
มรดกทางวัฒนธรรมและความภูมิใจของประเทศ
ได้เห็นข่าวที่สิงคโปร์นำเรื่องวันสงกรานต์ไปใช้เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว แล้วก็มีเสียงบ่นกันแสดงถึงความหวงแหนวัฒนธรรมของไทยดังออกมา ซึ่งเดิมผู้เขียนไม่ได้คิดว่าจะเขียนอะไร เนื่องจากไม่ได้มีกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของไทยรองรับ ประกอบกับมีผู้รู้และเชี่ยวชาญในเรื่องนี้ได้เขียนความเห็นลงแล้วในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ซึ่งโดยสรุปก็คือคงจะทำอะไรไม่ได้เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ เพียงแต่เป็นกังวลว่าต่างชาติจะนำไปแต่เปลือก เผยแพร่แบบผิดๆ โดยไม่ได้คำนึงถึงวัฒนธรรมที่ดีงามของไทย
ได้เห็นข่าวที่สิงคโปร์นำเรื่องวันสงกรานต์ไปใช้เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว แล้วก็มีเสียงบ่นกันแสดงถึงความหวงแหนวัฒนธรรมของไทยดังออกมา ซึ่งเดิมผู้เขียนไม่ได้คิดว่าจะเขียนอะไร เนื่องจากไม่ได้มีกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของไทยรองรับ ประกอบกับมีผู้รู้และเชี่ยวชาญในเรื่องนี้ได้เขียนความเห็นลงแล้วในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ซึ่งโดยสรุปก็คือคงจะทำอะไรไม่ได้เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ เพียงแต่เป็นกังวลว่าต่างชาติจะนำไปแต่เปลือก เผยแพร่แบบผิดๆ โดยไม่ได้คำนึงถึงวัฒนธรรมที่ดีงามของไทย
ทำให้ผู้เขียนนึกถึงเรื่องที่มีการเจรจาหารือกันในองค์กรทรัพย์สินทางปัญญาโลก หรือที่เรียกย่อๆ ว่า ไวโป้ (WIPO : World Intellectual Property Organization) ซึ่งเป็นเรื่องที่ประเทศกำลังพัฒนาต้องการจะคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ วัฒนธรรม ตลอดจนองค์ความรู้ที่ถ่ายทอดกันมาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย รวมถึงนิทานพื้นบ้านต่างๆ ที่เรียกกันว่า Traditional Knowledge and Folklore ถึงแม้ว่าจนถึงขณะนี้ก็ยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ว่าสิ่งเหล่านี้จะถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญาได้หรือไม่ ในเมื่อหลักการสำคัญประการหนึ่งของทรัพย์สินทางปัญญาก็คือความใหม่ แต่สิ่งที่กล่าวข้างต้นนั้นเป็นสิ่งที่สร้างสรรค์มาก็จริง แต่สร้างสรรค์มานานมากแล้วจนกลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรม
อย่างไรก็ตาม แนวคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้แทรกซึมเข้าไปใน WIPO มากขึ้นเรื่อยๆ และมีการยอมรับกันมากขึ้นว่า มรดกทางวัฒนธรรมที่เป็นเรื่องของนามธรรม จับต้องไม่ได้นั้น แท้จริงแล้วได้เป็นสิ่งที่ทำให้ประเทศชาติและชุมชนมีความรู้สึกโยงใยต่อเนื่องกันลงมาจากบรรพบุรุษ วัฒนธรรมของแต่ละชาติก็มีความเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ทำให้เกิดความหลากหลายทางวัฒนธรรมในระดับระหว่างประเทศ จึงมีความพยายามที่จะสร้างกฎระเบียบขึ้นมาคุ้มครอง
นอกจากนี้ ยังเป็นที่ยอมรับกันว่ามรดกทางวัฒนธรรมเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการสร้างสรรค์ (Creativity) สิ่งใหม่ๆ ซึ่งก็คือผลิตภัณฑ์ต่างๆ นั่นเอง ดังนั้นนโยบายวัฒนธรรมที่ดี จึงไม่ใช่แค่จะรักษาวัฒนธรรมหรือขนบธรรมเนียมประเพณีเก่าๆ ไว้เท่านั้น แต่ควรจะสามารถส่งเสริมให้มีการสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นปัจจุบันหรือร่วมสมัยได้ โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากๆ อย่างในปัจจุบัน สภาพสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป และการค้าที่เป็นโลกาภิวัตน์ การรู้จักประยุกต์มรดกทางวัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติ และความรู้ดั้งเดิมมาใช้ในการผลิตสินค้าหรือบริการส่งออกไปแข่งขันในตลาดโลกได้ ย่อมจะทำให้เศรษฐกิจพัฒนาไปได้อย่างยั่งยืน
การผลิตสินค้าหรือบริการ ตลอดจนการสร้างผลผลิตใหม่ๆ ขึ้นมาจากทรัพยากรและมรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้นั่นเอง ที่จะทำให้ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งปัจจุบันประเทศกำลังพัฒนาหลายๆ ประเทศก็ได้ใช้ประโยชน์ดังกล่าว เรียกกันทั่วๆ ไปว่า “Cultural Industries” ซึ่งผู้อ่านบางท่านอาจนึกไม่ออกถ้าไม่ยกตัวอย่าง ก็ขอยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น เพลง หนังสือ การออกแบบต่างๆ หรือแม้แต่อุตสาหกรรมสิ่งทอ การใช้สมุนไพรมาทำยา (ยาแพทย์แผนโบราณ) การท่องเที่ยว Home Stay ของเล่นเด็ก ภาพยนต์ ฯลฯ หรือถ้าจะยกตัวอย่างเรื่องของสงกรานต์ก็เป็นเสื้อดอกๆ สารพัดสีที่ใส่กันในวันสงกรานต์ของท่านสุภาพบุรุษจนเป็นที่ยอมรับกันทั้งประเทศโดยไม่รู้ตัว พอวันสงกรานต์ก็ใส่กันเต็มไปหมด แม้แต่ฝรั่งมาเมืองไทยก็ใส่ ลายดอกเหล่านั้นเป็นสัญลักษณ์ประการหนึ่งของสงกรานต์ของไทย และควรจะได้รับการคุ้มครองไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพราะลายดอกของไทยก็ไม่เหมือนกับลายดอกของฮาวาย ผู้เกี่ยวข้องควรจะต้องหาความแตกต่างให้ได้ (Cultural Distinct Goods and Services) เพราะแน่นอนว่าที่ผ่านมาสินค้าที่ผลิตจากมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมากที่มีการส่งไปขายในประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะในตลาดที่เรียกว่า “Niche Market” แต่เอาเข้าจริงเจ้าของประเทศเองกลับไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควร ประเทศกำลังพัฒนาเองจึงควรมีการกำหนดกลยุทธ์และแผนปฏิบัติงานอย่างจริงจัง เพื่อให้มีการสร้างสรรค์งานประเภทนี้มากขึ้น แล้วก็สนับสนุนให้มีความเข้มแข็งเพื่อไปแข่งขันในตลาดโลกได้ ซึ่งปัจจุบันก็มีองค์การระหว่างประเทศหลายๆ แห่งให้ความช่วยเหลืออยู่ อย่างเช่นธนาคารโลกก็เริ่มให้การสนับสนุนเงินกู้ โครงการพัฒนาที่นำมรดกทางวัฒนธรรมมาใช้เป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจ แล้วสามารถลดความยากจนของประชากร สร้างงานและเงินตราต่างประเทศได้ ซึ่งถ้าจะมองเห็นง่ายๆ ในแง่ของบริการก็ Home Stay เป็นต้น ส่วนในแง่สินค้าก็อาจเป็นน้ำหมากเม่า ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นสินค้าขายดีในประเทศจนผลิตไม่พอ เพราะมีคุณสมบัติที่ดีมาก และมีแทนนินมากกว่าไวน์แดงหลายเท่า
อย่างไรก็ตาม การที่จะนำมรดกทางวัฒนธรรมไปเป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย เพราะเส้นแบ่งระหว่างจารีตประเพณีกับความเป็นสมัยใหม่และทันสมัย เป็นระบบตลาดในปัจจุบันนั้นเปราะบางมาก บางครั้งการคำนึงถึงด้านการค้าเพียงอย่างเดียวอาจไม่เป็นผลดี (Counter Productive) กับชุมชนท้องถิ่น หรือแม้แต่เป็นการทำลายวัฒนธรรมดั้งเดิมของชุมชนก็ได้ ดังนั้นเวลานำมาใช้จึงต้องคำนึกถึงเอกลักษณ์ ชื่อเสียง คุณค่าของวัฒนธรรมนั้นๆ และต้องให้ความคุ้มครองด้วย ตัวอย่างที่เพิ่งผ่านมาก็คือ ประเพณีสงกรานต์ของไทยที่กำลังถูกผลักดันให้กลายเป็นสินค้า หรือบริการในตลาดเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว ก็ควรดูด้วยว่าเรายังมีส่วนไหนที่ยังหลงเหลือความเป็นมรดกทางวัฒธรรมของไทยไว้บ้างหรือไม่







