posttoday
ยุโรปเจอลูกหลงเจ็บหนักมะกันจ่อคว่ำบาตรรัสเซียรอบใหม่

ยุโรปเจอลูกหลงเจ็บหนักมะกันจ่อคว่ำบาตรรัสเซียรอบใหม่

28 เมษายน 2557

ดูเหมือนว่าข้อตกลงเจนีวาระหว่างรัสเซียกับซีกโลกตะวันตก ที่เรียกร้องให้กลุ่มติดอาวุธทุกกลุ่มในยูเครนวางอาวุธและยุติการยึดสถานที่ราชการ

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

ดูเหมือนว่าข้อตกลงเจนีวาระหว่างรัสเซียกับซีกโลกตะวันตก ที่เรียกร้องให้กลุ่มติดอาวุธทุกกลุ่มในยูเครนวางอาวุธและยุติการยึดสถานที่ราชการ จะกลายเป็นกระดาษที่ไร้ความหมายไปเสียแล้ว หลังจากที่ความรุนแรงในภาคตะวันออกของยูเครนยังคงยกระดับขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง โดยมีการปะทะกันระหว่างกองทัพ ยูเครนกับกองกำลังฝักใฝ่รัสเซียหลายรอบในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ด้านมหาอำนาจสองฝ่าย ทั้งรัสเซียและสหรัฐ ต่างโทษว่าอีกฝ่ายเป็น ผู้ละเมิดข้อตกลงเจนีวาก่อน ขณะที่รัสเซียยังคงทำการซ้อมรบบริเวณชายแดนต่อไป จนทำให้เกิดความตึงเครียดไปทั่ว

ความตึงเครียดและความรุนแรงที่ยกระดับขึ้นอย่างไร้ทิศทาง ทำให้กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ (จี7) อันประกอบด้วย สหรัฐ แคนาดา อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่น ออกแถลงการณ์แสดงถึงข้อตกลงร่วมกันที่จะเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย โดยกล่าวหาว่า รัสเซียเป็น ผู้อยู่เบื้องหลังความขัดแย้งในยูเครน

ก่อนหน้านี้ สหรัฐและสหภาพยุโรป (อียู) ได้ทำการคว่ำบาตรรัสเซียไปแล้ว หลังจาก ที่รัสเซียเข้าผนวกดินแดนไครเมีย โดยออกมาตรการอายัดทรัพย์สินและระงับการออกวีซ่าเข้าอียูแก่ชาวรัสเซีย ผู้มีอิทธิพลที่มีความใกล้ชิดกับประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย รวมถึงใช้มาตรการเดียวกันนี้กับชนชั้นนำของ ยูเครนที่มีส่วนช่วยให้ไครเมียผนวกรวมกับรัสเซียด้วยเช่นกัน

ขณะที่การคว่ำบาตรในครั้งนี้ สหรัฐได้เผยตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมาว่า จะพุ่งเป้าไปที่กลุ่ม ผู้มีอิทธิพลทางด้านเศรษฐกิจของรัสเซียในภาคการเงินการธนาคาร และภาคพลังงาน ยังรวมถึงภาคอุตสาหกรรมหนัก ทั้งโลหะ เหมือง อาวุธ และวิศวกรรม

อย่างไรก็ดี แม้การยกระดับการคว่ำบาตรดูเหมือนจะมีผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อรัสเซียเป็นอย่างมาก ทว่าในความเป็นจริงแล้วผู้ได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าวกลับเป็นอียูเสียเอง

เนื่องจากเศรษฐกิจอียูมีความเกี่ยวโยงกับรัสเซียอย่างแนบแน่น และมากกว่าความเกี่ยวพันทางเศรฐกิจกับสหรัฐด้วยซ้ำ โดยในปี 2012 ที่ผ่านมา การค้าระหว่างอียูกับรัสเซียมูลค่าถึง 3.7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 11.9 ล้านล้านบาท) ขณะที่การค้าระหว่างอียูกับสหรัฐมูลค่าอยู่ที่ราว 2.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 8.3 แสนล้านบาท) เท่านั้น

พร้อมกันนี้ อียูยังถือเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในรัสเซีย โดยกว่า 75% ของการลงทุนทางตรง (เอฟดีไอ) ในรัสเซียมาจากอียู และมีบริษัทจากเยอรมนีกว่า 6,000 บริษัท ที่เข้าไปลงทุนอยู่ในรัสเซีย

จึงไม่น่าแปลกใจที่บริษัทต่างๆ ในยุโรปมี ความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจรัสเซีย จึงพยายาหามาตรการต่างๆ มารองรับการคว่ำบาตร เพื่อไม่ให้ผลประโยชน์ของตนในรัสเซียได้รับผลกระทบ โดยหนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทมส์ ของสหรัฐ รายงานว่า ขณะนี้บริษัทต่างๆ ในยุโรปกำลังพยายามล็อบบี้ฝ่ายการเมืองไม่ให้ยกระดับมาตรการคว่ำบาตรให้สูงขึ้นกว่านี้

“การคว่ำบาตรจะไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น นอกจากกระทบต่อเศรษฐกิจรัสเซียแล้ว ยังกระทบต่อเศรษฐกิจยุโรปทั้งหมดด้วย” ไรเนอร์ ซีล ประธานบริษัท วินเทอร์เชลล์ กล่าว ทั้งนี้ บริษัท วินเทอร์เชลล์ เป็นบริษัทด้านเคมีภัณฑ์ของเยอรมนีที่ต้องพึ่งพาพลังงานจากรัสเซีย

ขณะที่ในการออกมาตรการคว่ำบาตรครั้งแรกหลังจากที่รัสเซียทำการผนวกไครเมีย ที่ประชุมอียูต้องใช้เวลานานกว่าหนึ่งสัปดาห์ กว่าจะตกลงกันรูปแบบของมาตรการในการคว่ำบาตรพญาหมีขาวได้อย่างที่เห็นในปัจจุบันได้ โดยอังกฤษยืนกรานที่จะไม่ให้มีการคว่ำบาตรภาคการเงินของรัสเซีย เนื่องจากมีธนาคารอังกฤษหลายแห่งที่เข้าไปลงทุนอยู่ในรัสเซีย ขณะที่ฝรั่งเศสที่ถือเป็นผู้ค้าอาวุธรายใหญ่ให้แก่รัสเซีย ก็คัดค้านการคว่ำบาตรด้านยุทโธปกรณ์แก่รัสเซียเช่นกัน

ด้านพญาหมีขาว แม้ว่าจะได้รับความบอบช้ำจากการคว่ำบาตรก่อนหน้านี้มาแล้ว โดยการคว่ำบาตรส่งผลให้ตลาดทุนของพญาหมีขาวปรับตัวลดลงจากต้นปีไปแล้ว 15% ขณะที่ค่าเงินรูเบิลของรัสเซียอ่อนตัวลงเป็นอย่างมาก โดยปรับตัวลงไปอยู่ที่ราว 36.02 รูเบิล เมื่อเทียบกับสกุลเงินเหรียญสหรัฐ จากราว 33 รูเบิล ต่อ 1 เหรียญสหรัฐ เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ เศรษฐกิจรัสเซียยังต้องประสบกับภาวะเงินทุนไหลออกอย่างต่อเนื่อง จนสแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ปรับลดความน่าเชื่อถือด้านการลงทุนของรัสเซียไปอยู่ระดับต่ำสุดที่ BBB

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ต่างพูดตรงกันว่า รัสเซียไม่สิ้นไร้ไม้ตอกเสียทีเดียว เนื่องจากยังคงมีไพ่ตายสำหรับตอบโต้การคว่ำบาตร นั่นคือ การปิดท่อก๊าซที่ส่งออกไปยังยูเครนนั่นเอง ซึ่ง ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากอียู เนื่องจากการส่งออกก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียไปยังอียูกว่า 50% ต้องทำผ่านยูเครน

ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่นักวิเคราะห์พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า รัสเซียอาจปิดท่อส่งก๊าซเพื่อตอบโต้มาตรการคว่ำบาตร เนื่องจากก่อนหน้านี้รัสเซียเคยใช้การปิดท่อส่งก๊าซธรรมชาติเป็นเครื่องมือในการกดดันให้ประเทศผู้รับก๊าซ ดำเนินนโยบายตามที่ตนต้องการมาแล้ว

โดยในปี 2009 รัสเซียเคยตัดสินใจหยุดจำหน่ายก๊าซให้ยูเครนในวันที่หนาวที่สุดของ ปีมาแล้ว เพื่อบังคับไม่ให้ยูเครนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ที่ถือเป็นองค์กรที่เป็นศัตรูของรัสเซีย

ในปัจจุบันรัสเซียได้ทำการกดดันยูเครน โดย ก๊าซพรอม รัฐวิสาหกิจด้านพลังงาน รายใหญ่ของรัสเซีย ได้ขึ้นราคาค่าก๊าซธรรมชาติที่ส่งให้ยูเครนถึง 80% ภายในเดือนเดียว ขณะที่ประธานาธิบดีปูตินขู่ว่าจะขึ้นราคากว่านี้อีก ยกเว้นยูเครนจะยอมจ่ายค่าก๊าซให้ตรงเวลาและจ่ายหนี้ที่ยูเครนค้างชำระอยู่ราว 2,200 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7.04 หมื่นล้านบาท)

การปิดท่อส่งก๊าซไปยูเครนนั้น ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจอียูเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยอรมนีที่เป็น ผู้ส่งออกรถยนต์รายใหญ่ของอียู จะเสียศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลกไป เนื่องจากพลังงานถือเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญสำหรับอียู และพลังงานที่ใช้ทั้งหมดในอียู ต้องนำเข้าจากรัสเซียกว่า 45%

อย่างไรก็ดี การตัดสินใจปิดท่อส่งก๊าซอาจเป็นมาตรการสุดท้ายที่รัสเซียจะงัดออกมาใช้ เพราะเศรษฐกิจของรัสเซียต้องพึ่งการส่งออกพลังงานเป็นอย่างมาก โดยคิดเป็น 70% ของการส่งออกทั้งหมด ขณะที่ก๊าซที่ส่งออกไปยังอียูคิดเป็น 30% ของการส่งออกก๊าซทั้งหมด

การคว่ำบาตรรัสเซียจึงไม่ส่งผลกระทบเฉพาะแก่รัสเซียเท่านั้น แต่รวมถึงอียูที่มีความเกี่ยวพันทางเศรษฐกิจอย่างแนบแน่นกับรัสเซียด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ดี สหรัฐก็ถือเป็นพันธมิตรที่สำคัญสำหรับอียู ที่อียูจะเสียไปไม่ได้ อียูจึงต้องวางบทบาทอย่างระมัดระวังเป็นอย่างมากสำหรับวิกฤตยูเครนในครั้งนี้

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์