
ถวิล เปลี่ยนศรี มือบอมบ์เหมาลำ...ไล่ตระกูลชิน?
ไม่น่าเชื่อว่าคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดให้ “ถวิล เปลี่ยนศรี” ได้คืนเก้าอี้เลขาธิการ
โดย...พิเชษฐ์ ชูรักษ์ / ปริญญา ชูเลขา
ไม่น่าเชื่อว่าคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดให้ “ถวิล เปลี่ยนศรี” ได้คืนเก้าอี้เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จะกลายเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่อาจชี้เป็นชี้ตายให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องหลุดจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี และส่งผลให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อาจพ้นสภาพยกเข่ง กระทั่งส่งผลให้การเมืองไทยเดินเข้าสู่โหมด “สุญญากาศ” เต็มรูปแบบ
กรณีนี้จะเกิดขึ้นหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า คำสั่งย้าย ถวิล เป็นไปเพื่อประโยชน์ของตัวเองและเครือญาติตามที่ศาลปกครองสูงสุดได้นำร่องชี้ขาดไว้ก่อนหน้านี้
ดังนั้น การแต่งตั้ง พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เมื่อปี 2554 ด้วยการขยับ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี จาก ผบ.ตร. ไปนั่งเก้าอี้เลขาธิการ สมช. และเตะโด่ง ถวิล พ้นทางไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ ระดับ 11 จะเป็นตำนานการเมืองที่คลาสสิก
ด้วยถัดมาไม่นาน รัฐบาลชุดเดียวกันนี้ได้ย้าย พล.ต.อ.วิเชียร อีกรอบ ไปนั่งปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดทางให้ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร ขึ้นคร่อมเก้าอี้เลขาธิการ สมช.
ยิ่งคลาสสิกมากขึ้นหากทราบว่า ปรีดา พัฒนถาบุตร คือ “อา” ของ พล.ท.ภราดร ผู้ซึ่งชักนำ ร.ต.อ.ทักษิณ ชินวัตร นายตำรวจติดตามในขณะนั้น เข้าสู่ถนนการเมือง
อดีตที่เปิดทางให้ร้อยตำรวจเอกทะยานเข้าสู่เก้าอี้ผู้นำอย่างยิ่งใหญ่ในเวลาต่อมา กำลังตามมาปิดเกมการเมืองตระกูลชินวัตรด้วย เพราะการใช้อำนาจอันมิชอบของ ยิ่งลักษณ์ ในวันนี้หรือไม่...ยังต้องลุ้นคำตัดสินของศาล
อย่างไรก็ดี คดีของ ถวิล ที่ไปอยู่ในมือศาลรัฐธรรมนูญจะกลายเป็นชนวนระเบิดทางการเมืองช่วงเดือน พ.ค. และจะเป็นเงื่อนไขการ “เผด็จศึก” หรือ “แตกหัก” ของม็อบสองสี ระหว่างกลุ่ม กปปส. และกลุ่ม นปช. ที่ได้นัดดวลพลังกันไว้ล่วงหน้าในวันที่ศาลนัดชี้ขาดคดี
ตัว ถวิล ยังทึ่งต่อผลพวงที่ตัวเองได้ยื่นต่อสู้คดี เขาไม่คาดคิดว่าจะกลายเป็นแจ๊คผู้ฆ่ายักษ์หรือจะกลายเป็น “ฮีโร่” ในสายตาของ กปปส. แต่ถึงที่สุดคดีย้าย ถวิล อาจจะเป็นไพ่ใบสุดท้ายในการโค่นล้มระบอบทักษิณก็เป็นได้
...ย้อนไปดูช่วงเวลาอันเจ็บปวดของ ถวิล หลังจากต้องหลุดจากเก้าอี้
“2 ปี 6 เดือนที่ถูกย้าย แต่ละวันๆ นั่งตบยุงอย่างเดียว จนทำให้รู้สึกว่าตัวเองเกษียณไปแล้ว บางครั้งเผลอคิดว่าตัวเองเป็นอดีตข้าราชการ เพราะไม่มีอะไรให้ทำ ชีวิตเปลี่ยนไปจากเดิมหมด ในแต่ละวันผมกินเงินเดือนข้าราชการไปเปล่าๆ ยิ่งทำให้ตัวเองรู้สึกผิดเสียด้วยซ้ำ
“ผมตัดสินใจสู้ เพราะมั่นใจว่าสังคมเห็นชัดว่าผมถูกรังแกจริงๆ กรณีย้ายผมเพื่อให้ญาติตัวเองขึ้นมาเป็น ผบ.ตร แต่บางครั้งก็ท้อ เพราะเพื่อนๆ ข้าราชการด้วยกันก็บอกว่าสู้ไปก็แพ้เปล่าๆ เพราะไปสู้กับนายกรัฐมนตรี ยิ่งคนตระกูล (ชินวัตร) มีเครือข่ายเยอะ สู้ไปก็ไม่มีโอกาสชนะ เพราะคนอย่างนายกฯ ย่อมแพ้ไม่ได้ บางครั้งผมก็รู้สึกเขวเหมือนกัน แต่ยังมั่นใจว่าความเป็นธรรมยังมีอยู่จริง จึงกัดฟันสู้ต่อจนมาถึงวันนี้” ถวิล เล่าความรู้สึก
ในที่สุดศาลปกครองสูงสุดก็คืนความเป็นธรรมให้ ถวิล ซึ่งผลของคดีนี้ถูก ไพบูลย์ นิติตะวัน สว.สรรหา พร้อมคณะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสถานะการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และ ครม. ว่าเป็นการกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
“ในวันนี้ผมไม่ได้ยินดีหรือเสียใจด้วยที่รัฐบาลโดนอย่างนี้ โดยส่วนตัวผมก็ไม่ได้คิดจะไปฟ้องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ศาลอาญา หรือศาลแพ่ง เพราะผมไม่อยากได้เงินจาก ยิ่งลักษณ์ สักบาทเดียวก็ไม่เอา เสียเวลาเปล่าๆ คิดอย่างเดียวคืออยากกลับไปทำงาน ส่วนผลของคดีจะออกมาอย่างไรผมไม่ได้รับรู้ด้วย เพราะรัฐบาลนี้จะตายยกรัง หรือตายยกเข่ง หรือจะมาสะดุดขาตัวเองตายเอาง่ายๆ กับคดีข้าราชการตัวเล็กๆ อย่างผมก็เป็นได้ใครจะไปรู้”
“เพราะแม้แต่มวลมหาประชาชนออกมาชุมนุมกันเป็นแสนหรือเป็นล้านๆ คน ก็เคยทำกันมาแล้ว มากันไม่รู้กี่ครั้ง ปิดกรุงเทพมหานครก็ทำมาแล้ว แต่ ยิ่งลักษณ์ ยังไม่ไป แต่กรณีของผมอาจจะโป้งเดียวจอด รัฐบาลตายยกเข่งเหมาลำก็เป็นได้ หากจะเป็นไปเช่นนั้นก็เป็นไปตามกฎแห่งกรรมที่รัฐบาลนี้ได้เคยทำไว้กับผม” ถวิล ระบุ
ถวิล ย้ำหนักแน่นว่า คดีนี้เป็นคดีประโยชน์สาธารณะ เป็นสิทธิของข้าราชการคนหนึ่งที่จะฟ้องเอาผิดต่อผู้บังคับบัญชาได้ หากเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ ไม่เป็นธรรม แม้บุคคลคนนั้นจะเป็นนายกรัฐมนตรีก็ตาม ก็ต้องรับผิดชอบและรับโทษได้เช่นกัน
“ผมไม่ได้ไปสะดุดหัวแม่ตีนใครในรัฐบาลชุดนี้จนทำให้ฝ่ายใดโกรธหรือเกลียดชัง แต่ที่ต้องมาชดใช้กรรมกันอยู่จนมาถึงทุกวันนี้เป็นเพราะย้ายผม และผมไปร้องต่อศาลปกครองเมื่อ 2 ปีก่อน
“ตั้งแต่รัฐบาลตระกูลชินวัตรนี้เข้ามาบริหารประเทศ เขาจะเอาใครไปอยู่ที่ไหนก็ทำได้ตามอำเภอใจ เหมือนที่เคยทำมาตั้งแต่ปี 25442545 โดยเฉพาะโจทย์ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ค้างรอเป็น ผบ.ตร.อยู่ ตอนผมเป็นเลขาธิการ สมช. เคยโหวตเลือก ผบ.ตร. 2 ครั้ง ครั้งแรก พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ
“ครั้งที่สอง คือคนที่มาแย่งตำแหน่งเลขาธิการ สมช.ของผม คือ พล.ต.อ.วิเชียร ดังนั้นเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นมาก็คือความต้องการดันคนของตัวเองขึ้นมาในตำแหน่งที่ตัวเองใฝ่ฝันมานานแล้ว และเวลาไม่รอท่าอีกแล้ว ภายในปีนั้น พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ต้องเกษียณ ก็เลยเป็นเหตุให้ ยิ่งลักษณ์ เพ่งเล็งเอาคนที่ขวางอยู่ออกให้หมด
“นั่นคือ เอา พล.ต.อ.วิเชียร ออก แต่โดยความเป็นจริงเอา พล.ต.อ.วิเชียร ออกยากมาก เพราะมีกฎหมายตำรวจป้องกันคุ้มครองอยู่ จึงต้องเจรจาต่อรองกัน แม้ผมจะไม่รู้ว่าเขา (นายกรัฐมนตรีกับ พล.ต.อ.วิเชียร) ดีลอะไรกัน แต่หลังจากนั้น พล.ต.อ.วิเชียร ได้เป็นเลขาฯ สมช. แล้วยังได้เป็นประธานบอร์ดการทางพิเศษแห่งประเทศไทยอีกด้วย ซึ่งก็เข้าใจได้ว่าได้เป็นเลขาฯ สมช. ตามมากับแพ็กเกจชุดใหญ่มากมาย จึงทำให้เรื่องราวต่างๆ จบลงโดยง่าย
“เมื่อ พล.ต.อ.วิเชียร ตกลงจะมา สมช. นายกฯ ก็ต้องทำให้ตำแหน่ง สมช.ว่างลง นั่นคือเตะโด่งผมออกไป ก่อนหน้าผมโดนเด้ง ท่านวิเชียรยังยืนยันกับผมว่า ผม (พล.ต.อ.วิเชียร) จะสู้ เพราะมีกฎหมายตำรวจคุ้มครอง แต่สุดท้ายกลับดีลกันลงตัว สุดท้ายก็มาที่ผม รัฐบาลก็ต้องเตะผมออกไปเป็นที่ปรึกษา
“สิ่งที่ พล.ต.อ.วิเชียร คิดว่าเลขาฯ สมช.จะมีศักดิ์ศรีเทียบเท่ากับ ผบ.ตร. หรือไม่นั้น ต้องถามว่ามีศักดิ์ศรีในแง่ไหน ในแง่ที่เป็นตำแหน่งที่พอใจและรับดีลได้หรือเปล่า อันนี้ไม่ทราบ โดยทั้งหมดทั้งมวลนี้คือเหตุผลที่ศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องของผมไว้วินิจฉัย เพราะเหตุผลชัดเจนว่าการโยกย้ายผมเป็นไปเพื่อประโยชน์ของตัวเองหรือเครือญาติ โดยเป็นไปตามที่เขา (รัฐบาล) ล็อกไว้ เพราะจริงๆ แล้วรัฐบาลมีวาระตั้ง พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ เป็น ผบ.ตร.อยู่แล้ว ใครยืนขวางต้องเขี่ยออกให้หมด”
อย่างไรก็ตาม ถวิล ไม่ให้น้ำหนักสาเหตุถูกโยกย้ายเพราะอยู่ในตำแหน่งเลขาฯ สมช.ในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลชุดนี้ หรือเพราะเป็นคนทำงานอยู่ในศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เมื่อเหตุการณ์ปี 2553 ซึ่งมีกรณีพิพาทกับคนเสื้อแดง เพราะอยู่กันอีกหลายคนแต่ก็ไม่ถูกย้าย
“เช่น นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษก็อยู่ แต่ปัจจุบันเป็นข้าราชการระดับสูงคนสำคัญในฐานะเลขานุการ ศอ.รส. ทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมายข้อหากบฏกับแกนนำ กปปส.ในขณะนี้ แม้แต่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีต ผบ.ทบ. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ อดีตรอง ผบ.ทบ. ก็อยู่ คำถามคือ ทำไมรัฐบาลไม่เด้งคนเหล่านี้ แต่เจาะจงมาที่ผม
“ช่วงที่ผมทำงานกับ ศอฉ. ผมก็ไม่ได้ออกตัวแรงเหมือน ธาริต ทำ ท่านต่างหากที่ออกตัวแรงและเป็นเป้ามากกว่า รัฐบาลสั่งอะไรทำได้หมด ในตอนนั้นผมแถลงการณ์ในนาม ศอฉ.เพียงครั้งเดียว คือเรื่องระงับการทำธุรกรรมทางการเงินแกนนำ นปช. เรื่องอื่นๆ ไม่ได้เข้าไปยุ่ง
ถามตรงๆ...เพราะเป็นคนตรังบ้านเดียวกับนายกฯ ชวน หรือไม่ จึงถูกเพ่งเล็งว่าไม่เป็นพวก “ผมเกิดเพชรบุรี แต่ครอบครัวย้ายไปอยู่ที่ตรังตั้งแต่เด็ก แหลงใต้ยังไม่แข็งแรงเหมือนคนใต้” ถวิล เล่าอย่างอารมณ์ดี
“ดังนั้นสิ่งที่นายกฯ ไปแก้ต่างศาลปกครองว่าโยกย้ายผม เพราะผมมีความรู้ความสามารถงานด้านความมั่นคง จึงสมควรได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งที่สูงขึ้น คือที่ปรึกษานายกฯ เพื่อจะได้ไปช่วยงานขับเคลื่อนนโยบายด้านความมั่นคงทั้งระยะสั้นและระยะยาวที่รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาไม่เป็นความจริง โกหกทั้งเพ
“แม้แต่ศาลปกครองสูงสุดเองก็ยังไม่เชื่อ เพราะรู้ดีว่าเลขาธิการ สมช. เป็นตำแหน่งหัวหน้าหน่วยราชการขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี ในขณะที่ตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ เป็นตำแหน่งลอยๆ ขึ้นตรงต่อเลขาธิการนายกฯ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ต่ำกว่าด้วยซ้ำไป อีกเหตุผลที่ถือเป็นการกระทำความผิดคือการที่รัฐบาลชุดนี้โยกย้าย พล.ต.อ.วิเชียร ไปเป็นปลัดกระทรวงคมนาคม เพื่อแต่งตั้ง พล.ท.ภราดร เป็นเลขาฯ สมช. แทน ถือเป็นการทำลายระบบราชการอย่างรุนแรง
“ตัวอย่างนี้สะท้อนถึงการดิ้นรนวิ่งเต้นเพื่อเข้าสู่ตำแหน่ง เพราะเป็นการโยกย้ายข้ามหน่วยราชการ จากข้าราชการทหารมาเป็นข้าราชการพลเรือน โดยปกติตามระเบียบข้าราชการทำไม่ได้ ยกเว้นมีพลังไฮซูเปอร์พาวเวอร์ทางการเมืองจริงๆ จึงจะทำได้ และ พล.ท.ภราดร ก็เดินมาในแนวทางนี้”
ถวิล ฝากเรื่องนี้ไว้เป็นอุทาหรณ์กับรัฐบาลในอนาคตว่าระบบข้าราชการมีรากเหง้า แต่ละคนอยู่ในองค์กรมายาวนานในฐานะข้าราชการประจำ ฝ่ายการเมืองเข้ามาอยู่ไม่เกิน 4 ปีก็ไป
แม้อำนาจนายกฯ จะโยกย้ายข้าราชการคนใดก็ได้ แต่ต้องเป็นธรรมและถูกต้อง แต่หากโยกย้ายด้วยอคติส่วนตัวและผลประโยชน์ทางการเมือง คนระดับนายกรัฐมนตรีก็มีสิทธิผิดและโดนลงโทษได้เช่นกัน







