
ความขัดแย้งภายในประเทศกับแรงกดดันภายนอก
....สุเทพ กล่ำทวี
หลังจากที่เฝ้าดูบทบาทและความเคลื่อนไหวของรัฐบาลว่าจะดำเนินการอย่างไรกับบรรดาแกนนำและกลุ่มผู้ประท้วงเสื้อแดงรวมทั้งกลุ่มผู้ก่อการร้ายซึ่งมีอาวุธสงครามเป็นเครื่องมือในการปฏิบัติการจนเป็นเหตุให้มีการเสียชีวิตและบาดเจ็บขึ้นอีกระลอกหนึ่งในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาก็คงพอจะคาดการณ์ได้ถึงจุดสิ้นสุดของความขัดแย้งว่าคงจะเดินเข้าสู่โค้งสุดท้ายภายในไม่กี่วันนี้
เนื่องจากรัฐบาลได้ปฏิบัติการปิดล้อมและกดดันกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างจริงจัง และประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนและแน่วแน่ยิ่งขึ้นว่าจะต้องดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อที่จะทำให้การยุติการชุมนุมโดยผิดกฎหมายของบรรดาคนเสื้อแดงเป็นไปด้วยความสูญเสียน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
มีประเด็นหนึ่งที่น่าให้ความสนใจไม่น้อยไปกว่าวิธีการดำเนินการเพื่อยุติการชุมนุม นั่นก็คือ การที่มีความพยายามจากหลายๆ ฝ่ายที่จะสร้างแรงกดดันให้รัฐบาลยุติการใช้กำลังผ่านทางองค์กรนอกประเทศที่สำคัญหลายองค์กร เช่น ผ่านทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศบ้าง องค์การอาเซียนบ้าง หรือแม้แต่กระทั่งองค์การสหประชาชาติบ้าง
ล่าสุดฝ่ายแกนนำคนเสื้อแดงซึ่งก็คงจะประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบแล้วว่าโอกาสที่กลุ่มของตนเองจะเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะหรือบรรลุเป้าหมายทางการเมืองตามที่ต้องการคงจะเป็นไปด้วยความลำบากจนถึงกับต้องออกประกาศขอพึ่งพระบารมีจากสถาบันหลักของชาติให้ช่วยยุติความขัดแย้ง แต่จะได้รับการตอบสนองหรือไม่ก็คงจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
แต่สิ่งที่แปลกประหลาดและดูไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเท่าใดนักก็คือ การที่มีบรรดานักการเมืองกลุ่มหนึ่ง (มีทั้งนักการเมืองระดับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและนักการเมืองระดับวุฒิสภา) พยายามที่จะเรียกร้องให้องค์การระหว่างประเทศจากภายนอกเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองภายในของประเทศไทย โดยพยายามสร้างแรงกดดันผ่านทางการเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการใช้กำลังในการยุติความขัดแย้ง โดยสมาชิกวุฒิสภาบางกลุ่มถึงกับออกแถลงการณ์ว่าถ้ารัฐบาลไม่ดำเนินการยุติการใช้กำลังตามข้อเรียกร้องก็จะไม่ให้ความร่วมมือในการผ่านร่างกฎหมายบางฉบับ
ตามหลักการทั่วไปแล้ว นักการเมืองไทยทุกท่านมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นหรือนำเสนอข้อเรียกร้องใดๆ ที่จะให้มีการยุติปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองผ่านทางกรรมวิธีทางการเมืองตามวิถีทางประชาธิปไตยในระบอบรัฐสภาแบบไทย แต่สิ่งที่ผู้เขียนอยากจะให้ไว้เป็นข้อสังเกต ณ ที่นี้ก็คือ
ประการแรก บรรดานักการเมืองทุกพรรค(ทั้งพรรคฝ่ายค้านและพรรคร่วมรัฐบาล รวมทั้งวุฒิสมาชิก) ควรจะหันหน้าเข้าหารือกันถึงทางออกจากความขัดแย้งในยามที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสภาวะวิกฤตผ่านทางระบบรัฐสภาโดยยึดประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่ประโยชน์ของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งหรือของกลุ่มการเมืองใดการเมืองหนึ่ง (ข้อสังเกตข้อนี้ผ่านการพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไม่เป็นผลซึ่งดูได้จากความล้มเหลวอันน่าละอายจากการประชุมสภาในแต่ละครั้ง) สิ่งที่นักการเมืองไทยควรจะให้ความสำคัญก็คือ การปรับปรุงความคิดและพฤติกรรมเพื่อเป็นแบบอย่างแก่ชนรุ่นหลังและเพื่อประโยชน์ต่อชาติอย่างแท้จริง
ประการที่สอง บรรดานักการเมืองฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลควรจะต้องไปศึกษาเพิ่มเติมว่าการเรียกร้องให้องค์การระหว่างประเทศเข้ามาแทรกแซงกิจการเกี่ยวกับความมั่นคงภายในว่าเป็นสิ่งจำเป็นมากน้อยเพียงใด เหมาะสมหรือสมควรหรือไม่ และมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใดตามระเบียบวิธีและกฎหมายเกี่ยวกับการทูตและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
การยอมรับการดำเนินการใดๆ จากต่างชาติภายในพื้นที่อธิปไตยของไทยเป็นเรื่องใหญ่ เนื่องจากจะเท่ากับเป็นการประกาศให้โลกได้รับรู้ว่านักการเมืองไทย (ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล) หมดแล้วซึ่งสติปัญญาในการแก้ไขปัญหาทางการเมืองภายในด้วยกันเอง ตามหลักการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแล้วการมอบอำนาจอธิปไตยของประเทศด้านใดด้านหนึ่งให้แก่ต่างชาติเป็นผู้ดำเนินการทั้งๆ ที่คนในประเทศด้วยกันเองสามารถแก้ไขปัญหาได้ ย่อมจะหมายถึงความอัปยศอดสูทั้งด้านเกียรติภูมิ สติปัญญา และขีดความสามารถในการบริหารประเทศ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วไม่มีประเทศไหนในโลกเขาทำกัน
ประการที่สาม ทุกภาคส่วนของสังคมไทยควรยอมรับความจริงกันได้แล้วว่า ไม่มีการดำเนินการใดๆ ต่อผู้กระทำผิดกฎหมายที่ต่อต้านรัฐบาลผ่านทางความรุนแรงและการใช้อาวุธ ที่จะสามารถหลีกเลี่ยงการเกิดความสูญเสียได้ สิ่งที่รัฐบาลจะสามารถทำได้ดีที่สุดก็คือ พยายามใช้มาตรการใดๆ ก็ได้ที่จะทำให้เกิดการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ และทุกฝ่ายควรจะต้องยอมรับความจริงอีกข้อหนึ่งว่าสถานการณ์ปัจจุบันมันเลยขอบเขตของการเจรจาแล้ว (เนื่องจากมีความพยายามมาแล้วหลายครั้งก็ไม่ประสบผลสำเร็จ คู่กรณีบางฝ่ายก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่าไม่มีความจริงใจที่จะเข้าสู่โต๊ะการเจรจา) การเจรจารอบใหม่ที่จะเกิดขึ้นควรจะเป็นช่วงหลังจากที่บ้านเมืองอยู่ในสภาวะสงบและสันติแล้ว
ประการสุดท้าย ได้แก่ ท่ามกลางสถานการณ์ความรุนแรงในปัจจุบัน รัฐบาลจะต้องรีบบังคับใช้กฎหมายให้เป็นกฎหมายโดยเร็วที่สุด ไม่ว่าจะดำเนินการผ่านทางมาตรการใดๆ ก็ตาม โดยขณะเดียวกันก็จะต้องคำนึงถึงความพยายามที่จะจำกัดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินให้น้อยที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ หลักนิติรัฐจำเป็นต้องคงอยู่ ประชาชนคนไทยทั้งประเทศต้องไม่ลืมว่า
“ถ้าประเทศไทยไร้ซึ่งกฎหมาย ประเทศไทยจะไม่มีวันอยู่ได้ และถ้าประเทศอยู่ไม่ได้คนไทยก็จะอยู่ไม่ได้ บ้านเมืองก็จะมีแต่ความป่าเถื่อนและความรุนแรง...”






