posttoday
วุฒิสภาเดือดศึกชิงประธานดุ

วุฒิสภาเดือดศึกชิงประธานดุ

30 เมษายน 2557

ในที่สุดก็ได้ฤกษ์เปิดประชุมวุฒิสภาอย่างเป็นทางการแล้วในระหว่างวันที่ 2-10 พ.ค.

โดย...ทีมข่าวการเมือง

ในที่สุดก็ได้ฤกษ์เปิดประชุมวุฒิสภาอย่างเป็นทางการแล้วในระหว่างวันที่ 2-10 พ.ค. หลังจากสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาและสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีถกเถียงเรื่องข้อกฎหมายกันมาหลายยก ก่อนจะมาจบลงตรงที่วุฒิสภาจะยอมประชุมเพื่อพิจารณาแต่งตั้ง “สุภา ปิยะจิตติ” เป็นกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คนใหม่ และการสรรหาบุคคลมาดำรงตำแหน่งกรรมการตุลาการศาลปกครองในสัดส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิเท่านั้น

ส่วนเรื่องการถอดถอน “นิคม ไวยรัชพานิช” ประธานวุฒิสภา และ “สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์” อดีตประธานรัฐสภา จะต้องชะลอเอาไว้ก่อน เนื่องจากติดเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญมาตรา 273 ที่กำหนดการเปิดประชุมวุฒิสภานอกสมัยประชุมปกติเป็นหน้าที่ของประธานรัฐสภา ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีบุคคลมาดำรงตำแหน่งดังกล่าว

ทั้งนี้ สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภา ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานวุฒิสภาได้วางกำหนดการประชุมเอาไว้ว่าจะเรียกประชุมวุฒิสภาวันที่ 2 พ.ค. ตั้งแต่ช่วงเช้า โดยจะเปิดโอกาสให้ สว.เลือกตั้งชุดใหม่ 77 คน ที่เพิ่งได้รับการรับรองจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวคำปฏิญาณตนในที่ประชุมเพื่อเข้ารับหน้าที่อย่างเป็นทางการ จากนั้นจะพิจารณาวาระเกี่ยวกับการตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติสุภาและคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลปกครอง และเมื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าวเสร็จแล้ว จะเปิดโอกาสให้ สว.ร่วมกันอภิปรายว่าจะให้มีการเลือกประธานวุฒิสภาคนใหม่ในวันเดียวกันเลยหรือไม่

การเลือกตั้งประธานวุฒิสภาที่กำลังจะมีขึ้นไม่ได้เพิ่งมาดุเดือดในช่วงสัปดาห์นี้ แต่สงครามได้ปะทุกันมาตั้งแต่ได้เห็นหน้าเห็นตา สว.เลือกตั้งชุดใหม่ เมื่อวันเลือกตั้ง สว. 30 มี.ค.

ตลอดระยะเวลากว่า 1 เดือนที่ผ่านมาทั้ง สว.ฝ่ายสรรหา นำโดยกลุ่ม 40 สว. และฝ่าย สว.เลือกตั้ง ที่มี “ศรีเมือง เจริญศิริ” สว.มหาสารคาม เป็นมือประสานสิบทิศ ต่างได้ลงมือล็อบบี้ชิงไหวพริบกันอย่างเข้มข้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการได้เสียงสนับสนุนมากกว่า 75 เสียงจาก สว.ทั้งหมด 150 คน เพราะต่างฝ่ายต่างทราบกันดีว่าการชิงเก้าอี้ประธานวุฒิสภาในครั้งนี้มีความสำคัญมากกว่าทุกครั้งในอดีต

ความสำคัญที่ว่านั้น คือ การช่วงชิงรัฐธรรมนูญมาตรา 7 ในช่วงกลางเดือน พ.ค. มีการคาดการณ์จากบรรดาผู้สันทัดกรณีว่าช่วงกลางเดือน พ.ค. ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ออกมา และหากนายกฯ และคณะรัฐมนตรีต้องหลุดออกจากตำแหน่งพร้อมกัน ย่อมเป็นเหตุให้เกิดการช่วงชิงการใช้มาตรา 7 เพื่อตั้งนายกรัฐมนตรี

กระบวนการสถาปนานายกฯ ในบริบทของมาตรา 7 จะเป็นไปในรูปแบบของการให้วุฒิสภาทำหน้าที่แทนสภาผู้แทนราษฎรในการโหวตเลือกนายกฯ ซึ่งการจะเปิดประชุมวุฒิสภาในลักษณะนี้จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อประธานวุฒิสภายินยอมให้เปิดการประชุมเท่านั้น

หากประธานวุฒิสภาคนใหม่มาจากสายสรรหาย่อมมีความเป็นไปได้ที่กระบวนการดังกล่าวจะเกิดขึ้น แต่ถ้าเก้าอี้ประธานวุฒิสภาตกอยู่ในมือของฝ่าย สว.เลือกตั้งแน่นอนว่าการดำเนินการเรื่องนี้ย่อมมีความเป็นไปได้ยาก เพราะประธานวุฒิสภาสายเลือกตั้งจะมีข้อโต้แย้งว่าการเลือกนายกฯ เป็นอำนาจของสภา ไม่ใช่ของวุฒิสภา จึงเป็นหน้าที่ของ กกต.ที่ต้องจัดการเลือกตั้งเพื่อตั้งสภา และโหวตเลือกนายกฯ ให้ได้

นอกเหนือไปจากเรื่องมาตรา 7 แล้วการมีประธานวุฒิสภาคนใหม่จะช่วยให้กระบวนการถอดถอน “นิคมสมศักดิ์” ที่ค้างอยู่และรวมไปถึง “ยิ่งลักษณ์” ในอนาคต สามารถดำเนินการได้อย่างราบรื่นโดยไม่ติดขัดเงื่อนไขของมาตรา 273 เพราะประธานวุฒิสภามีอีกสถานะหนึ่ง คือ “รองประธานรัฐสภา” ซึ่งจะสามารถทำหน้าที่แทนประธานรัฐสภาได้

สำหรับการขับเคี่ยวกันระหว่าง “สว.สรรหาสว.เลือกตั้ง” ณ ตอนนี้ ปรากฏว่าสายเลือกตั้งเกิดการปรับกระบวนเปลี่ยนไพ่หลายหน้ามากกว่า สว.สรรหา โดยแรกเริ่มเดิมทีสายเลือกตั้งที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคเพื่อไทยได้วางตัว “ศรีเมือง” เอาไว้เป็นมือวางอันดับหนึ่ง

ต่อมาพบว่าเกิดกระแสไม่เห็นด้วยเพราะมีสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ทำให้ต้องเปลี่ยนมาเป็นการลองโยนชื่อ “จองชัย เที่ยงธรรม” สว.สุพรรณบุรี ลงมาหยั่งกระแส ทว่าก็ไม่ประสบความสำเร็จอีก เพราะติดภาพที่จองชัยเป็นแกนนำพรรคชาติไทยพัฒนาอยู่ ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่าพรรคชาติไทยพัฒนาเป็นพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย

สุดท้ายจึงต้องทิ้งไพ่ใบสำคัญอย่าง “พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์” สว.สรรหา ออกมา

พล.ต.อ.จงรัก นับว่าเป็นผู้มากบารมีคนหนึ่งในวุฒิสภา แม้ตลอดการเป็น สว.ตั้งแต่ปี 2554 จะไม่เคยมีโอกาสได้ทำศึกชิงตำแหน่งสำคัญในวุฒิสภา และอาจมีริ้วรอยอยู่บ้างจากการเคยให้ความเอื้ออารีกับพรรคเพื่อไทยผ่านการเป็นหนึ่งในผู้ลงมติเห็นชอบกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของ สว.ในวาระที่ 3 แต่ก็ได้รับการยอมรับจาก สว.ด้วยกันมากคนหนึ่ง

การพยายามชู “พล.ต.อ.จงรัก” ในสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากเห็นว่า พล.ต.อ.จงรักมีบาดแผลทางการเมืองน้อยกว่าถ้าเทียบกับศรีเมืองและจองชัย ประกอบกับที่ผ่านมา พล.ต.อ.จงรัก มักสงวนท่าทีเกี่ยวกับปัญหาการเมืองมาตลอด ปัจจัยเหล่านี้น่าจะช่วยให้สามารถได้คะแนนในส่วน สว. ซึ่งเป็นอดีตข้าราชการที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดมากขึ้น

ขณะที่ความเคลื่อนไหวในซีกของกลุ่ม 40 สว. เพิ่งได้มีการประชุมร่วมกันเพื่อประเมินสถานการณ์เมื่อวันที่ 25 เม.ย. ทุกคนเห็นตรงกันว่าจะเสนอชื่อ “สุรชัย” เป็นผู้ท้าชิงเพียงคนเดียว โดยจะไม่เสนอชื่อหลายคนเพื่อให้ที่ประชุมได้ทำการลงมติเลือกหลายรอบเหมือนในอดีตที่ผ่านมา เพราะต้องการให้เกิดความเป็นเอกภาพ และให้ง่ายต่อการควบคุมเสียงสนับสนุนของ สว.

เวลานี้กลุ่ม 40 สว.ได้ลองประเมินเสียงสนับสนุนว่ามีอยู่ราว 60-80 เสียง โดยคำนวณว่าจะมี สว.สนับสนุน พล.ต.อ.จงรัก ประมาณ70 เสียง แบ่งเป็น สว.สรรหา 10-15 เสียง และ สว.เลือกตั้งอีก 40-50 เสียง ส่วนฝ่ายสนับสนุนสุรชัยจะมีราว 70-80 เสียง แบ่งเป็น สว.สรรหา 50-60 เสียง และ สว.เลือกตั้ง10-20 เสียง

เสียง สว.เลือกตั้งที่หันมาเทให้สุรชัยส่วนใหญ่มาจาก สว.ภาคใต้ และภาคกลาง ซึ่งต่างเล็งเห็นว่าประธานวุฒิสภาคนใหม่ควรมาจาก สว.สรรหา หลังจากประธานวุฒิสภาคนล่าสุดเป็นโควตาของฝ่ายเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม ถึงจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบแต่ สว.เลือกตั้งยังไม่ได้ละความพยายามเสียทีเดียว และเตรียมใช้กำลังภายในในช่วงเวลาที่เหลือออกมาให้หมด และถ้าถึงที่สุดแล้วมีเสียงสนับสนุนสู้กลุ่ม สว.สรรหา ไม่ได้จริงๆ อาจงัดข้อกฎหมายขึ้นมาเพื่อล้มกระดานเกิดขึ้นป้องกันไม่ให้ฝ่าย สว.สรรหาเข้าเส้นชัยในวันที่ 2 พ.ค.

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์