
ส่งออกสาหัส
ยางพารา-อาหารแช่แข็งฉุดยอดร่วงไตรมาสแรกติดลบ1%นำเข้าวูบ15%ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯต่ำสุดรอบ5-7เดือน
ยางพารา-อาหารแช่แข็งฉุดยอดร่วงไตรมาสแรกติดลบ1%นำเข้าวูบ15%ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯต่ำสุดรอบ5-7เดือน
สินค้าเกษตรอาหาร ฉุดส่งออก มี.ค.ติดลบ 3.12% ดัชนีเชื่อมั่นทรุดต่อเนื่อง
ทำไตรมาสแรกส่งออกหด 1% “พาณิชย์” หวังไตรมาส 2 ส่งออกฟื้น 44.5% ดันทั้งปียังโต 5%
นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่าตัวเลขการส่งออกสินค้าไทยเดือนมี.ค. 2557 มีมูลค่า 1.99 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 3.12% เทียบกับเดือน มี.ค. 2556 ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 1.84 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 14.19%
สำหรับสาเหตุที่ทำให้การส่งออกเดือน มี.ค. ปรับตัวลดลงอีกครั้ง จากเดือน ก.พ. ที่ส่งออกขยายตัว 2.43% เป็นผลจากการส่งออกกลุ่มสินค้าเกษตรลดลง 8.2% โดยเฉพาะยางพาราลด 21% อาหารทะเลแช่แข็งและแปรรูปลด 8.8% กุ้งแช่แข็งและแปรรูปลด 25% น้ำตาล ลด 21%
ขณะที่กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัว 1.9% เช่น ยานยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 4.2% อัญมณีและเครื่องประดับ 30.4% เครื่องใช้ไฟฟ้า 0.7% เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน 7.9%
ทั้งนี้ ทำให้ยอดการส่งออกไตรมาสแรก (ม.ค.-มี.ค.) 2557 มีมูลค่า 5.62 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 1% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนนำเข้าไตรมาสแรกมีมูลค่า 5.55 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 15.41% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยไทยเกินดุลการค้า 706 ล้านเหรียญสหรัฐ
นางศรีรัตน์ กล่าวว่า แม้ว่าการส่งออกในไตรมาสแรกจะลดลง 1% แต่คาดว่าไตรมาส 2 จะกลับมาขยายตัว 4-4.5% และครึ่งปีหลังจะขยายตัว 79% ทำให้ทั้งปีเติบโตตามเป้าหมายที่ 5%ภายใต้สมมุติฐานเศรษฐกิจโลกปีนี้ เติบโต 3.6-3.7% อัตราแลกเปลี่ยน 31.7 บาท/เหรียญสหรัฐ และราคาน้ำมัน100-120 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
สำหรับ สาเหตุที่ทำให้การส่งออกมี.ค.กลับมาปรับตัวลดลงอีกครั้ง หลังจากที่เดือนก.พ.ส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้น 2.43% เป็นผลมาจากการส่งออกกลุ่มสินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมเกษตร ลดลง 8.2% สินค้าสำคัญที่ส่งออกลดลง เช่น ยางพารา ลด 21% อาหารทะเลแช่แข็งและแปรรูป ลด 8.8% กุ้งแช่แข็งและแปรรูป ลด 25% น้ำตาล ลด 21% ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 1.9% สินค้าสำคัญขยายตัวเพิ่มขึ้น เช่น ยานยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 4.2% อัญมณีและเครื่องประดับ 30.4% เครื่องใช้ไฟฟ้า 0.7% เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน 7.9%
ตลาดส่งออกสินค้าไทยมี.ค. พบว่า ตลาดหลักการส่งออกเพิ่มขึ้น 2.7% โดยตลาดญี่ปุ่น เพิ่ม 1.6% สหรัฐฯ เพิ่ม3.6% สหภาพยุโรป (15 ประเทศ) เพิ่ม 2.9% ส่วนตลาดศักยภาพสูง ลดลง 8.5% ประเทศที่ขยายตัวลดลง เช่น อาเซียน ลด 10.9% จีน ลด 11.2% ตลาดศักยภาพรอง ลดลง 5.3% ประเทศที่ขยายตัวลดลง เช่น ทวีปออสเตรเลีย ลด 23.3% ลาตินอเมริกา ลด 6.3% เป็นต้น
“สินค้าเกษตรที่ส่งออกลดลง เช่น ยางพารา เป็นผลจากความต้องการของผู้นำเข้าลดลง ส่วนกุ้งสดแช่แข็งและแปรรูป ไทยยังมีปัญหาเรื่องผลผลิตลดลง จากโรคตายด่วน ส่วนตลาดส่งออกที่ลดลง โดยเฉพาะอาเซียน และจีน เป็นผลมาจากเศรษฐกิจชะลอตัวลง แต่ตลาดหลักยังขยายตัวได้ดีอยู่ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก” นางศรีรัตน์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการส่งออกในไตรมาสแรกจะลดลง 1% แต่ประเมินว่าการส่งออกในไตรมาส 2 จะกลับขยายตัวเพิ่มขึ้น 44.5% และครึ่งปีหลังการส่งออกจะขยายตัวเพิ่ม 79% ทำให้การส่งออกทั้งปี 2557 ยังเติบโตตามเป้าหมายที่ 5% ภายใต้สมมุติฐานเศรษฐกิจโลกปีนี้ เติบโต 3.6-3.7% อัตราแลกเปลี่ยน 31.7 บาท/เหรียญสหรัฐ และราคาน้ำมัน100120 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
“สาเหตุที่มองว่าการส่งออกไตรมาส 2 ขยายตัวเพิ่ม เป็นไปตามการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประเมินว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป แต่ยังต้องจับตาปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อการส่งออก คือ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ปัญหาภัยแล้ง และโรคตายด่วนในกุ้ง”
นางศรีรัตน์ กล่าวว่า ปัญหาการเมืองในประเทศนั้น ยอมรับว่ามีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการส่งออก และนายกรัฐมนตรีก็มีความเป็นห่วง แต่เชื่อว่าจากปัญหาเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัว ทำให้กำลังซื้อภายในประเทศลดลง ผู้ผลิตสินค้าจะผลิตสินค้าเพื่อส่งออกมากขึ้น เป็นแรงหนุนให้การส่งออกขยายตัว ซึ่งหากสถานการณ์การเมืองมีเสถียรภาพ เชื่อว่าการส่งออกปีนี้จะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 10% แน่นอน
สำหรับการนำเข้าที่ขยายตัวลดลงมากนั้น เชื่อว่าไม่กระทบต่อการลงทุนของภาคเอกชน แม้ว่ากลุ่มสินค้าทุนและวัตถุดิบ จะมีการนำเข้าลดลง แต่เป็นการนำเข้าลดลงเพียงชั่วคราว เพราะหากดูรายละเอียด เช่น น้ำมันดิบ ที่นำเข้าลดลง 21.8% มาจากปัญหาการปิดโรงกลั่น ทำให้มีการนำเข้ากลุ่มน้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มแทน ส่วนสินค้าทุนที่นำเข้าลดลงมาก คือ เรือ ลด 54.5% และเครื่องบินโดยสาร 26.3% เพราะเมื่อช่วงปีที่แล้วมีการนำเข้ามาแล้ว ส่วนทองคำมีการนำเข้าลด 68.1% เป็นผลมาจากราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น และเหล็กกล้า 29.5% เป็นผลจากอุตสาหกรรมเหล็กในตลาดโลกซบเซา
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือน มี.ค. 2557 อยู่ที่ 84.7 ลดลงจาก 85.7 ในเดือน ก.พ. 2557 เป็นระดับต่ำสุดในรอบ 57 เดือน นับแต่เดือน ก.ค. 2552โดยเป็นการลดลงทุกองค์ประกอบทั้งยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิตและผลประกอบการ ส่วนความเชื่อมั่นคาดการณ์ใน 3 เดือนข้างหน้าในภาพรวมอยู่ที่ 99.1 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 98.4 ในเดือนก.พ. 2557
อย่างไรก็ตาม ดัชนีเชื่อมั่นที่ลดลงอย่างต่อเนื่องเกิดจากปัญหาการเมือง ทำให้การบริโภคภายในชะลอตัวลง เห็นได้จากยอดคำสั่งซื้อและผู้ประกอบการขาดความเชื่อมั่นที่จะขยายการลงทุน ขณะที่ต้นทุนการผลิตปรับตัวสูงขึ้นและหากสถานการณ์ยืดเยื้อต่อไปจะส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถทางการแข่งขันโดยผู้ประกอบการเห็นว่ามีความจำเป็นมากที่ภาครัฐจะต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ด้านความเชื่อมั่นของธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 76.8 และ 82.6 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ 80.2 และ 86.7 ตามลำดับ ขณะที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ความเชื่อมั่นดีขึ้นมาอยู่ที่ 95.4 จาก 90.5 เนื่องจากส่งออกขยายตัวได้ดี







