
รัฐบาลรักษาหน้าแต่ฐานการคลังแย่
ในยามที่เศรษฐกิจของไทยอยู่ในภาวะชะลอตัวอย่างรุนแรงจากปัญหาผลกระทบทั้งเศรษฐกิจภายนอกประเทศ
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
ในยามที่เศรษฐกิจของไทยอยู่ในภาวะชะลอตัวอย่างรุนแรงจากปัญหาผลกระทบทั้งเศรษฐกิจภายนอกประเทศ และปัญหาการเมืองภายในประเทศ จนทำให้เศรษฐกิจไทยตกอยู่ในสุญญากาศมากว่าครึ่งปี การบริหารแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลเพื่อให้เศรษฐกิจไทยพ้นจากวิกฤตดูจะมองไม่เห็น
ในทางตรงข้ามรัฐบาลยังถูกมองว่าพยายามทำให้เศรษฐกิจไทยแย่มากขึ้น เพื่อยกเป็นข้ออ้างว่าความเสียหายเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมาจากปัญหาการเมือง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลที่ขัดขวางไม่ให้มีการเลือกตั้ง จนทำให้ไม่สามารถตั้งรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มเข้ามาบริหารประเทศได้จนเป็นปัญหาทำให้เศรษฐกิจอยู่ในอาการย่ำแย่อย่างที่เห็น
แม้แต่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ยังออกมายกรายงานอย่างไม่เป็นทางการของสถาบันจัดอันดับชั้นนำของโลกอย่าง มูดี้ส์ อินเวสเตอร์เซอร์วิส ที่คงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยไว้ที่ระดับ Baa1 แต่ก็จะไม่ปรับขึ้นเครดิตให้ไทยอย่างแน่นอนในช่วง 12-18 เดือนนี้ และยังมีแนวโน้มลดลงหากเศรษฐกิจไทยปี 2557 และ 2558 ขยายตัวได้ไม่ถึง 3% ต่อปี
ขณะที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยังบริหารเศรษฐกิจโดยการโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า เป็นห่วงเศรษฐกิจ เพราะภาคเอกชนประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 12% ต่อปีเท่านั้น แต่กลับไม่มีมาตรการอะไรที่จะออกมาทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นเป็นรูปเป็นร่างให้คนในประเทศมีหวังว่าเศรษฐกิจของไทยจะไม่กลับมาเกิดวิกฤตเหมือนปี 2540
การบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลที่หยิบยกรายงานของสถาบันจัดอันดับเครดิตที่ไม่เป็นทางการ ที่แม้แต่เจ้าหน้าที่และผู้บริหารกระทรวงการคลังก็ยังไม่เคยได้เห็นรายงานดังกล่าว และการบริหารเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยที่ยังทำงานผ่านโลกออนไลน์ ทำให้เศรษฐกิจไม่มีหวังอย่างที่เห็น เพราะรัฐบาลบริหารเศรษฐกิจแบบโยนผิดให้พ้นตัว โดยไม่สนที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างแท้จริง
หากว่าไปแล้วปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น มีสัญญาณมาตั้งแต่ต้นปี 2556 ที่รัฐบาลไม่ยุบสภา โดยเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะถดถอย เนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจรายไตรมาสขยายตัวติดลบ 2 ไตรมาสติดต่อกัน ซึ่งมาจากสาเหตุรัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจในปี 2555 ผ่านโครงการประชานิยม ให้เร่งการบริโภคการใช้จ่ายจากบ้านหลังแรกรถคันแรก จนภาคเอกชนหมดกำลังซื้อ เพราะเป็นหนี้จากโครงการประชานิยมของรัฐบาล
นอกจากนี้ โครงการรับจำนำข้าวตันละ 1.5 หมื่นบาท ก็เริ่มมีปัญหาสภาพคล่องจ่ายเงินให้กับชาวนาได้ไม่ครบ เนื่องจากรัฐบาลระบายข้าวไม่ได้ และการกู้เงินมาใช้ในโครงการก็ชนเพดานตามมติที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไว้ ทำให้กำลังซื้อต่างจังหวัดหายไปจำนวนมาก ที่เห็นได้ชัดยอดซื้อจักรยานยนต์ที่เป็นที่นิยมของต่างจังหวัดลดลงอย่างฮวบฮาบ
จากปัญหาดังกล่าวเป็นสาเหตุสำคัญทำให้เศรษฐกิจไทยปี 2556 หัวทิ่มมาตั้งแต่ต้นปี เพราะการบริโภคหมดแรง การลงทุนก็หดตัวตาม การส่งออกก็ขยายตัวไม่ได้ตามเป้า การเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐบาลก็มีปัญหาจากโครงการน้ำที่ออก พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท และ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งมีปัญหาเดินหน้าไม่ได้ ทำให้เศรษฐกิจไทยปี 2556 โตได้ 2.9% ต่อปี ซึ่งมาจากการบริหารเศรษฐกิจที่ผิดพลาดของรัฐบาลเสียส่วนใหญ่
ที่สำคัญกว่านั้น การทำงบประมาณปี 2557 ที่ผ่านมา ก็ยังแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลบริหารเศรษฐกิจแบบรักษาหน้าตัวเอง พยายามปิดความเสียหายโครงการประชานิยมของตัวเองที่สร้างความเสียหายเพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2557 รัฐบาลมีภาระจ่ายเงินคืนรถคันแรกถึง 5 หมื่นล้านบาท แต่รัฐจัดสรรให้แค่ 4 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ยังตัดงบของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เพื่อนำไปโปะให้กับโครงการรับจำนำข้าวที่รัฐบาลต้องชดเชยความเสียหายให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ถึง 8 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตาม การบริหารเศรษฐกิจแบบเอาตัวรอดไปที ในที่สุดก็พบว่าไปไม่รอด เมื่อรัฐบาลประกาศยุบสภาแบบไม่ได้คิดหน้าคิดหลังเรื่องการดูแลเศรษฐกิจ ทำให้เกิดปัญหาตามมาเป็นพรวน เริ่มตั้งแต่ไม่มีเงินจ่ายชาวนาที่ค้างอยู่กว่าแสนล้านบาท เพราะรัฐบาลรักษาการไม่สามารถกู้เงินเป็นภาระผูกพันใหม่ได้
ขณะที่โครงการรถคันแรกที่ยังขาดเงินอยู่ 1 หมื่นล้านบาท ที่รัฐบาลไปตัดงบเพราะต้องการนำเงินไปโปะโครงการอื่นก่อนก็ต้องมาของบกลางเพื่อไปจ่ายให้กับผู้ใช้สิทธิ เพราะเงินที่เหลือจ่ายได้ไม่เกินเดือน พ.ค.นี้ หากเกินกว่านั้นไม่ได้เงินก็ต้องหยุดจ่าย หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องสอยจ่ายให้ทำดูเหมือนว่าการจ่ายเงินไม่มีปัญหา แต่ความเป็นจริงจ่ายให้ได้ไม่ครบนั่นเอง
เช่นเดียวกับกองทุน กยศ.ที่เงินไม่พอ ก็ของบกลาง 3,000 ล้านบาท เพื่อไปปล่อยกู้ให้กับนักศึกษา ก็ยังไม่ได้รับไฟเขียวจากรัฐบาล ทำให้นักศึกษาส่อชวดไม่มีเงินเรียนต่อ ด้านกระทรวงพาณิชย์เองก็เตรียมชงเรื่องขอยืมงบกลางอีก 4 หมื่นล้านบาท เพื่อไปจ่ายหนี้ชาวนาที่ค้างอยู่อีกประมาณ 1 แสนล้านบาท
ปัญหาที่ตามมา คือ ภาระโครงการต่างๆ ของรัฐบาลที่แห่ไปใช้งบกลางจะมีเงินพอหรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมาตอนที่รัฐบาลยืมงบกลาง 2 หมื่นล้านบาท มาจ่ายหนี้ให้กับชาวนาทางสำนักงบประมาณก็ระบุชัดว่างบกลางของปีงบประมาณ 2557 ที่มีอยู่ประมาณ 7 หมื่นล้านบาท มีภาระที่ต้องใช้แล้วถึงสิ้นปีงบประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ที่เหลืออีก 2 หมื่นล้านบาท ต้องสำรองไว้ในกรณีที่ประเทศมีภาวะฉุกเฉินจริง ซึ่งก็เท่ากับว่าไม่สามารถนำงบกลางไปใช้ในโครงการอื่นๆ ได้อีกแล้ว นอกจากยืมไปและมาใช้คืนเท่านั้น
เมื่อเป็นเช่นนี้ โครงการรถคันแรก และ กยศ. ที่หวังจะใช้เงินจากงบกลางจึงแทบไม่มีหวัง ขณะที่การยืมเงินงบกลางเพื่อไปจ่ายหนี้จำนำข้าว ก็ยังต้องรอให้ใช้คืนงวดแรก 2 หมื่นล้านบาท ที่ยังค้างอยู่ 4,000 ล้านบาท ให้หมดเสียก่อน ถึงจะยืมรอบใหม่ได้ และยืมได้สูงสุดคงไม่ถึง 4 หมื่นล้านบาท อย่างที่ตั้งใจไว้
จากปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นว่าการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลอยู่ในสภาพติดๆ ขัดๆ มากขึ้นทุกวันส่งผลให้เศรษฐกิจไทยอ่อนแอและเปราะบางมากขึ้นทุกวัน
ปัญหาคือรัฐบาลรู้แล้วทำไมถึงไม่ดำเนินการแก้ไข จึงเป็นคำถามที่คาใจของคนทั้งประเทศว่ารัฐบาลรักษาการพยายามถึงที่สุดในการบริหารฟื้นฟูเศรษฐกิจที่มีปัญหาในขณะนี้เต็มที่หรือยัง
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เครื่องมือที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจตอนนี้ คือ การเบิกจ่ายงบลงทุนให้เร็วที่สุด แต่ปรากฏว่ามีงบลงทุนของปี 2557 ถึง 1.7 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลไม่กล้าเซ็นอนุมัติ ทั้งๆ ที่กรมบัญชีกลางทำหนังสือเวียนไปถึงทุกหน่วยราชการว่าสามารถเบิกจ่ายได้ เพราะเป็นงบประมาณที่ได้รับการอนุมัติการยุบสภา แต่ล่าสุดกิตติรัตน์ก็ยังออกมาระบุว่าการเบิกจ่ายงบลงทุนที่มีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาท ไม่สามารถทำได้
หรือแม้แต่การทำงบประมาณปี 2558 ที่ล่าช้า ทางกระทรวงการคลังก็มีแนวคิดที่จะเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตั้งงบขึ้นมาเพื่อดูแลเศรษฐกิจไม่ให้เกิดวิกฤต จะได้หรือไม่ได้ก็น่าลองดู แต่รัฐบาลก็ไม่รับลูก ทำให้กระทรวงการคลังที่เป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจกลายเป็นตอไม้ไม่สามารถค้ำยันเศรษฐกิจไม่ให้ตกต่ำได้
เป็นที่รู้กันว่า การบริหารเศรษฐกิจในยามที่อ่อนแอและมีความผันผวนมาก ต้องใช้ความเข้มแข็งของผู้บริหารและมาตรการที่นำออกมาใช้ แต่รัฐบาลรักษาการที่เป็นอยู่ตอนนี้กลับไม่มีความแข็งแกร่ง และยังทำให้ตัวเองดูอ่อนแอ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงสามารถทำอะไรได้มากกว่าที่ทำอยู่ทุกวันนี้ เพื่ออ้างว่าเศรษฐกิจมีปัญหาเพราะปัญหาการเมือง โดยไม่สนความเสียหายที่เกิดกับเศรษฐกิจจะมากมายมหาศาลแค่ไหน







