posttoday
ด้านหน้า-ด้านใน ส.ศิวรักษ์

ด้านหน้า-ด้านใน ส.ศิวรักษ์

29 เมษายน 2557

เป็นหนังสือรวมคำพูดและข้อเขียนของ ส.ศิวรักษ์ ใน พ.ศ. 2556 ซึ่งรวมแล้วกว่า 700 หน้า ทำให้ต้องแบ่งเป็น 2 เล่ม เล่มแรกตั้งชื่อว่า “ด้านใน ส.ศิวรักษ์” แบ่งเป็น 3 ภาค ภาคแรก คือ ปาฐกถาและคำกล่าวต่างๆ รวม 11 ชิ้น ภาคสองเป็นบทสัมภาษณ์รวม 8 ชิ้น และภาคสามเป็นข้อเขียนที่บุคคลอื่นเขียนถึง ส.ศิวรักษ์ รวม 5 ชิ้น เล่มสองตั้งชื่อว่า “ด้านหน้า ส.ศิวรักษ์” เป็นรวมข้อเขียนในเฟซบุ๊กของ ส.ศิวรักษ์ แบ่งเป็น 3 ภาค ภาคแรกเป็นเรื่องการบ้านการเมือง รวม 17 เรื่อง ภาคสองเป็นเรื่องศาสนา รวม 14 เรื่อง และภาคสามเป็นเรื่องบุคคล รวม 17 คน

เป็นหนังสือรวมคำพูดและข้อเขียนของ ส.ศิวรักษ์ ใน พ.ศ. 2556 ซึ่งรวมแล้วกว่า 700 หน้า ทำให้ต้องแบ่งเป็น 2 เล่ม เล่มแรกตั้งชื่อว่า “ด้านใน ส.ศิวรักษ์” แบ่งเป็น 3 ภาค ภาคแรก คือ ปาฐกถาและคำกล่าวต่างๆ รวม 11 ชิ้น ภาคสองเป็นบทสัมภาษณ์รวม 8 ชิ้น และภาคสามเป็นข้อเขียนที่บุคคลอื่นเขียนถึง ส.ศิวรักษ์ รวม 5 ชิ้น เล่มสองตั้งชื่อว่า “ด้านหน้า ส.ศิวรักษ์” เป็นรวมข้อเขียนในเฟซบุ๊กของ ส.ศิวรักษ์ แบ่งเป็น 3 ภาค ภาคแรกเป็นเรื่องการบ้านการเมือง รวม 17 เรื่อง ภาคสองเป็นเรื่องศาสนา รวม 14 เรื่อง และภาคสามเป็นเรื่องบุคคล รวม 17 คน

แทบไม่น่าเชื่อว่า ในวัย 80 ปีเศษ ส.ศิวรักษ์ ยังมีข้อคิดข้อเขียนที่แหลมคม ลุ่มลึก ชวนให้ติดตาม ศึกษา ครุ่นคิด พิจารณา ทั้งเห็นตามและเห็นต่างหรือเห็นแย้งได้มากมาย จนไม่สามารถรวมพิมพ์ไว้ในเล่มเดียวได้ ต้องแบ่งเป็น 2 เล่ม และใครที่ได้อ่านโดยตลอด และโดยพินิจพิเคราะห์ ไม่ว่าจะเป็นแฟนเก่าที่รู้จักและติดตามผลงานมายาวนาน หรือเพิ่งได้อ่านเป็นครั้งแรก คงจะไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า ข้อคิดข้อเขียนของ ส.ศิวรักษ์ ยังทรงคุณค่า แม้จะล่วงเข้าปัจฉิมวัยจนเข้าสู่วัยชรามานานหลายปีแล้วก็ตาม

ส.ศิวรักษ์ ดูจะเป็นบุคคลแรกที่สร้างวาทกรรมเกี่ยวกับ “ปัญญาชน” ในสังคมไทย โดยวงวิชาการทั้งไทยและเทศต่างยอมรับในความเป็นปัญญาชนของ ส.ศิวรักษ์ อย่างกว้างขวาง ดัง สายชล สัตยานุรักษ์ ได้ศึกษาปัญญาชนไทยอย่างเป็นระบบตั้งแต่อดีต ก็ได้จัด ส.ศิวรักษ์ เป็นปัญญาชนสยามคนที่ 10 และเป็นคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน

เป็นที่ประจักษ์อย่างกว้างขวางว่า ข้อคิด ข้อเขียน และคำพูดของ ส.ศิวรักษ์ นั้น สะท้อนทั้งความรอบรู้ในประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณีของสังคมไทยอย่างลึกซึ้งถึงแก่น เข้าใจทั้งอดีตและปัจจุบัน ตลอดจนมีข้อเสนอสำหรับอนาคตอย่างลึกซึ้ง คมชัดอย่างยิ่ง ข้อสำคัญ ตลอดระยะเวลา 5 ทศวรรษ ที่มีบทบาทโลดแล่นอยู่ในสังคมไทย ส.ศิวรักษ์ ได้แสดงถึงความกล้าหาญทางจริยธรรมอยู่ในชั้นแนวหน้า แม้จะถูกข่มขู่ คุกคาม ทำร้าย กลั่นแกล้ง ฟ้องร้อง และจับกุมคุมขังหลายครั้งหลายหน ส.ศิวรักษ์ ก็ไม่เคยพรั่นพรึง กลับหาญกล้าท้าทายด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งอย่างลุ่มลึกและเผ็ดร้อน อย่างไม่ผ่อนคลายลงเลย แม้วัยจะร่วงโรยลงไปเป็นอันมาก ตรงกันข้าม ในหลายกรณีกลับร้อนแรงยิ่งขึ้นด้วยซ้ำ

น่าสนใจว่า ส.ศิวรักษ์ รักษาเอกลักษณ์นี้ไว้ได้อย่างไร น่าเชื่อว่าเพราะ ส.ศิวรักษ์ นอกจากจะเป็นนักอ่านที่ไม่เคยทิ้งการอ่านเลยตลอดชีวิตแล้ว ยังเสวนาคบหากับบัณฑิตทั้งไทยและเทศอย่างกว้างขวาง ทำให้ได้ทั้งความรู้ และสามารถดำรงคุณงามความดีไว้ได้อย่างมั่นคง รวมทั้งคงลักษณะ “อหังการ” ไว้ได้อย่างไม่คลอนแคลน แต่ก่อน ส.ศิวรักษ์ เข้าถึงคนชั้นสูง จนได้ความรู้นอกตำราประเภท“พงศาวดารกระซิบ” สั่งสมไว้มากมาย และนับจากถูก “ท้าทาย” จาก ม.จ.สิทธิพร กฤดากร ให้สนใจปัญหาชาวนา ส.ศิวรักษ์ ก็ขยายวงคบหากับคนรากหญ้าและปราชญ์ชาวบ้านมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีกัลยาณมิตรทุกวัยโดยเฉพาะกับคนหนุ่มสาว ข้อมูลความรู้ต่างๆ จึง “เติมเต็ม” จน “ครบเครื่อง”

หนังสือสองเล่มนี้ได้มิตรผู้เยาว์ คือ กษิดิศ อนันทนาธร เป็นบรรณาธิการรวบรวมหมวดหมู่และทำเชิงอรรถไว้อย่างดี ทั้งๆ ที่ กษิดิศ เพิ่งมารู้จักคบหา ส.ศิวรักษ์ ในงานปาฐกถาโกมลคีมทอง เมื่อปี 2554 นี้เอง

ส.ศิวรักษ์ เล่าว่า พบท่านติช นัท ฮันห์ ครั้งแรก ในการประชุมที่ลังกาทวีป เมื่อ พ.ศ. 2515 การพบกันครั้งนั้น ท่านติช นัท ฮันห์ บอกว่า การประชุมครั้งนั้นล้มเหลว แต่การประชุมที่สำคัญๆ นั้นมีผลพลอยได้ที่ดีอยู่อย่างเดียว คือ ได้พบมิตรสหายใหม่ๆ และการประชุมครั้งนั้น ท่านติช นัท ฮันห์ ก็ถือว่า ส.ศิวรักษ์ เป็น “คนเดียวที่ท่านถือได้ว่าเป็นกัลยาณมิตร แต่ท่านก็ถือว่าเกินคุ้มแล้ว” งานปาฐกถา 40 ปี มูลนิธิโกมลคีมทอง เป็นโอกาสให้ กษิดิศ ได้พบกับ ส.ศิวรักษ์ ก็นับว่าเกินคุ้มเช่นกัน

หนังสือสองเล่มนี้ มีเรื่องราวบางส่วนที่ซ้ำกันบ้าง และหลายชิ้นมีตีพิมพ์ในที่อื่นแล้ว แต่ก็มิได้ทำให้หนังสือด้อยคุณค่าลงแต่อย่างใด เพราะงานของ ส.ศิวรักษ์ นั้น มีจำนวนมากที่ควรค่าแก่การอ่านซ้ำ เพราะทั้งให้ความรู้ ความคิด ความชื่นชม และข้อสำคัญคือ กำลังใจจากตัวอย่างของปัญญาชนสยามที่กล้าหาญอย่างยิ่ง

ความกล้าอย่างบ้าบิ่น และกล้าแสดงออกอย่าง “ซากผ่าขวาน” พูดถึงเรื่องที่อ่อนไหวจนบางครั้ง “ล่อแหลม” ที่จะเกิดอันตรายต่อผู้พูดผู้เขียนเอง น่ายินดีที่ ส.ศิวรักษ์ รับฟังคำแนะนำจากกัลยาณมิตรอาวุโสท่านหนึ่ง คือ ศ.นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว ให้ป้องกันตนเองโดยแทนที่จะพูดปากเปล่า ก็ให้เขียนแล้วอ่านตามที่เขียนแทน ทำให้งานในภาคปาฐกถาเป็นงานที่ทรงคุณค่าสูง เพราะนอกจากจะมีการเตรียมตัวมาอย่างดีเป็นปกติวิสัยแล้ว ยังมีเวลาในการไตร่ตรองและขัดเกลาภาษา ทำให้คำวิจารณ์อันแหลมคมหลายชิ้นหลายตอน ทั้งลุ่มลึก ประณีต งดงาม และอลังการด้วย

ส.ศิวรักษ์ นั้น นับเป็นผู้รู้ลึกทั้งในเรื่องพระและเรื่องเจ้า โดยประสบการณ์นานปีทำให้มีทั้งเวลาในการตรวจสอบ เพิ่มพูน และมีกุศโลบายในการนำเสนออย่างน่าสนใจ และน่าศึกษาในฐานะผู้มีประสบการณ์สูง และจากพื้นฐานที่เป็นเนติบัณฑิตจากอังกฤษด้วย เรื่องราวในหนังสือสองเล่มนี้ ควรรีบซื้อหามาอ่าน เพราะประกาศชัดเจนว่าไม่มีการเซ็นเซอร์ด้วย

หวังว่า ส.ศิวรักษ์ จะมีอายุยืนยาว และยังคงความเป็น ส.ศิวรักษ์ ไว้ได้อีกนานปี โดยมีผลงานเช่นนี้ออกมาอีกเรื่อยๆ

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69