครามและความขัดแย้งในมุมมองของพวกเค้า จะเห็นได้ว่าในมุมมองของเด็กๆ เค้าไม่ได้มองชีวิตของพวกเค้าในแง่มุมของความเกลียดชังหรือความแค้น แต่เป็นเรื่องของการถวิลหาสิ่งที่พวกเค้าควรจะได้รับในฐานะผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความเกลียดชังและความแตกแยกดังกล่าว ต่างหาก

เมื่อกลับถึงบ้าน ผมได้มีโอกาสนั่งทบทวนประสบการณ์ที่ได้พบเจอมา รวมถึงย้อนหลังกลับมามองสถานการณ์ของประเทศไทยเราในช่วงเวลาที่ผ่านมาเร็วๆ นี้ ทำให้ผมนึกถึงสารคดีของ BBC ที่สร้างและเผยแพร่ในปี ค.ศ. 2001 ที่มีชื่อว่า 5 steps to tyranny ซึ่งได้ถูกนักเขียนสมัครเล่น หรือ Blogger หลายท่านหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงอีกครั้งในช่วงระยะเวลานี้ ถ้าท่านผู้อ่านมีเวลาอยากให้ลองหากันมาดู

อย่างที่ผมกล่าวไว้ในตอนต้นว่า ความหมายของสงครามกลางเมืองก็คือ a war between opposing groups of citizens of the same country สารคดีดังกล่าวได้นำเสนอให้เราได้เห็นแล้วว่า ความซับซ้อนทางสังคม จิตวิทยา ความเชื่อ และความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์เรา มีความอ่อนไหวต่อสิ่งกระตุ้นรอบๆ ตัวที่จะสามารถเปลี่ยนให้คนในสังคมซึ่งเคยเป็นพวกพ้องเดียวกันกลายเป็นกลุ่มคนที่อยู่ตรงข้ามกันได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วมาก ง่ายอย่างที่บางทีเราก็ไม่รู้ตัวว่าได้ก้าวเข้าสู่ด้านมืดของจิตใจตัวเองไปเมื่อไหร่

สิ่งที่เราทุกคนควรหวาดกลัวที่สุดก็คือ เวลาและวาระที่พวกเราคนไทยด้วยกันได้ก้าวเข้าสู่ด้านมืดของจิตใจไปพร้อมๆ กันอย่างไม่รู้ตัว และนำมาซึ่งบทสรุปและผลลัพธ์ที่เราได้เห็นเป็นตัวอย่างตามที่ผมได้กล่าวมาข้างต้น บทสรุปที่เรียกว่า สงครามกลางเมือง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท