
กล้องเคปเลอร์ ค้นพบดาวที่อาจคล้ายโลก
นักดาราศาสตร์ในโครงการเคปเลอร์ขององค์การนาซา รายงานการค้นพบดาวเคราะห์ระบบอื่น
นักดาราศาสตร์ในโครงการเคปเลอร์ขององค์การนาซา รายงานการค้นพบดาวเคราะห์ระบบอื่นที่มีขนาดเกือบเท่าโลก และมีวงโคจรอยู่ห่างดาวฤกษ์ในเขตที่น้ำสามารถคงสภาพเป็นของเหลวอยู่บนพื้นผิวได้ ซึ่งเชื่อว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตในแบบที่เรารู้จัก
กล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศเมื่อเดือน มี.ค. 2552 เพื่อศึกษาดาวเคราะห์ระบบอื่น หรือดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ โดยมีเป้าหมายหลักในการค้นหาดาวเคราะห์ที่มีสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต
โครงการเคปเลอร์ตั้งชื่อตามนักดาราศาสตร์ชาวเยอรมัน โยฮันเนส เคปเลอร์ ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 เขาสามารถอธิบายการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ได้อย่างถูกต้อง ซึ่งนับเป็นผลงานที่นำความก้าวหน้ามาสู่วงการดาราศาสตร์และฟิสิกส์ ก่อนการมาถึงของกลศาสตร์นิวตัน
กล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์อยู่ในวงโคจรรอบดวงอาทิตย์โดยเคลื่อนที่ในอวกาศตามหลังโลก นักดาราศาสตร์ออกแบบให้กล้องเคปเลอร์หันไปในทิศทางเดียวในอวกาศ ทิศทางนั้นอยู่บริเวณกลุ่มดาวหงส์และกลุ่มดาวพิณ คิดเป็นพื้นที่ประมาณร้อยละ 0.25 ของทรงกลมฟ้าที่อยู่รอบตัวเรา คอยวัดความเข้มแสงของดาวฤกษ์ราว 1.5 แสนดวง เพื่อตรวจหาการลดลงของแสงดาว
หากพบว่าแสงของดาวฤกษ์ดวงใดมีการลดลงเล็กน้อยเป็นคาบอย่างสม่ำเสมอ แสดงว่ามีดาวเคราะห์เคลื่อนที่ผ่านหน้าดาวฤกษ์ดวงนั้น กล้องเคปเลอร์จึงไม่ได้ถ่ายภาพดาวเคราะห์โดยตรง แต่สังเกตจากการเปลี่ยนแปลงของแสงดาวฤกษ์ที่เป็นศูนย์กลางของระบบ
การคำนวณว่าดาวเคราะห์ที่พบอยู่ห่างดาวฤกษ์มากแค่ไหน สามารถหาได้จากคาบการโคจร (คาบการลดลงของแสงดาว) มวลของดาวเคราะห์ก็สามารถหาได้จากกฎของเคปเลอร์ ขนาดของดาวเคราะห์ก็วัดได้จากปริมาณแสงที่ลดลงขณะผ่านหน้าดาวฤกษ์
ดาวฤกษ์ที่กล้องเคปเลอร์สำรวจพบว่ามีดาวเคราะห์จะมีชื่อขึ้นต้นด้วย Kepler แล้วตามด้วยตัวเลข เช่น Kepler1, Keopler2, ... ดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดาวฤกษ์ดวงนั้นจะถูกตั้งชื่อตามดาวฤกษ์ ต่อท้ายด้วยตัวอักษรละตินตัวเล็ก โดยละอักษร a ไว้ และเรียงตามลำดับ เช่น เคปเลอร์20 บี (Kepler20b) เป็นดาวเคราะห์ดวงแรกของดาวเคปเลอร์20 เป็นต้น
ดาวเคราะห์ที่ตกเป็นเป้าสนใจล่าสุดนี้มีชื่อว่า เคปเลอร์186 เอฟ (Kepler186f) อยู่ห่าง 500 ปีแสง โคจรรอบดาวฤกษ์ที่จัดอยู่ในกลุ่มของดาวแคระแดง เป็นชนิดของดาวฤกษ์ที่เย็นกว่า เล็กกว่า และมีมวลน้อยกว่าดวงอาทิตย์ ซึ่งคาดว่ามีมากถึงราวร้อยละ 70 ของดาวฤกษ์ทั้งหมดในดาราจักรทางช้างเผือก
เคปเลอร์186 เอฟ เป็นหนึ่งในดาวเคราะห์ 5 ดวง ที่พบรอบดาวเคปเลอร์186 ดาวเคราะห์ดวงนี้อยู่ห่างจากดาวฤกษ์ในระยะที่น้ำมีสถานะเป็นของเหลวอยู่ได้บนพื้นผิวของดาวเคราะห์ ไม่ไกลเกินไปจนเป็นน้ำแข็ง หรือใกล้เกินไปจนน้ำระเหยไปหมด ผลการประเมินขนาดของดาวเคราะห์ดวงนี้ก็พบว่าน่าจะมีขนาดประมาณ 1.1 เท่าของขนาดโลก
ดาวเคราะห์เคปเลอร์186 เอฟ โคจรรอบดาวฤกษ์เคปเลอร์186 ด้วยคาบประมาณ 130 วัน ได้รับพลังงานจากดาวฤกษ์คิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 3 ของพลังงานที่โลกได้รับจากดวงอาทิตย์ หากเราไปยืนอยู่บนดาวเคราะห์ดวงนี้ จึงเห็นดาวฤกษ์สว่างน้อยกว่าที่เราเห็นดวงอาทิตย์บนโลก
นับตั้งแต่ พ.ศ. 2535 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน มีการค้นพบดาวเคราะห์ระบบอื่นมาแล้วรวมทั้งสิ้น 1,783 ดวง เป็นดาวเคราะห์ในเขตที่อยู่อาศัยได้เพียง 21 ดวง เคปเลอร์186 เอฟ เป็นดาวเคราะห์ที่คาดว่ามีขนาดใกล้เคียงโลกมากที่สุดในบรรดาดาวเคราะห์ที่อยู่ในเขตดังกล่าว
นักดาราศาสตร์เตือนว่าการที่ดาวเคราะห์ดวงนี้อยู่ในเขตที่อยู่อาศัยได้ก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งมีชีวิตในแบบที่เรารู้จักจะสามารถดำรงชีพอยู่ได้เสมอไป ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและบรรยากาศของดาว ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลลึกถึงขนาดนั้น และการวัดขนาดก็ยังมีความไม่แน่นอน เคปเลอร์186 เอฟ จึงยังไม่ถือว่าเป็นดาวคู่แฝดของโลก แต่การค้นพบนี้ก็เข้าใกล้เป้าหมายในการค้นหาดาวเคราะห์ที่เหมือนโลกมากที่สุด
ปรากฏการณ์ท้องฟ้า (27 เม.ย.–4 พ.ค.)
เวลาหัวค่ำมีดาวอังคารและดาวพฤหัสบดีเป็นดาวสว่างที่สุดบนท้องฟ้า ดาวอังคารมีสีส้มอมชมพู อยู่ทางทิศตะวันออกในกลุ่มดาวหญิงสาว ดาวอังคารจะเคลื่อนสูงขึ้น ผ่านจุดสูงสุดบนท้องฟ้าทิศใต้ในเวลา 4 ทุ่มครึ่ง และตกลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตกในเวลาตี 4 ครึ่ง
ดาวพฤหัสบดีอยู่ในกลุ่มดาวคนคู่ เมื่อท้องฟ้าเริ่มมืด ดาวพฤหัสบดีเป็นดาวดวงแรกๆ ที่เริ่มปรากฏให้เห็น โดยอยู่สูงใกล้จุดเหนือศีรษะ จากนั้นคล้อยต่ำลงไปทางทิศตะวันตก ตกลับขอบฟ้าในเวลา 5 ทุ่มเศษ
ดาวเสาร์อยู่ในกลุ่มดาวคันชั่ง ถัดจากกลุ่มดาวหญิงสาวไปทางทิศตะวันออก จึงขึ้นตามหลังดาวอังคาร เริ่มเห็นอยู่เหนือขอบฟ้าทิศตะวันออกราว 1 ทุ่มครึ่ง ดาวเสาร์ผ่านจุดสูงสุดบนท้องฟ้าทิศใต้ในเวลาตี 1 แล้วเคลื่อนไปอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ในเวลาเช้ามืด
ดาวศุกร์เริ่มโผล่พ้นขอบฟ้าทิศตะวันออกในเวลาก่อนตี 4 เล็กน้อย จากนั้นค่อยๆ เคลื่อนสูงขึ้น อยู่สูงบนท้องฟ้าทิศตะวันออกด้วยมุมเงย 30 องศา เมื่อท้องฟ้าสว่างจนกลบแสงของดาวศุกร์
ต้นสัปดาห์เป็นปลายข้างแรม ดวงจันทร์เสี้ยวบางๆ อยู่เหนือขอบฟ้าทิศตะวันออกในเวลาเช้ามืด วันที่ 28 เม.ย. เป็นวันสุดท้ายที่มีโอกาสเห็นดวงจันทร์ในเวลานี้ ดวงจันทร์เคลื่อนมาอยู่ระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ในวันที่ 29 เม.ย. เกิดสุริยุปราคาวงแหวน แม้สุริยุปราคาครั้งนี้จะเกิดในเวลากลางวันตามเวลาประเทศไทย แต่เราไม่สามารถเห็นได้ เนื่องจากเงาของดวงจันทร์พาดลงมาที่ซีกโลกใต้ ทำให้คนในออสเตรเลียมีโอกาสสังเกตสุริยุปราคาบางส่วนได้เกือบทั่วประเทศ
วันที่ 30 เม.ย. เข้าสู่ข้างขึ้น จันทร์เสี้ยวบางๆ อยู่ใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันตกในเวลาหัวค่ำ จากนั้นวันที่ 1 พ.ค. จันทร์เสี้ยวผ่านใกล้ดาวอัลเดบารัน หรือดาวตาวัว ซึ่งเป็นดาวสว่างในกลุ่มดาววัวที่ระยะ 3 องศา
วันที่ 29 เม.ย. สถานีอวกาศนานาชาติผ่านเหนือประเทศไทย เห็นเป็นดาวสว่างเคลื่อนที่บนท้องฟ้า กรุงเทพฯ และบริเวณใกล้เคียง เริ่มเห็นสถานีอวกาศใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันตกเฉียงเหนือในเวลา 19.18 น. จากนั้นเคลื่อนสูงขึ้นไปทางขวา ผ่านจุดสูงสุดทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือที่มุมเงยประมาณ 35 องศา ในเวลา 19.21 น. แล้วเคลื่อนเข้าสู่เงามืดของโลกทางทิศตะวันออกในอีกราว 1 นาทีถัดมา
วันที่ 1 พ.ค. เริ่มเห็นสถานีอวกาศใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันตกเฉียงเหนือในเวลา 19.16 น. จากนั้นเคลื่อนสูงขึ้นไปทางซ้าย ผ่านจุดสูงสุดทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ที่มุมเงยประมาณ 40 องศา ในเวลา 19.19 น. แล้วไปสิ้นสุดใกล้ขอบฟ้าทิศใต้ในเวลา 19.22 น.







