
ไม่กลับเพราะไม่รู้กลับอย่างไร
"เธอบอกว่า หลังจากแกนนำนปช.บอกให้กลับบ้านได้ พอเข้ามานอนอยู่ในวัด ก็ไม่เห็นมีเจ้าหน้าที่รายใด เข้ามาประชาสัมพันธ์ให้ทราบเลยว่า จะกลับอย่างไร รถจอดที่ไหน"
"เธอบอกว่า หลังจากแกนนำนปช.บอกให้กลับบ้านได้ พอเข้ามานอนอยู่ในวัด ก็ไม่เห็นมีเจ้าหน้าที่รายใด เข้ามาประชาสัมพันธ์ให้ทราบเลยว่า จะกลับอย่างไร รถจอดที่ไหน"
โดย...ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว
ศาลาวัดปทุมวนาราม แปรสภาพกลายเป็นศูนย์พักพิงเด็ก สตรี คนชรา ไปเรียบร้อย หลังจากวัดได้ประกาศเป็นเขตอภัยทาน พร้อมกับ ความพยายามของแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ขอให้เด็ก สตรี คนชรา ที่ไม่ประสงค์จะร่วมชุมนุมหน้าเวทีราชประสงค์ให้เข้าไปหลบพักผ่อนภายในเขตอภัยทาน
ภาพของผู้ชุมนุมต่างหอบลูกหอบหลาน คนชรา ทยอยเดินทางหนีความอบอ้าวจากหน้าเวทีชุมนุม จับจองหาที่พักกาย จากสภาพภายในวัดที่เคยร่มรื่น เงียบสงบ เมื่อเด็ก สตรี คนชรา แม้แต่ชายวัยฉกรรจ์ได้ที่พักอาศัยแห่งใหม่ ทำให้สภาพภายในวัดกลับมีความแออัดเข้ามาแทนที่
รัชนี พงษ์ไทย หรือ “มินท์” สาวน้อยจากจังหวัดพิษณุโลก โอบกอดหลานสาวไว้ข้างกาย แขนซ้ายโอบกอดน้องจอย วัย 5 ขวบ ขณะที่แขนขวาโอบกอด น้องเจน วัย 3 ขวบ เธอบอกว่าต้องทำหน้าที่แม่จำเป็น เพราะแม่ที่แท้จริง ไปฟังการปราศรัยหน้าเวที มินท์เล่าว่า ตั้งแต่แกนนำประกาศว่า วัดปทุมฯ ประกาศเป็นเขตอภัยทาน ให้เข้ามาอยู่ในวัดได้ จึงแวะเข้ามาเพราะว่าสถานที่แห่งนี้มีความปลอดภัย สะดวกใกล้ห้องน้ำ
ถามว่า หลังจากแกนนำให้ตัดสินใจเดินทางกลับบ้านได้ พร้อมจะกลับหรือไม่ คำตอบที่ได้รับเธอยืนยัน “ จะไม่ขอกลับจะอยู่จนกว่าชนะ ยุบสภาเมื่อไหร่ก็กลับ” แต่ประเด็นที่น่าสนใจ เธอบอกว่า หลังจากแกนนำนปช.บอกให้กลับบ้านได้ พอเข้ามานอนอยู่ในวัด ก็ไม่เห็นมีเจ้าหน้าที่รายใด เข้ามาประชาสัมพันธ์ให้ทราบเลยว่า จะกลับอย่างไร รถจอดที่ไหน
น่าคิด!!! ก่อนหน้านี้ ทั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) กระทรวงคมนาคมเคยแจ้งว่า เตรียมรถเมล์ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) บริษัท ขนส่ง(บ.ข.ส.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) รองรับผู้ที่ต้องการเดินทางกลับบ้านเรียบร้อยแล้ว แต่ปรากฎว่า ยังไม่มีกลุ่มคนเสื้อแดงติดต่อเข้ามาแต่อย่างใด
ขนาดระดับรัฐมนตรี อิสระ สมชัย รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 18 พ.ค. ก็ยอมรับว่า เป็นปัญหาอยู่เหมือนกันในการให้ข้อมูลข่าวสารในพื้นที่ชุมนุม ผู้ขุมนุมได้รับข้อมูลด้านเดียว จึงต้องหารือในที่ประชุมครม.จะหาวิธีให้ข้อมูลข่าวสารทั่วถึงอย่างไรบ้าง
“อย่างเมื่อวันที่ 17 พ.ค. ศอฉ.ประกาศเส้นตายให้ผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ภายในเวลา 15.00 น. แต่ก็ไม่มีคนใดออกมา”
เช่นเดียวกับ สุติมา อินทร์ชา วัย 23 ปี เสื้อแดงจากปทุมธานี ยกครอบครัวมาร่วมชุมนุม โดยสามีไปทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยหลังเวที ขณะที่ลูกอีก 3 คน เป็นเด็กหญิง 1 คน อายุ 1 ขวบ กับเด็กชาย 2 คน วัย 3 ขวบ 3 เดือน และ 4 ขวบ 3 เดือน เธอก็บอกเหมือนกับคนอื่นที่หลบไอร้อนราชประสงค์ ว่า แม้จะมีการขอให้กลับบ้านแต่ก็จะไม่กลับ เลือกตั้งเมื่อไหร่ถึงกลับ ในเมื่อเราสู้มาแล้ว ถ้าย้ายไปจากที่นี่ ก็ไม่ได้ชัยชนะ
สุติมาพาลูก มาปักหลักชุมนุมตั้งแต่วันที่ 11 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยก่อนหน้าหน้านี้ใช้ชายคาห้างเซ็นทรัลเวิลดิ์ เป็นที่หลับนนอน แต่ย้ายมาที่วัดก็แค่หลบพักผ่อนชั่วคราว เพราะทราบว่า สภากาชาดไทยจะนำถุงยังชีพมาแจก มีของกินมากก็เลยมาที่นี่ เธอบอกด้วยว่า จะพักตรงไหนก็เหมือนกัน
ในยามที่วัดปทุมฯกลายเป็นศูนย์พักพิงฉุกเฉิน เพราะไม่รู้ว่า เจ้าหน้าที่รัฐจะเข้ามาสลายการชุมนุมเมื่อไหร่ ทำให้ผู้ชุมนุมที่ไม่เคยพบหน้า ต่างถิ่นฐาน ก็รู้จักกันทันทีเพราะมีความเห็นในทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น”ป้าสมปอง” วัย 60 ปี จากจ.อุดรธานี และ”ติ๋ม” แม่ลูกหนึ่งวัย 32 ปี จากจ.ร้อยเอ็ด “ ยังไงก็ไม่กลับ มาเป็นเดือนก็ต้องได้อะไรติดไม้ติดมือกลับไปบ้าง อภิสิทธิ์โกหก อภิสิทธิ์ ยังไม่ยอมรับความผิด”
มุมมองจากสาวสองวัย ถ่ายออกมาไม่ต่างกับถ้อยความของแกนนำเสื้อแดงที่ขึ้นเวทีปราศรัยบอกกล่าวมวลชนตลอดวันตลอดคืน
แต่ประเด็นที่ทั้งสองบอกเล่าอย่างน่าสนใจ ด้วยข้อมูลว่า “ถ้าออกไปนอกพื้นที่ เดี๋ยวเจ้าหน้าที่จะจับตัวไปทำร้าย “ เมื่อถามว่า จริงหรือถูกเจ้าหน้าที่เตรียมทำร้าย เอาข้อมูลมาจากไหน ก็ได้รับคำตอบกลับแบบไม่มีเหตุผลอะไรอธิบายมากไปกว่าคำว่า “ มั่นใจว่าเจ้าหน้าที่ทำร้ายแน่ๆ”
ความหาญกล้าของพวกเธอที่ไม่หวั่นเกรงอันตราย ล้วนถูกสร้างชุดความคิดผ่านการให้ข้อมูลจากแกนนำตลอดสองเดือนจนลืมถิ่นฐานที่จากมา







