
ปฏิรูปประเทศไทย
...นายศาสตรา
น่ายินดีที่มีการเสนอให้มีการ
“ปฏิรูปประเทศไทย” เป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งในแผนปรองดองของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดยอยู่ในข้อ 2 ของแผนปรองดอง 5 ข้อดังกล่าวจากเนื้อหาในข้อเสนอหลักการเหตุผลและวิธีการว่าจำเป็นต้องมีการปฏิรูปประเทศไทย เพราะมีปัญหามากมายสะสมยาวนานทำให้เกิดช่องว่างในสังคมมากมายทั้งปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคม เป็นเหตุให้เกิดปัญหาความขัดแย้งที่รุนแรงหนักหน่วงมากยิ่งขึ้น จำเป็นต้องมีการแก้ปัญหาถึงขั้นปฏิรูปอย่างกว้างขวาง และจะต้องกระทำต่อเนื่องระยะยาวเพื่อให้สามารถแก้ปัญหาได้ถึงขั้นรากฐานอย่างแท้จริง
วิธีการดำเนินการ คือ จะมีการระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างกว้างขวางเพื่อหาประเด็นที่เป็นปัญหาที่จำเป็นต้องแก้ไข โดยจะเปิดเวทีรับฟังทั่วไป เมื่อได้ประเด็นปัญหาแล้วจะต้องหาข้อสรุปแนวทางแก้ไขจากทุกฝ่ายเพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องโดยเฉพาะภาครัฐ จะต้องเร่งรัดแก้ไขโดยเร็ว และจะต้องทำต่อเนื่องระยะยาว ตั้งแต่ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ของรัฐบาลนี้ต่อเนื่องไปถึงรัฐบาลใหม่
รัฐบาลจึงจะสร้างกลไกให้สามารถทำงานต่อเนื่องไปได้ โดยอาจทำเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ให้มีองค์กรและหน่วยงานรับผิดชอบ ซึ่งหน่วยงานหลักที่คงจะต้องเข้ามารับหน้าที่นี้ คือ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า สภาพัฒน์ ส่วนตัวบุคคลของรัฐบาลคือ คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี
แนวคิดและแนวทางที่ประกาศออกมานี้ต้องถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะได้หยิบยกประเด็นปัญหาสำคัญที่เป็นปัญหารากฐานของประเทศขึ้นมาพิจารณา และตั้งต้นหาทางแก้ไขโดยให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม ในอดีตประเทศไทยมีการปฏิรูปในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด เช่น ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์มีการปฏิรูประบบราชการครั้งสำคัญในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งผลการปฏิรูปมีส่วนสำคัญทำให้เรารักษาเอกราชไว้ได้ และเป็นรากฐานของระบบราชการสืบมาจนทุกวันนี้
การปฏิรูปครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งก็คือ การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และการปฏิรูปครั้งสำคัญอีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้คือ การปฏิรูปการเมืองเมื่อปี 2540 เกิดรัฐธรรมนูญที่เพิ่มระบบตรวจสอบ และกลไกของระบอบประชาธิปไตยที่เป็นอิสระขึ้นจำนวนมาก
การปฏิรูปการเมืองปี 2540 ซึ่งเริ่มจากประธานรัฐสภาตั้งคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตยขึ้นเมื่อปี 2537 เพื่อปลดชนวนความรุนแรงทางการเมือง จากการที่ ร.ต.ฉลาด วรฉัตร ประกาศจะอดอาหารจนตายถ้ารัฐบาลไม่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนขึ้น
การพัฒนาประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นโดยพัฒนามาเป็น
“การปฏิรูปการเมือง” ที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง เกิดขบวนการ “ธงเขียว” เพื่อผลักดันรัฐธรรมนูญใหม่ที่เกิดขึ้นตามปรัชญาความคิดของ “การปฏิรูปการเมืองตามแนวทางรัฐธรรมนูญนิยม” ตีกรอบให้บรรดานักการเมือง หรือ “นักเลือกตั้ง” มีอำนาจหน้าที่เพียง “รับหรือไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างอย่างกว้างขวางหรือไม่เท่านั้น และหากบรรดานักเลือกตั้งไม่รับ ก็จะให้เป็นอำนาจของประชาชนที่จะเป็นผู้ตัดสินใจสุดท้ายด้วยการลงประชามติในที่สุดรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ก็คลอดออกมาด้วยความเชื่อมั่นว่าจะเป็นเสมือน
“กระสุนมหัศจรรย์” ที่จะขจัดปัญหาของประเทศได้ เหมือนสหรัฐอเมริกาที่สร้างประเทศจนมั่นคงและยิ่งใหญ่เกรียงไกรด้วยการมีรัฐธรรมนูญที่ดีมาตั้งแต่ต้นเหมือนอีกหลายประเทศแต่ในที่สุดก็พบว่ารัฐธรรมนูญ 2540 ไม่สามารถทำหน้าที่เป็น
“ยาวิเศษ” หรือ “ยาครอบจักรวาล” ที่สามารถแก้ปัญหาอันสลับซับซ้อน ยุ่งเหยิง และฝังรากลึกของประเทศไทยได้ ข้อสำคัญคือไม่สามารถตีกรอบผู้มีอำนาจซึ่งส่วนใหญ่ถูกครอบด้วยปรัชญา “ศรีธนญชัย” และยึดหลัก “ทำได้” มากกว่าหลัก “ควรทำ”คุณชวนจึงถูกในแง่ที่เตือนให้เห็นความสำคัญของ
“คน” มิใช่จะเชื่อแต่ในระบบเท่านั้น และเห็นได้ชัดเจนว่า “ระบอบรัฐธรรมนูญนิยม” เพียงอย่างเดียว ย่อมไม่สามารถแก้ปัญหาของประเทศไทยได้ จำเป็นต้องมีการปฏิรูปในทุกเรื่องและทุกองคาพยพที่สำคัญอย่างไรก็ดี น่าห่วงใยว่าการปฏิรูปประเทศไทยรอบนี้คงยากจะประสบความสำเร็จ เพราะริเริ่มโดยรัฐบาลซึ่งเริ่มจะมีสถานะเป็น
“รัฐบาลเป็ดง่อย” เพราะมีเวลาทำงานอีกไม่กี่เดือนก็จะยุบสภาแล้ว จะทำงานใหญ่ขนาดนี้ที่ต้องใช้เวลายาวนานต่อเนื่องจนรัฐบาลนี้พ้นอำนาจไปอีกนานได้อย่างไรหน่วยงานที่ถูกเล็งให้มารับหน้าที่นี้คือสภาพัฒน์ จะมารับหน้าที่นี้ได้หรือ เพราะแท้จริงแล้วสภาพัฒน์เป็นส่วนหนึ่งของผู้สร้างปัญหา ทำให้ช่องว่างทางเศรษฐกิจของผู้คนถ่างกว้างมากขึ้นมาเรื่อยๆ จนเกิด
“สองนคราประชาธิปไตย” ในทุกวันนี้น่าสงสัยว่าสภาพัฒน์จะเป็นที่ยอมรับของผู้มีอำนาจอย่างในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หรือสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ หรือไม่ และตัวบุคคลคือ คุณหญิงสุพัตรา ย่อมไม่มีบารมีมากเพียงพอที่จะเป็นผู้นำการปฏิรูปประเทศไทยได้ โดยเฉพาะจากสถานะที่เป็นเพียงนักการเมืองคนหนึ่งในพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น มูลนิธิพัฒนาไทที่รัฐบาลมอบให้เป็นผู้ทำเรื่องนี้ก็ยังไม่เป็นที่รู้จักและมีผลงานเป็นที่ยอมรับแต่อย่างใด
และที่สำคัญคือ จำเป็นต้องได้บุคคลที่มีบารมี เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง และมีความรู้ความสามารถ ตลอดจนมีประสบการณ์เพียงพอมารับงานนี้ จึงพอจะมีความหวังได้บ้างว่าการปฏิรูปประเทศไทยจะเกิดขึ้นได้ตามที่คาดหวัง







