posttoday
การกำกับการบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงิน (1)

การกำกับการบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงิน (1)

01 พฤษภาคม 2557

สถาบันการเงินคือผู้ทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการขับเคลื่อนธุรกรรมทางการเงินให้กับประชาชนหรือผู้ประกอบการต่างๆ ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับบทบาทการรับฝากเงินจากประชาชนของสถาบันการเงิน โดยสถาบันการเงินผู้รับฝากเงินจะนำเงินนั้นไปปล่อยสินเชื่อหรือไปลงทุนต่อ และจะเป็นผู้แบกรับภาระความเสี่ยงจากการปล่อยสินเชื่อหรือนำไปลงทุนนั้นเข้ามาไว้กับตนเอง

สถาบันการเงินคือผู้ทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการขับเคลื่อนธุรกรรมทางการเงินให้กับประชาชนหรือผู้ประกอบการต่างๆ ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับบทบาทการรับฝากเงินจากประชาชนของสถาบันการเงิน โดยสถาบันการเงินผู้รับฝากเงินจะนำเงินนั้นไปปล่อยสินเชื่อหรือไปลงทุนต่อ และจะเป็นผู้แบกรับภาระความเสี่ยงจากการปล่อยสินเชื่อหรือนำไปลงทุนนั้นเข้ามาไว้กับตนเอง

ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงด้านเครดิต ความเสี่ยงด้านตลาด ความเสี่ยงด้านการระดมเงิน ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง ตลอดจนความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจึงจำเป็นต้องมีระบบการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ธุรกิจมีความมั่นคงและสามารถสร้างผลตอบแทนในระดับที่เหมาะสมได้ในระยะยาว

หน่วยงานสากลที่ทำหน้าที่กําหนดมาตรฐานการกํากับดูแลความเสี่ยงของสถาบันการเงินที่เป็นสากลเพื่อความมั่นคงและความเสมอภาค ในการแข่งขันของสถาบันการเงินต่างๆ ทั่วโลก คือ Basel Committee on Banking Supervision หรือ BCBS ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการของ Bank for International Settlements (BIS) ตั้งอยู่ที่เมืองบาเซิล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

หนึ่งในมาตรฐานนั้น คือ หลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเพียงพอของเงินกองทุนที่เรียกว่า “Basel Capital Accord” หรือที่เรียกว่า “Basel I” ได้ออกหลักเกณฑ์ในการบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงินในด้านต่างๆ เพื่อให้หน่วยงานกำกับดูแลในแต่ละประเทศนำไปปรับใช้กับสถาบันการเงินของประเทศตน พร้อมทั้งกำหนดให้สถาบันการเงินต้องมีเงินกองทุนรองรับความเสี่ยงให้เพียงพอ

นอกจากนี้ ยังมีการออกหลักเกณฑ์ที่เรียกว่า Basel Core Principles ที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ใช้เป็นเครื่องมือประเมินประสิทธิภาพและความมั่นคงของระบบการเงินของประเทศต่างๆ ตามโครงการ Financial Sector Assessment Program (FSAP)

หัวข้อสำคัญในการประเมินประการหนึ่ง คือ หน่วยงานกำกับดูแลสถาบันการเงินได้ออกหลักเกณฑ์การดูแลการบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงินในด้านต่างๆ ไว้เพียงพอหรือไม่

แม้ว่าสถาบันการเงินหรือหน่วยงานที่กำกับดูแลสถาบันการเงินในประเทศต่างๆ จะให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงมากขนาดไหน ก็ยังพบว่ามีประเด็นในการบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงินที่น่าจะต้องปรับปรุงอยู่เสมอ

บางครั้งจุดอ่อนเกิดขึ้นจากการที่สถาบันการเงินปรับตัวไม่ทันต่อภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการเงินของโลกที่มีความผันผวนและมีความเชื่อมโยงเพิ่มขึ้น หรือเกิดจากการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจของสถาบันการเงินที่สร้างความเสี่ยงมากเกินกว่าที่ระบบบริหารความเสี่ยงที่ธุรกิจของตนเองจะรองรับได้

หลายครั้งจุดอ่อนอาจอยู่ที่ความละเลย หรือระบบบริหารความเสี่ยงที่ยังไม่รอบคอบรัดกุม ซึ่งประเด็นหลังนี้มักเกิดขึ้นในช่วงภาวะเศรษฐกิจเฟื่องฟู และสถาบันการเงินเน้นการสร้างผลตอบแทนเป็นสำคัญ

หากจุดอ่อนนั้นเกิดขึ้นกับสถาบันการเงินแห่งใดแห่งหนึ่ง ผู้ตรวจสอบสถาบันการเงินก็จะมีกลไกดูแลให้สถาบันการเงินนั้นปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยง แต่หากจุดอ่อนนั้นเกิดขึ้นกับทั้งระบบสถาบันการเงิน ในขณะที่หลักเกณฑ์ของหน่วยงานกำกับดูแลสถาบันการเงินยังมีช่องโหว่ และเกิดขึ้นพร้อมกับช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ มีปัญหา ก็อาจรุนแรงจนนำไปสู่วิกฤตการณ์การเงินได้ดังที่เกิดขึ้นในอดีต

วิกฤตการเงินโลกจากมุมมองของการบริหารความเสี่ยง

จากบทเรียนวิกฤตการเงินที่ผ่านมา หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลสถาบันการเงินได้ศึกษาบทเรียนและวางแนวทางการป้องกัน ซึ่งเมื่อมองจากวิกฤตการเงินโลกเมื่อปี 2551 เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความเสียหายที่เกิดจากความหละหลวมของการบริหารความเสี่ยงในช่วงภาวะเศรษฐกิจขาขึ้น และก่อให้เกิดมูลค่าความเสียหายประมาณ 15 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ สาเหตุเกือบทั้งหมดล้วนมีความเกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยงที่ยังขาดประสิทธิภาพทั้งสิ้น

ประการแรก : การอนุมัติสินเชื่ออย่างหละหลวม (Weak Underwriting Practices) ในภาวะที่สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยในสหรัฐอเมริกามีการเจริญเติบโตในอัตราที่สูง อันเนื่องมาจากราคาบ้านที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ทำให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินต่างแข่งขันกันปล่อยสินเชื่อให้แก่ผู้บริโภค ซึ่งการอนุมัติสินเชื่อส่วนใหญ่ช่วงดังกล่าวไม่เป็นไปตามมาตรฐานการอนุมัติสินเชื่อ (Underwriting Standard) ที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ที่ไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ (Subprime Mortgage) พบว่า ในปี 2549 ประมาณร้อยละ 60 ของสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่ปล่อยโดย Contractual Mortgage Companies ของ Citi ไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ และจากการสำรวจ Investment Bank และธนาคารพาณิชย์จำนวน 23 แห่ง (รวม 7 “Too Big to Fail”) พบว่า ประมาณร้อยละ 30 ของสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่ปล่อยในช่วงปี 25492550 ไม่เป็นไปตามมาตรฐานเช่นเดียวกัน

ประการที่สอง การก่อหนี้สินเกินตัว (Overleveraging) ก่อนวิกฤตการเงินโลก สถาบันการเงินมี Leverage สูงมาก โดยการกู้เงินเพื่อมาลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลตอบแทนสูงประเภท Securitization และตราสารอนุพันธ์ เช่น ในปี 2550 Lehman Brothers มี Leverage Ratio สูงถึง 31 : 1 (Assets : Equity) ซึ่งนำเงินที่กู้ยืมมาไปลงทุนใน MortgageBackedSecurities (MBS) เป็นหลัก

ประการที่สาม การออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ซับซ้อน (Complex Financial Products) ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน สถาบันการเงินจึงตอบสนองนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้น โดยคิดค้นผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ผ่านกระบวนการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (Securitization) เช่น MBS Collateralized Debt Obligations (CDO) และ CDOsquared ที่ส่วนใหญ่มีสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเป็นสินทรัพย์หนุนหลัง เช่น Lehman Brothers ซึ่งเป็นผู้เล่นหลักในตลาด Mortgage ได้ทำการ Underwrite MBS ออกสู่ตลาดในปี 2550 สูงถึง 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งคิดเป็น 4 เท่าของ Shareholders’ Equity (2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ) โดยประมาณ

ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไม่มีมาตรฐานในการกำหนดราคาและการประเมินมูลค่ายุติธรรม จึงเป็นการยากที่จะประเมินความเสี่ยงที่แท้จริงได้

ดังนั้น เมื่อตลาด Mortgage ซบเซา Lehman Brothers จึงได้รับความเสียหายอย่างหนักจนถึงขั้นล้มละลาย

ประการที่สี่ ความล้มเหลวของธรรมาภิบาล (Failure of Corporate Governance) สถาบันการเงินมีนโยบายการจ่ายผลตอบแทนผู้บริหารจากผลกำไรระยะสั้น และเมื่อผลการดำเนินงานของสถาบันการเงินแย่ลง ผู้บริหารเหล่านั้นก็ไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อความเสียหายดังกล่าว ทำให้ผู้บริหารสถาบันการเงินเลือกที่จะออกผลิตภัณฑ์หรือลงทุนในธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูงและให้ผลตอบแทนสูงในระยะสั้น โดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ประการที่ห้า ความอ่อนแอในธุรกิจธนาคาร (Weaknesses in Banking Sector) จากภาวะวิกฤตที่ผ่านมา พบว่าธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนไม่เพียงพอทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ รวมถึงมีสินทรัพย์สภาพคล่องไม่เพียงพอที่จะรองรับความเสียหายที่เกิดขึ้นได้

ฉบับหน้าจะพาไปดูวิกฤตการเงินโลกในปี 2551

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท