
กกร.ถกช่วยเอสเอ็มอี
บสย. มีวงเงิน 170,000 ล้านบาท พร้อมค้ำประกันสินช่วยเอสเอ็มอี ตามแบงก์ชาติเสนอ สสว. พร้อมเข้าไปชดเชยค่าธรรมเนียม 1.75%
บสย. มีวงเงิน 170,000 ล้านบาท พร้อมค้ำประกันสินช่วยเอสเอ็มอี ตามแบงก์ชาติเสนอ สสว. พร้อมเข้าไปชดเชยค่าธรรมเนียม 1.75%
เอกชนถกด่วน ช่วยเอสเอ็มอี 6 พ.ค.นี้ สสว. เสนอบอร์ดรับภาระค้ำประกัน
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 6 พ.ค.จะนำปัญหาของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าหารือในที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เพื่อให้การช่วยเหลือ โดยเฉพาะการช่วยเหลือเรื่องสภาพคล่องให้กับเอสเอ็มอี
นี้ด้วยว่าจะมีทางใดที่เอกชนสามารถช่วยกันผ่อนปรนเรื่องนี้ได้บ้าง แต่ที่ทางการจะช่วยได้นั่นคือการให้สถาบันการเงินของรัฐเข้ามาช่วยเหลือสภาพคล่องผู้ประกอบการ เพราะในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวนี้ธนาคารพาณิชย์เข้มงวดเรื่องการให้สินเชื่อมาก แต่ก็ไม่เห็นด้วยที่จะไปให้ ธปท. ผ่อนปรนเกณฑ์เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์ช่วยเหลือลูกค้า เพราะจะกระทบกับความน่าเชื่อถือของธนาคารพาณิชย์ได้จากปัจจุบันที่ระบบธนาคารพาณิชย์ไทยมีมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับของสากลอยู่แล้ว
“ผลจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากปัญหาการเมืองในประเทศ กระทบต่อกลุ่มผู้ประกอบการมากที่สุด ซึ่งถ้าปล่อยไว้ไม่ดำเนินการอะไรเลย ขณะที่ความวุ่นวายทางการเมืองยืดเยื้อไปอีก 6 เดือนจะกระทบกับเอสเอ็มอีอีกเป็น 1 แสนราย” นายสุพันธุ์ กล่าว โดยเฉพาะเอสเอ็มที่ที่พึ่งพาการค้าปลีกภายในประเทศเป็นหลัก
โดยเอสเอ็มอีเองก็ต้องดูแลในเรื่องสภาพคล่องของตนเอง โดยส.อ.ท. จะนำปัญหานี้เข้าสู่ที่ประชุม กกร. ในวันที่ 6 พ.ค. นี้ด้วยว่าจะมีทางใดที่เอกชนสามารถช่วยกันผ่อนปรนเรื่องนี้ได้บ้าง แต่ที่ทางการจะช่วยได้นั่นคือการให้สถาบันการเงินของรัฐเข้ามาช่วยเหลือสภาพคล่องผู้ประกอบการ เพราะในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวนี้ธนาคารพาณิชย์เข้มงวดเรื่องการให้สินเชื่อมาก แต่ก็ไม่เห็นด้วยที่จะไปให้ ธปท. ผ่อนปรนเกณฑ์เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์ช่วยเหลือลูกค้า เพราะจะกระทบกับความน่าเชื่อถือของธนาคารพาณิชย์ได้จากปัจจุบันที่ระบบธนาคารพาณิชย์ไทยมีมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับของสากลอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม หากเป็นไปได้อยากให้ปัญหาการเมืองจบเร็วที่สุดและเร่งให้มีการเลือกตั้งเพื่อมีรัฐบาลเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้งบประมาณลงทุนภาครัฐ จะเป็นแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีที่สุด
นายปฏิมา จีระแพทย์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า สสว.สนใจเข้าไปร่วมโครงการชดเชยส่วนต่างอัตราค่าธรรมเนียมการค้ำประกันสินเชื่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในอัตรา 1.75% ของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ตามแนวคิดของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยได้เสนอแนวคิดทำโครงการดังกล่าว และเป็นโครงการที่ดีในการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งขณะนี้ สสว. กำลังศึกษารายละเอียดในการดำเนินการโครงการ และต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน ก่อนเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ สสว.ต่อไป
นายชัยพร ชยานุรักษ์ รองผู้อำนวยการ สสว. กล่าวว่า สสว.มีเงินกองทุนที่จะเข้าไปชดเชยส่วนต่างค่าธรรมเนียมการค้ำประกันสินเชื่อ ซึ่งก่อนหน้านี้สสว. พร้อมที่จะเข้าไปสนับสนุนโครงการของ ธปท. ที่จะร่วมชดเชยส่วนต่างค่าธรรมเนียมค้ำประกันสินเชื่อ 1.75% ให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพราะ สสว. มีเงินกองทุน สามารถนำไปดำเนินการโครงการได้ และที่ผ่านมา สสว.ได้เคยเข้าไปร่วมมือกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย เพื่อเข้าไปชดเชยอัตราดอกเบี้ยให้แก่เอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมมาแล้ว
นายวัลลภ เตชะไพบูลย์ กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย. กล่าวว่า บสย.มีวงเงินเหลืออยู่1.7 แสนล้านบาท พร้อมที่จะเข้าค้ำประกันสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้ทันที
พร้อมเข้าไปทำโครงการ ค้ำประกันสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัว ตามข้อเสนอของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดย บสย. มีโครงการค้ำประกันสินเชื่อ PGS5 (พีจีเอส 5) ที่มีวงเงินเหลืออยู่ 170,000 ล้านบาท สามารถนำไปช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้ทันที
ขณะที่การคิดค่าธรรมเนียมค้ำประกันสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่มีอัตรา 1.75% นั้น บสย. ไม่สามารถลดค่าธรรมเนียมดังกล่าวได้ เนื่องจากเป็นไปตาม มติคณะรัฐมนตรี ที่ได้กำหนดไว้แล้ว และปัจจุบัน อยู่ในช่วงรัฐบาลรักษาการ จึงยังไม่สามารถดำเนินการปรับลดค่าธรรมเนียมดังกล่าวได้ ซึ่งการชดเชยส่วนต่างค่าธรรมให้แก่เอสเอ็มอีนั้น ธปท. จะเป็นผู้ประสานงานกับ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ให้เข้ามาสนับสนุนการชดเชยส่วนต่างให้
สำหรับภาพรวมการค้ำประกันสินเชื่อใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ของบสย. ในไตรมาสแรก อยู่ที่ 12,000 ล้านบาท ลดลง 40% จากเป้าหมายที่ตั้งไว้อยู่ที่ 19,000 ล้านบาท เพราะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจในประเทศ ความต้องการสินเชื่อใหม่ของผู้ประกอบการลดลง และอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในประเทศ (จีพีดี) ต่ำกว่า 3% ทำให้ บสย. คาดว่า ยอดการค้ำประกันสินเชื่อใหม่ในปีนี้จะอยู่ที่ 57,000 ล้านบาท ลดลงจากเดิม คาดว่าอยู่ที่ 100,000 ล้านบาท แต่กระทรวงการคลัง ได้สั่งการให้ บสย. มุ่งเข้าไปค้ำประกันสินเชื่อใหม่ให้ได้ 1 แสนล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอี ซึ่ง บสย.จะเร่งให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอีให้มากที่สุด







