posttoday
มาร์คลุยเคลียร์ขัดแย้งกู้ศรัทธา-ชิงนำแก้วิกฤต

มาร์คลุยเคลียร์ขัดแย้งกู้ศรัทธา-ชิงนำแก้วิกฤต

28 เมษายน 2557

ประชาธิปัตย์ขยับรอบใหม่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กระโดดออกมาอาสาเป็นตัวตั้งตัวตีผนึกกำลังแนวร่วมเดินหน้าหา “ทางออก”

โดย...ธนพล บางยี่ขัน

ประชาธิปัตย์ขยับรอบใหม่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กระโดดออกมาอาสาเป็นตัวตั้งตัวตีผนึกกำลังแนวร่วมเดินหน้าหา “ทางออก” ให้กับวิกฤตการเมืองที่ขมึงเกลียวต่างฝ่ายต่างชักเย่อยื้อกันไปมาจนทุกอย่างเข้าสู่สภาวะ “เดดล็อก”

แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายท่ามกลางสภาวะความขัดแย้งรุนแรงยิ่งในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ถึงขั้น “อภิสิทธิ์” ต้องออกตัวว่าไม่ใช่คนกลาง หนำซ้ำยังเป็นส่วนหนึ่งที่นำพาบ้านเมืองมาสู่จุดนี้ จึงต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่งที่เข้ามาร่วมแก้ปัญหาที่คาราคาซัง

ทว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้ประชาธิปัตย์ต้องออกตัวมาสวมบทพระเอกขี่ม้าขาวประสานแนวร่วมฟันฝ่าวิกฤตครั้งนี้ ด้านหนึ่งเพราะต้องการกู้ภาพลักษณ์ที่ถูกกัดเซาะเรื่อยมาในช่วงชุลมุนทางการเมือง

จากปรากฏการณ์การเคลื่อนไหวของ กปปส.กับมวลมหาประชาชนเรือนล้านออกมาร่วมแสดงพลังแสดงความแข็งแกร่ง แต่สถานะของประชาธิปัตย์กลับอ่อนแอลงเรื่อยๆ กลายเป็นเพียง “ลูกไล่” ที่ลอยตัวไปตามกระแสความขัดแย้ง

จนถึงขั้น อลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรค ต้องออกมากระตุกความคิด เตือนสติประชาธิปัตย์ ว่า ควรเป็นผู้นำสร้างทางออกจากวิกฤตมากกว่าเป็น “ขอนลอยน้ำ”

จากการตัดสินใจลาออกยกพรรคของ สส.ประชาธิปัตย์ เพราะไม่ยอมรับอำนาจการบริหารอันไม่ชอบธรรมของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เวลานั้น ได้เพิ่มพลังให้กับการเคลื่อนไหวของ กปปส. จนถึงขั้นทำให้ยิ่งลักษณ์ต้องยอมยุบสภาในวันที่ 9 ธ.ค. 2556 มาจนถึงการ “บอยคอต” ไม่ลงเลือกตั้งของประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา

แม้ด้านหนึ่งช่วยเพิ่มน้ำหนักนำไปสู่เป้าหมายของ กปปส.ที่ต้องการ “ปฏิรูป” ก่อน “เลือกตั้ง” แต่ผลอีกด้านหนึ่งกลับทำให้ถูกฝ่ายตรงข้ามออกมาตราหน้าว่า ประชาธิปัตย์ส่วนหนึ่งที่ซ้ำเติมปัญหาจนยากจะหาทางออกในปัจจุบัน ควบคู่ไปกับการดิสเครดิตทำลาย “จุดแข็ง” เรื่องการยืนหยัดรักษาระบบรัฐสภาที่สั่งสมมานานเกือบ 70 ปี ยังไม่รวมกับโจทย์ใหม่ว่าประชาธิปัตย์จะลงสนามเลือกตั้งรอบใหม่นี้หรือไม่ ซึ่งไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไร ล้วนแต่ต้องมีผลกระทบต่อประชาธิปัตย์

ดังนั้น ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญทางการเมืองขณะนี้ จึงถือเป็นโอกาสอันดี สำหรับประชาธิปัตย์กับการก้าวออกมาเป็นหัวขบวนที่จะพาประเทศพ้นวิกฤต ท่ามกลางสัญญาณความรุนแรงกำลังก่อตัวและอาจบานปลายไปสู่สงครามกลางเมือง หรือเปิดทางให้กองทัพออกมาล้มกระดาน

ถึงแม้จะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยสถานการณ์ที่มาถึงทางตัน ต่างฝ่ายต่างยืนยันในจุดยืนของตัวเองจนทางเดินที่เหลืออยู่ตีบตันไม่รู้จะไปทางไหนอย่างไร ทั้งการเคลื่อนไหวของ กปปส.ที่ลากยาวมานานเกือบครึ่งปี แต่ยังไม่อาจ “ปิดเกม” จนอ่อนกำลังลงไปเรื่อยๆ

ขณะที่เป้าหมายที่พยายามเดินไปก็กลับไกลห่างออกไปทุกที การรอลุ้นคำวินิจฉัยขององค์กรอิสระที่จะทำให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ตกเก้าอี้ จนเกิดสุญญากาศการเมือง เปิดประตูให้หยิบรัฐธรรมนูญมาตรา 7 มาใช้ เวลานี้ทาง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ก็เตรียมดัดหลังใช้มาตรานี้เช่นกัน

การเป็นคนกลางประสานหาทางออกของ อภิสิทธิ์ ในห้วงเวลานี้ จึงอาจเป็นการหาทางลงให้กับ กปปส.ที่กำลังค้างเติ่งเดินหน้าต่อไปก็ลำบากถอยหลังก็ไม่ได้

ในขณะที่ฝั่งรัฐบาลก็ไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้ เมื่อความพยายามของรัฐบาลที่จะผลักดันการเลือกตั้งให้เดินหน้าต่อไปจนได้ สส.ครบ 95% เพียงพอจะเปิดประชุมสภานัดแรก เพื่อเลือกนายกฯ ดูจะริบหรี่เต็มที แถมยังสุ่มเสี่ยงที่จะโมฆะซ้ำรอยเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา หากจะดันทุรังต่อไปในสภาวะเช่นนี้

นี่จึงอาจเป็นทางออกที่ทุกฝ่ายจำใจต้องยอมรับเพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรง หรืออำนาจนอกระบบที่จะเข้ามาแทรกแซงและทำให้ปัญหาเละหนักขึ้น

หากเป็นเช่นนั้นการขยับรอบนี้ของอภิสิทธิ์ย่อมจะช่วยกู้ภาพลักษณ์ของประชาธิปัตย์ให้กลับคืนมาในฐานะพระเอกขี่ม้าขาว และยืนหยัดในบทบาทของพรรคการเมืองที่ต้องเดินหน้าเลือกตั้ง แม้จะเป็นหนึ่งในเงื่อนไขควบคู่ไปกับการปฏิรูป แต่ก็ถือเป็นการประนีประนอมความขัดแย้งในสังคมให้สามารถกลับมาเดินหน้าร่วมกันและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

ปัญหาอยู่ตรงที่โมเดลของอภิสิทธิ์นั้นยังคลุมเครือ ไม่เปิดเผยเนื้อหาออกมาทั้งหมด มีเพียงแค่การนำเสนอกรอบกว้างๆ เรื่องการเลือกตั้งที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปไม่ใช่มาถกเถียงอะไรก่อนอะไรหลัง

ยึดหลักปฏิรูปภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้นำเสนอแนวคิดผ่านไปยัง กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ในฐานะเครือข่ายปฏิรูปประเทศร่วมกับ อิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และ นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ เลขาธิการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

ประเด็นที่ตกผลึกร่วมกันใน 3 ประเด็นหลัก คือ 1.การแก้ไขปัญหาประเทศต้องผูกกับการปฏิรูปที่ไม่ใช่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องแก้ระยะยาว 2.ต้องก้าวข้ามประเด็นเลือกตั้งก่อนปฏิรูป หรือปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง แต่เลือกตั้งต้องเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูป และ 3.แนวคิดนี้มีกลไกทางกฎหมายและการเมืองหลายแนวทาง

ทว่า ลำพังต้นทุนของประชาธิปัตย์ที่จะผลักดันเรื่องนี้ลำพังคงไม่เพียงพอ ทางออกคือการปลุกกระแสสร้างแนวร่วมเพื่อเพิ่มน้ำหนักการเคลื่อนไหว จึงถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในเวลานี้ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยกับ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.สส. วันที่ 28 เม.ย.นี้ ก่อนจะไปพูดคุยกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อนจะปิดท้ายพูดคุยกับ กปปส. และรัฐบาล

โจทย์สำคัญเวลานี้คือ สัญญาณรุนแรงที่หนักข้อขึ้นเรื่อยๆ เมื่อ “เส้นตาย” จากวันนัดชี้ชะตาสถานะของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ เข้าใกล้มาทุกที งานนี้จึงยิ่งเพิ่มความยากให้กับการเดินเกมหาทางออกที่มีเส้นตายกระชั้นชิด

หากพลาดพลั้งอาจไม่ทันการณ์ที่จะหลีกเลี่ยงความรุนแรง โดยเฉพาะเวลาทั้งสองฝ่ายต่างเริ่ม “วอร์มมวลชน” เตรียมกำหนดท่าทีการเคลื่อนไหวจนประเมินว่าคงเลี่ยงการเผชิญหน้าได้ยาก

กรอบเวลา 10 วัน ที่อภิสิทธิ์ขีดให้ตัวเองเดินนับจากนี้ จึงถือเป็นกรอบเวลาที่จะชี้วัดว่าทิศทางการเมืองนับจากนี้จะเดินหน้าต่อไปอย่างไร หากทุกฝ่ายขานรับในแนวทางนี้ แม้จะไม่สำเร็จได้ตรงตามที่ทุกฝ่ายต้องการ แต่อย่างน้อยก็อาจจะช่วยป้องกันความรุนแรง หรืออำนาจนอกระบบที่เข้ามาแทรกแซงและทำให้ทุกอย่างย่ำวนอยู่กับที่อย่างที่เคยเป็นมา

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท