
ความขัดแย้งทางการเมือง
ระหว่างรอความขัดแย้งในการเมืองไทยคลี่คลาย บทความปลายเดือนนี้ขอเรียบเรียงเนื้อหาจากหนังสือรัฐศาสตร์คลาสสิกเล่มหนึ่ง คือ The Semisovereign People ของ E. E. Schattschneider (1892-1971) ในส่วนที่เกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมืองในระบอบที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ดังนี้
ระหว่างรอความขัดแย้งในการเมืองไทยคลี่คลาย บทความปลายเดือนนี้ขอเรียบเรียงเนื้อหาจากหนังสือรัฐศาสตร์คลาสสิกเล่มหนึ่ง คือ The Semisovereign People ของ E. E. Schattschneider (1892-1971) ในส่วนที่เกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมืองในระบอบที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ดังนี้
1 : ความขัดแย้งทางการเมืองแตกต่างจากการต่อสู้ในเกมกีฬาตรงที่ เกมกีฬานั้นแยกผู้เล่นและคนดูออกจากกัน คนดูไม่ส่งผลทำให้เกิดการแพ้ชนะในเกม แต่ในเกมการเมือง ประชาชนที่เป็น “คนดู” เป็นส่วนที่ไม่อาจแยกออกจากเกมได้ เพราะสามารถส่งผลทั้งต่อพลวัตของเกม ไปจนถึงการตัดสินผลให้แพ้ชนะได้มากพอๆ กัน หรืออาจจะมากกว่าการดำเนินการของแต่ละฝ่ายที่กระทำต่อกัน ท่าทีของคนดูต่อประเด็นความขัดแย้ง ความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไปได้เสมอระหว่างคนดูกับขั้วความขัดแย้งฝ่ายต่างๆ และโอกาสที่การต่อสู้ระหว่างขั้วความขัดแย้งจะชักนำคนดูให้ลงมาต่อสู้ร่วมกับฝ่ายของตน ทำให้การต่อสู้ในเกมการเมืองต้องจับตาเฝ้าระวังและกำหนดยุทธศาสตร์ทั้งต่อคู่ต่อสู้ตรงหน้าและต่อกระแสคนดูที่สามารถเปลี่ยนลงมาเป็นผู้เล่น หรือย้ายมาเป็นผู้ตัดสินได้โดยตลอดเวลา
2 : ขั้วความขัดแย้งมักมีอำนาจมากน้อยไม่เท่ากันในการกำหนดเกมและผลของมัน แต่ต้องตระหนักว่าความได้เปรียบและเสียเปรียบในเกมกลับมีความไม่เสถียรเปลี่ยนแปรได้ เพราะขั้วความขัดแย้งสามารถเปลี่ยนการจัดอำนาจและแต้มต่อระหว่างกันได้ใหม่ จากการขยายขอบเขตความขัดแย้งด้วยการระดมคนดูให้เข้ามาร่วมเป็นคนเล่น หรือพยายามจำกัดขอบเขตการต่อสู้และผู้เล่นให้อยู่ในระดับหรือในวงที่ตนสามารถจัดการควบคุมได้ หรือมิเช่นนั้นก็จากการเพิ่มจำนวนขั้วหรือฝ่ายใหม่ๆ เข้ามาในสนามความขัดแย้ง เพราะเมื่อมีฝ่ายที่ 3 ฝ่ายที่ 4 เพิ่มเข้ามา ย่อมส่งผลเปลี่ยนแปลงสถานภาพเดิมที่เคยเป็นมาระหว่างคู่ขัดแย้งสองฝ่าย รวมทั้งทำให้สมการอำนาจระหว่างฝ่ายทั้งสองและพลวัตกับผลลัพธ์ของการต่อสู้เปลี่ยนแปลงไปได้
3 : พลวัตความขัดแย้งจึงพิจารณาจากขอบเขตของมันที่จะจำกัดหรือขยายวง ทั้งจากความตั้งใจของแต่ละฝ่ายและจากการจรบรรจบของเหตุปัจจัยนอกเหนือความตั้งใจของฝ่ายใด สังคมหนึ่งๆ จะมีกลไกที่สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือก่อความขัดแย้งให้ขยายตัวจากจุดเล็กไปสู่ระดับทั้งสังคม เช่น อุดมการณ์ และ เครื่องมือสำหรับจำกัดวงความขัดแย้งให้เป็นเรื่องเฉพาะบุคคลที่เป็นคู่กรณี เช่น กฎหมายและศาลสถิตยุติธรรม แต่เครื่องมือบางอย่าง ก็สามารถส่งผลได้ทั้งสองทาง ขึ้นอยู่กับว่าจะมีใครใช้มันไปอย่างไรและต้องการผลักดันความขัดแย้งไปในทิศทางไหน
4 : ขั้วความขัดแย้งกลุ่มต่างๆ จะสร้างองค์กรหรือขบวนการขึ้นมาขับเคลื่อนผสมใช้กลไกและเครื่องมือที่มีอยู่เหล่านั้น พร้อมกับการระดมประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในฐานะคนเล่น หรือระดมทรัพยากรและการสนับสนุนจากประชาชนในฐานะคนดูหรือคนตัดสิน เพื่อ ผลักดันพลวัตของความขัดแย้งไปในทิศทางและ เป้าหมายที่ฝ่ายตนต้องการ องค์กรหรือขบวนการในความขัดแย้งจึงเป็นแหล่งรวมระดมอคติและเร่งเร้าอารมณ์ความรู้สึกมากกว่าการใช้ เหตุผลหรือลำพังแต่ข้อเท็จจริงล้วนๆ เพื่อทำให้คนดูที่มีโอกาสจะเปลี่ยนมาเป็นคนเล่นเข้าใจ ข้อเท็จจริงต่างๆ ในความหมายเดียวกับฝ่ายตน และยังคงสนับสนุนหรือเล่นในฝ่ายของตน
5 : การขยายตัวของขอบเขตความขัดแย้ง ที่ดึงจำนวนคนเข้ามาในสนามความขัดแย้งเพิ่มมากขึ้นๆ จะเปลี่ยนแปลงอำนาจการควบคุม ทิศทางความขัดแย้งและความสามารถจัดการภายในองค์การที่เป็นตัวขับเคลื่อนการต่อสู้ของแต่ละฝ่ายในทางที่เกิดความไม่แน่นอนมากขึ้น นั่นคือ ยิ่งความขัดแย้งขยายเป็นวงกว้างมากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งมีความไม่แน่นอนในการควบคุมสถานการณ์และทิศทางของความขัดแย้งมากขึ้นเท่านั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมันเปิดประตูให้แก่การจรบรรจบของเหตุปัจจัยที่หลากหลายมากขึ้น รวมถึงวิธีการใหม่ๆ ที่ไม่เคยใช้กันมาก่อน หรือไม่อาจใช้ได้ก่อนหน้านั้นที่ความขัดแย้งยังไม่ยกระดับ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงมักไม่เป็นไปอย่างที่ฝ่ายไหนคิดไว้ทั้งหมด คนชนะถ้าจะมีคนชนะจึงอาจมิใช่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดที่เป็นคู่กรณีเมื่อความขัดแย้งเริ่มต้น
6 : ความขัดแย้งในสังคมขนาดใหญ่ที่ หลากหลายกระจายตัวทำให้การแตกเป็นกลุ่มหรือฝักฝ่ายพลอยมีความหลากหลายด้วย ขณะที่ความขัดแย้งในสังคมขนาดเล็กจะก่อความตึงเครียดภายในเพิ่มสูงขึ้นเร็วกว่าในสังคมขนาดใหญ่ และจะตึงเครียดที่สุดเมื่อความขัดแย้งในสังคมลดลงเหลือเพียงประเด็นเดียวที่สร้างรอยแยกและทำให้การแบ่งข้างทางการเมืองเหลือเพียงสองฝ่าย ที่แต่ละฝ่ายพร้อมต่อสู้กันด้วยความรู้สึกอันเข้มข้นรุนแรงเพื่อให้ได้มา หรือรักษาไว้ซึ่งสิ่งอันมีคุณค่าที่เป็นประเด็นใจกลางในความขัดแย้งนั้น การลดการเผชิญหน้าอันตึงเครียดระหว่างขั้วความขัดแย้งอาจทำได้ ถ้ามีความขัดแย้งประเด็นอื่นแทรกเข้ามาใหม่ ที่จะเปลี่ยนการแบ่งกลุ่มหรือเกิดการแตกตัวออกไปจากขั้วความขัดแย้งเดิม







