posttoday
โลตเตรียมรับดอกเบี้ยขาขึ้นเฟดส่งสัญญาณพร้อมลุย

โลตเตรียมรับดอกเบี้ยขาขึ้นเฟดส่งสัญญาณพร้อมลุย

30 เมษายน 2557

ความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นตลาดทุนทั่วโลกโดยเฉพาะในสหรัฐ

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

ความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นตลาดทุนทั่วโลกโดยเฉพาะในสหรัฐ ในห้วงเวลานี้นอกจากจะได้รับผลกระทบส่วนหนึ่งจากปัจจัยวิกฤตในยูเครนแล้ว อีกส่วนหนึ่งดูเหมือนจะตกอยู่ในภาวะรอลุ้นผลการประชุมคณะกรรมการกำกับนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งจะสิ้นสุดในวันพุธที่ 30 เม.ย. (ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐ) หรือตรงกับประเทศไทยในวันพฤหัสบดีที่ 1 พ.ค.

เหตุผลเพราะนักวิเคราะห์หลายสำนักคาดการณ์ว่า ผลสรุปหลังการประชุมครั้งนี้ เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเฟดคนปัจจุบัน จะส่งสัญญาณหรือแสดงท่าทีที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับนโยบายอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำกว่าปกติในปัจจุบันว่า จะเดินหน้าปรับขึ้นหรือจะรักษาอันดับต่ำติดศูนย์กันต่อไป ควบคู่ไปกับการเดินหน้าลดปริมาณการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐรายเดือนลงอีก 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จากระดับปัจจุบันที่ 5.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากตัวเลขสถานการณ์ทางเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นผลผลิตภาคการผลิตยอดปริมาณคำสั่งซื้อ หรือดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของสหรัฐในช่วงที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายเริ่มเชื่อมั่นกันมากขึ้นแล้วว่า สหรัฐน่าจะถึงเวลาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในภาวะปกติเสียที

ยิ่งเมื่อก่อนหน้านี้ในการประชุมเฟดในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ที่ผู้ว่าการเฟดเอ่ยถึงระยะเวลาในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่ชัดเจนเป็นครั้งแรก โดยคาดการณ์ว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยน่าจะเกิดขึ้นอีก 6 เดือน หลังจากที่ธนาคารกลางจัดการยุตินโยบายผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) หรือประมาณปี 2015 ก่อนที่ผู้ว่าการเฟดจะออกมาแก้ในภายหลังว่า ธนาคารกลางจะยังคงคำนึงถึงอัตราการว่างงานและสถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนั้นก่อนเดินหน้าลงมือทำอย่างใดอย่างหนึ่ง

นักวิเคราะห์หลายฝ่ายก็ยิ่งคาดหวังว่า ในการประชุมเฟดครั้งนี้ ผู้กุมบังเหียนอย่าง เยลเลน น่าจะส่งสัญญาณให้ตลาดทั่วโลกสามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับเงื่อนเวลาและขั้นตอนวิธีการที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

แน่นอนว่า ภายใต้เศรษฐกิจสหรัฐที่เติบโตได้ในอัตราที่เชื่องช้า เฟดย่อมต้องคงอัตราดอกเบี้ยต่ำให้อยู่ต่อไปอีกสักระยะเพื่อพยุงเศรษฐกิจ กระนั้นท่าทีที่เริ่มเปิดกว้าง ยืดหยุ่น และออกปากถึงความเป็นไปได้ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ทุกเมื่อก็เป็นสิ่งที่บ่งชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า โลกนับต่อจากนี้กำลังกลับเข้าสู่ยุคภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย

มาร์ติน ครูตซิงเกอร์ ผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจสำนักข่าวเอพี รายงานอ้างนักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักที่เห็นตรงกันว่า การเกริ่นถึงเรื่องอัตราดอกเบี้ยเป็นเสมือนการชี้นำตลาดล่วงหน้า เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุน เนื่องจากการใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำต่อเนื่องยาวนานไม่ถือว่าเป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจแม้เพียงสักนิดเดียว

เหตุผลเพราะความพยายามคงดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำสุดนี้ ไม่ต่างอะไรกับการเป็นชนวนความเสี่ยงที่จะก่อฟองสบู่ให้เกิดขึ้นในภาคสินทรัพย์อย่างตลาดหุ้นและตลาดอสังหาริมทรัพย์ในระยะยาว แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อในขณะนี้ของสหรัฐจะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเป้าที่เฟดตั้งไว้ก็ตาม

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าวิตกกังวลมากกว่าก็คือ ทิศทางการลงทุนและการเคลื่อนย้ายของเงินทุนที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ในช่วงยุคดอกเบี้ยขาขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบจากกระแสทุนไหลออกในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ทั่วโลก รวมถึงภูมิภาคเอเชียที่ระบบสถาบันการเงินส่วนใหญ่ยังคงเปราะบางและขาดภูมิต้านทานต่อกระแสทุนจากภายนอก

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือว่า ในยุคที่มหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของโลกกำลังฟื้นตัวและกลับสู่ภาวะอัตราดอกเบี้ยตามปกติ นักลงทุนจากทั่วโลกย่อมมีแนวโน้มที่จะถอนเงินทุนที่ลงทุนไว้ตามที่ต่างๆ ทั่วโลกกลับไปยังสหรัฐ ซึ่งให้ผลตอบแทนดีกว่า แถมความเสี่ยงในการลงทุนยังน้อยกว่า เมื่อเทียบกับตลาดกำลังพัฒนาอื่นๆ ทั่วโลก

ทั้งนี้ หากยังจำกันได้ย้อนกลับไปเมื่อราวกลางปี 2013 ที่ธนาคารกลางสหรัฐส่งสัญญาณลดและเลิกการใช้นโยบายคิวอี เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและตลาดกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่อื่นๆ ปรับตัวร่วงกันระนาวติดต่อกันหลายวัน เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติแห่ขนเงินย้ายออกจากภูมิภาค ขณะที่ค่าเงินสกุลต่างๆ ก็ปรับตัวอ่อนค่าลง

ข้อมูลจากมอร์แกนสแตนลีย์ ระบุว่า เพียงแค่สัปดาห์เดียวในช่วงปลายเดือน พ.ค. 2013 กองทุนเพื่อการลงทุนในต่างประเทศพากันดึงเงินออกจากตลาดพันธบัตรในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่สูงถึง 224 ล้านเหรียญสหรัฐ ก่อนที่จะมีรายงานการขายหุ้นถอนทุนคืนในปริมาณสูงจากภูมิภาคออกมาเป็นระยะๆ

กระทั่งสร้างความผันผวนให้กับตลาดทุนและตลาดเงินในประเทศนั้นๆ จนเกิดความเสี่ยงในการเกิดสภาวะช็อกที่หลายฝ่ายเกรงว่าจะทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นในภูมิภาคกันเลยทีเดียว หลังจากประสบภาวะกันทุนไหลเข้าจนเสี่ยงต่อการเกิดฟองสบู่และสภาวะเงินเฟ้อที่เกิดจากการซื้อขายที่ร้อนแรงเกินจำเป็นจนรัฐบาลหลายประเทศต้องงัดมาตรการขึ้นมาเบรกกระแสทุนกันเร่งด่วน จนแทบไม่มีเวลาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวของตนเอง

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่และผู้เชี่ยวชาญอีกหลายสำนักกลับเห็นตรงกันว่า การส่งสัญญาณของเฟดในครั้งนี้นับเป็นเรื่องดีที่จะกระตุ้นให้รัฐบาลประเทศต่างๆ ทั่วโลกต้องเตรียมตัวรับมือกันอีกครั้ง รวมถึงการเร่งลงมือปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศกันอย่างจริงจัง

เพราะสถานการณ์ที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ประเทศที่มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง แทบไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากภาวะทุนไหลเข้าหรือไหลออกเลย เนื่องจากนักลงทุนมีความเชื่อมั่นที่จะลงทุนในประเทศเหล่านั้น เช่นเดียวกับที่ คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เคยออกมาเตือนเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาให้ประเทศกำลังพัฒนาเร่งปฏิรูปตนเองโดยด่วนก่อนที่จะตกอยู่ในภาวะขาดสภาพคล่อง เพราะทุนไหลออกจนยากที่จะลงมืออะไรได้อีกต่อไป

ทั้งนี้ ขณะที่หลายประเทศ เช่น จีน ญี่ปุ่น หรืออินโดนีเซีย ต่างเร่งขวนขวายเดินหน้าปฏิรูปกันมาได้สักระยะ เพื่อหลีกเลี่ยงหรือบรรเทาผลกระทบกันอย่างเต็มที่ กลับยังคงมีบางประเทศที่ไม่ได้แม้แต่จะเริ่มต้นปฏิรูปเสียด้วยซ้ำ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท