
ทหารรบทหาร เชื้อปะทุความรุนแรง
8...ทีมข่าวการเมือง
ณหภูมิความตึงเครียดเริ่มไต่ระดับเพิ่มขึ้นทุกทีกับสถานการณ์ปัจจุบัน ที่เหตุการณ์การปะทะยืดเยื้อกระจายตัวรอบกรุงเทพฯ แถมลุกลามขยายตัวผุดความรุนแรงสร้างความปั่นป่วนทั่วประเทศ และยังไม่มีแนวโน้มว่าจะหยุดลงง่ายๆ แม้รัฐบาลจะเดินหน้าเต็มสูบกับสารพัดมาตรการที่เร่งออกมาในช่วงนี้ ทว่ากลับไม่สามารถคลี่คลายสถานการณ์ และบานปลายจนยอดผู้เสียชีวิตล่าสุดสูงถึง 35 คน บาดเจ็บ 244 คน
เหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้
“มาตรการ” รัฐบาลที่ออกผ่านศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ไม่ได้ผลตามเป้า เพราะเอกภาพภายในกองทัพแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกลายเป็นปัญหา “ทหารแตงโม” ยิ่งรวมกับสภาพเกียร์ว่างของ “ตำรวจมะเขือเทศ” ยิ่งทำให้การขับเคลื่อนมาตรการต่างๆ กับกลุ่มผู้ชุมนุมไม่สามารถเดินหน้าได้เต็มสูบ และเป็นปัญหาหนักขึ้นเมื่อเกิดสภาพปัจจุบันเป็นการเผชิญหน้าระหว่างทหารกับทหารที่ยืนอยู่คนละฝั่งฝ่ายพิจารณาจากมาตรการ
“ตัดท่อน้ำเลี้ยง” ของ ศอฉ. คำสั่งที่ 49/2553 เรื่องห้ามมิให้กระทำการใดๆ หรือสั่งให้กระทำการใดๆ เกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางการเงิน หรือการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของบุคคลหรือนิติบุคคลเท่าที่จำเป็นแก่การรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประเทศและความปลอดภัยของประชาชนเมื่อไปดูรายละเอียดจากบัญชีรายชื่อ 106 ราย ที่ถูกสกัดเส้นทางการเงิน เป็นที่น่าสังเกตว่านอกจากบรรดา
“ขาประจำ” ทั้งบรรดาเครือญาติและคนใกล้ชิดของอดีตนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แกนนำ นปช. ขาใหญ่พรรคเพื่อไทย และเครือข่ายธุรกิจแล้ว ยังต้องจับตาไปที่นายทหารระดับสูงที่ติดโผครั้งนี้ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี พล.ท.มนัส เปาริก พล.ท.พฤณฑ์ สุวรรณทัต พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค แม้แต่ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผลหรือย้อนไปก่อนหน้านี้ มาตรการ ศอฉ.ระลอกแรกในช่วงออกหมายเรียก 60 นักธุรกิจที่โยงใยกับคนเสื้อแดงมารายงานตัวที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ตามด้วยข้อหา
“ก่อการร้าย” และ “ล้มสถาบัน” ที่ “บิ๊กจิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ต้องแต่งเครื่องแบบเต็มยศเข้าไปขอชี้แจงข้อเท็จจริงตามมาด้วย พล.ท.มะ โพธิ์งาม สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย และ พล.ต.ศรชัย มนตริวัตสส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ซึ่งได้รับหมายเรียกไล่ๆ กันตามมาด้วยกระแสข่าวการซุ่มฝึกกองกำลังใน อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา เพื่อทำหน้าที่การ์ดรักษาความปลอดภัยให้กลุ่ม นปช. ทว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องต่างออกมาปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง แต่สุดท้ายกลับไม่ทำให้สังคมคลายความคลางแคลง เมื่อเหตุการณ์หลังจากนั้นยังทำให้สังคมเห็นว่ามีกองกำลังที่คอยสนับสนุนกลุ่มคนเสื้อแดง
ไปจนถึงกองกำลังต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็น
“กองกำลังไม่ทราบฝ่าย” ที่ พล.ท.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รองเสนาธิการทหารบก ชี้แจงผ่านการแถลงสถานการณ์เมื่อเร็วๆ นี้ว่า มี “กองกำลังติดอาวุธ” แฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมตั้งแต่เหตุการณ์หลังจากการสลายการชุมนุมวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งนำมาสู่การจับกุมอาวุธสงครามจำนวนมาก จนเป็นที่ชัดเจนว่าในที่ชุมนุมมีผู้ชุมนุมที่ไม่หวังดีเป็นกองกำลังติดอาวุธแฝงตัวอยู่ จนนำมาสู่การจับกุมอาวุธสงครามได้เป็นจำนวนมากเห็นได้จากคำแถลงที่ ศอฉ.ออกมาระบุว่า มีกลุ่มผู้ติดอาวุธแฝงตัวในผู้ชุมนุม 500 คน นอกจากนี้ช่วงที่ผ่านมายังมีความพยายามสร้างแรงกดดันต่อเนื่อง ซึ่งต่อมามีการตรวจยึดอาวุธได้จาก นปช. ได้แก่ เอ็ม 79 เอ็ม 16 อาก้า และลูกระเบิดขว้างชนิดต่างๆ หรือก่อนหน้านี้ที่ยึดได้จากลาดหลุมแก้ว ทั้งเอ็ม 16 และปืนทราโว่ รวมกว่า 86 รายการ จึงไม่แปลกที่ในการปะทะกันระหว่างสองฝั่งต่างมีกองกำลังพร้อมอาวุธเป็นของตัวเองสำหรับเปิดฉากฟาดฟัน ทั้งระเบิดขนาดใหญ่อย่างเอ็ม 79 ไปจนถึง
“พลซุ่มยิง” ที่แทรกตัวอยู่ปฏิเสธไม่ได้ว่าปรากฏการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงสภาพการต่อสู้ระหว่าง
“ทหาร” กับ “ทหาร” ที่ยืนอยู่คนละฝั่ง และวันนี้ถึงขั้นสุกงอมที่พร้อมจะถืออาวุธเข้าห้ำหั่นกันเอง โดยมีประชาชนตาดำๆ เป็นแค่หมากในกระดานให้ผู้มีอำนาจใช้เป็นเครื่องมือในการห้ำหั่นเข้าต่อสู้เพื่อช่วงชิงผลประโยชน์ของตัวเองขณะที่ผ่านมามาตรการรับมือของ ศอฉ.ก็ดูจะไม่ทันต่อสถานการณ์กับการรับมือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จนเป็นสาเหตุให้สถานการณ์ลุกลามบานปลายมาจนถึงวันนี้ที่ก่อความรุนแรงอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด ตั้งแต่ช่วงก่อน 10 เม.ย. ที่
“รัฐบาล” ยังลอยตัวอยู่เหนือปัญหา ยึดหลักสงบสยบความเคลื่อนไหว หวังให้เสื้อแดงอ่อนกำลังไปเองขณะที่หลายๆ มาตรการที่ผ่านมาก็ออกมาไม่ทันต่อสถานการณ์ ซึ่งควรจะเริ่มดำเนินการไปก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการ
“ตัดท่อน้ำเลี้ยง” ซึ่งเป็นมาตรการเร่งด่วนที่สามารถดำเนินการได้ทันที ไม่ควรปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อจนนำมาสู่ความรุนแรงในที่สุด หรือแม้แต่การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในพื้นที่ต่างจังหวัด ซึ่งหากดำเนินการตัดไฟแต่ต้นลมก็อาจช่วยลดความรุนแรงที่เกิดขึ้นในขณะนี้ให้ลดลงได้สุดท้ายมาตรการที่ออกมาในช่วงหลังไม่ว่าจะเป็น
“ขอพื้นที่คืน” มาตรการ “กระชับพื้นที่” ไปจนถึงเส้นตายที่ขีดให้กลุ่มผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ชุมนุม จึงเป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุ ซึ่งสุดท้ายกลายเป็นแรงบีบให้ไปผุดความรุนแรงขึ้นในพื้นที่อื่นๆ ทั้งใต้ดิน บนดิน โดยมี “ทหาร” กับ “ทหาร” เป็นหัวใจสำคัญของความรุนแรงครั้งนี้






