
รัฐแฉ....แดงยึดตึกชีวาทัยซุ่มยิง ยื่นเงื่อนไข 'ไม่สลาย ไม่เจรจา'
พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) แถลงว่า มีกลุ่มชายฉกรรจ์ 510 คน แต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่ขึ้นไปซุ่มยิงประชาชนบนชั้นที่ 24 อาคารชีวาทัย กรณียิงนายคริชณะ พาณิชย์พงส์ หรือ กำปั้น อดีตนักร้องสมาชิกวงบาซูค่ายอาร์เอส ได้รับบาดเจ็บ และมีญาติเสียชีวิตก็น่าจะมาจากการซุ่มยิงจากตึกนี้ โดยเจ้าหน้าที่เข้าไปกดดันอยู่ แต่ทำได้ลำบาก เพราะตึกอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ทั้งนี้สภาพการก่อจลาจลในพื้นที่ต่างๆ รอบการชุมนุมเป็นฝีมือของกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่ชื่อว่าเสื้อแดงทั้งสิ้น ซึ่งไม่ใช่มือที่สามแน่นอน เพราะพื้นที่เหล่านั้นไม่มีใครเข้าพื้นที่ได้ มีแต่กลุ่มเสื้อแดงเท่านั้น ดังนั้นแกนนำคนเสื้อแดงจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้
ทั้งนี้ ได้นำคลิปวิดีโอต่างๆ มาอธิบาย อาทิ คลิปผู้ก่อการร้ายใช้เด็กเป็นโล่มนุษย์ คลิปภาพชายชุดดำถือปืนที่ชุมชนบ่อนไก่ คลิปคนเสื้อแดงทำร้ายเจ้าหน้าที่ทหาร และแย่งปืนไปได้ รวมถึงคลิปการปล้นสะดมร้านสะดวกซื้อ การทำระเบิดเพลิง
พ.ต.อ.ทรงพล วัธนะชัย รองผู้บังคับการอำนวยการกองบัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) สามารถจับกุมคนเสื้อแดงดำเนินคดีได้ 11 คน โดยศาลแขวงดุสิตได้ตัดสินลงโทษทั้ง 1 ปี 6 เดือน และ 4 เดือน ตามลำดับ นอกจากนี้สามารถยึดล้อยางได้ 600 เส้น
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า การข่าวของรัฐบาลและศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ยืนยันชัดเจนว่า ขณะนี้เป้าหมายของผู้ใช้ความรุนแรง ผู้ก่อการร้าย ผู้บงการซึ่งอยู่ต่างประเทศ ต้องการสร้างความรุนแรงให้เกิดการสูญเสียต่อชีวิตประชาชนให้มากที่สุด ซึ่งได้มีการใช้อาวุธสงครามยิงนอกพื้นที่ชุมนุม และเข้าโจมตีเจ้าหน้าที่แม้กระทั่งประชาชนผู้บริสุทธิ์
นอกจากนี้ การข่าวยืนยันด้วยว่าผู้ก่อการร้ายและผู้บงการได้มีการจ้างนักกฎหมายจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย และมีความพยายามจะหยิบฉวยสถานการณ์ซึ่งตนเองเป็นผู้บงการและก่อให้เกิดการสูญเสียชีวิตนั้นไปสู่การดำเนินคดีตามกฎหมายในต่างประเทศ และต้องการให้เกิดผลเสียกับรัฐบาล
นายสาทิตย์ กล่าวว่า การกระชับวงล้อมที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1416 พ.ค.ที่ผ่านมา จะเห็นว่าสถานการณ์มีความบานปลาย มีการใช้กองกำลังติดอาวุธตอบโต้เจ้าหน้าที่ตลอดเวลา โดยรัฐบาลและ ศอฉ.มีข้อสังเกต คือ 1.พื้นที่ที่มีการปะทะอยู่ห่างจากพื้นที่ราชประสงค์ 1.52 กิโลเมตร แสดงให้เห็นว่าปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ถูกขัดขวางโดยมวลชนที่ใช้ความรุนแรงและกองกำลังติดอาวุธ
2.เหตุที่เกิดขึ้นเป็นเพราะมีการส่งมวลชนและกองกำลังติดอาวุธที่ใช้อาวุธหนักหลายชนิด เช่น เอ็ม 79 และ 3.การใช้อาวุธของเจ้าหน้าที่เป็นการป้องกันตัวจากการเข้าไปโจมตีเจ้าหน้าที่ ไม่ใช่เป็นปฏิบัติการโจมตีของเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้มีความพยายามบิดเบือนข้อมูลข่าวสารว่าทหารกำลังฆ่าประชาชนมือเปล่า ซึ่งไม่เป็นความจริง แต่กลุ่มผู้ก่อการร้ายมีเป้าหมายให้เกิดความรุนแรงให้มากที่สุด ขอให้ประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องอย่าเข้าไปในจุดปะทะ เพื่อไม่ให้เป็นเหยื่อของผู้ก่อการร้าย
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะมีการปฏิบัติการต่อไป จะให้มีผลกระทบต่อประชาชนให้น้อยที่สุด ขอย้ำว่าปฏิบัติการของรัฐบาลในขณะนี้มีความชอบธรรมตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ เพื่อที่จะนำความสงบสุขกลับคืนมา
“
ที่แกนนำ นปช.ขอให้ทหารหยุดยิงนั้น สามารถทำได้ทันทีด้วยการยุติการก่อการจลาจลและยุติการชุมนุม ทั้งนี้รัฐบาลไม่ได้ปฏิเสธการเจรจา เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยทำมาแล้ว 2 ครั้ง แต่ถูกล้มโต๊ะโดย นปช.ทั้งสิ้น จนสถานการณ์บานปลายถึงวันนี้ ดังนั้น นปช.ต้องยุติการชุมนุม ซึ่งสามารถประกาศได้ทันที” นายสาทิตย์ กล่าวนายปณิธาน วัฒนายากร โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลรับทราบข้อเสนอของกลุ่ม นปช.ที่เรียกร้องให้รัฐบาลหยุดยิงก่อนเพื่อเข้าสู่การเจรจา ซึ่งรัฐบาลยืนยันว่าเงื่อนไขของ นปช.ต้องมีความตั้งใจจริงด้วยการประกาศยุติการชุมนุม เพราะจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดให้กับสังคมไทย อีกทั้งการพูดคุยจะเกิดขึ้นได้ต้องยุติการโจมตีเจ้าหน้าที่ หยุดยิง และยุติการใช้กำลังในรูปแบบต่างๆ ต่อประชาชน และต้องยุติการก่อการจลาจลต่อบ้านเมืองด้วย
“
หากยุติการชุมนุมแล้ว แผนปรองดอง 5 ข้อก็จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ดังนั้นขอย้ำว่าการเจรจาจะเกิดขึ้นได้ แต่ต้องยุติการชุมนุม และหยุดยิง” นายปณิธาน กล่าวขณะที่ทหารนายหนึ่งซึ่งประจำอยู่แยกราชปรารภ เล่าว่า เมื่อกลางดึกวันที่ 16 พ.ค. ทหารได้ปะทะกับกองกำลังชุดดำตลอดทั้งคืน ยืนยันว่าไม่ใช่กลุ่ม นปช. เพราะลักษณะการใช้อาวุธผ่านการฝึกฝนมา ไม่น่าจะเป็นฝีมือของผู้ชุมนุมธรรมดาทั่วไป
“
กลุ่มนักรบชุดดำได้พยายามเดินมาตามแนวรถไฟมักกะสันเพื่อตีแนวทหารให้แตก และจะได้ส่งกำลังบำรุงเข้าไปที่แยกราชประสงค์ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ”นายทหารจาก ม.พัน.3 อีกนายหนึ่งประจำแยกศาลาแดง บอกว่า การยิงจรวดอาร์พีจีใส่โรงแรมดุสิตธานีเมื่อคืนวันที่ 16 พ.ค. ถือเป็นครั้งแรกที่มีการใช้อาวุธหนัก แสดงว่ากลุ่มผู้ชุมนุมมีอาวุธหนักจำนวนมาก และพร้อมยิงต่อสู้กับทหารได้ตลอดเวลา







