
ฝันไกล...ไปไม่ถึงเลิกอุ้มจำนำข้าว
ผลจากการทำโครงการรับจำนำข้าวในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา พบว่า รัฐบาลให้เงิน 89 แสนล้านบาท
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
ผลจากการทำโครงการรับจำนำข้าวในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา พบว่า รัฐบาลให้เงิน 89 แสนล้านบาท มีการประเมินผลขาดทุนไม่น้อยกว่า 34 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนที่ขาดทุน 5060% ซึ่งถ้าเป็นการทำธุรกิจก็ถือว่าบริษัทนั้นเจ๊งไปแล้วเรียบร้อย สาเหตุที่บริษัทที่เจ๊งไม่เป็นท่า เพราะมีการทุจริตทุกขั้นตอนมีคนเกี่ยวข้องจำนวนมาก ซึ่งพบว่าในการรับจำนำข้าวต่อ 1 ฤดูกาลผลิตใช้เงินราว 1.5 แสนล้านบาท มีชาวนาเข้าโครงการ 1.2 ล้านคนจากชาวนาทั้งหมดกว่า 4 ล้านคน ในจำนวนคนที่ได้ประโยชน์พบว่ามีชาวนาที่ยากจนได้ประโยชน์จากโครงการจำนำข้าวจริงๆ เพียง 34 หมื่นล้านบาท ที่เหลือเป็นชาวนาที่ฐานะดี พ่อค้าโรงสี ผู้ส่งออก นักการเมือง รุมกินโต๊ะโครงการรับจำนำข้าวจนพุงกาง
ล่าสุด ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. พยายามพัฒนารูปแบบการให้สินเชื่อเพื่อส่งเสริมการเกษตรแบบครบวงจร ในโครงการสมาร์ท ฟาร์มเมอร์ เพื่อสนับสนุนเกษตรกรที่ทำนวัตกรรมใหม่ ส่วนหนึ่งหวังผลให้ลดการพึ่งพิงเงินรัฐบาลในการพยุงราคาสินค้าเกษตร ทั้งโครงการรับจำนำข้าว หรือแม้กระทั่งการประกันรายได้ เพราะทั้งสองโครงการนี้ล้วนทำให้โครงสร้างตลาดบิดเบือน
ธ.ก.ส. เตรียมเงิน 1,000 ล้านบาทไว้ปล่อยกู้ในโครงการสมาร์ท ฟาร์มเมอร์ เพื่อใช้ซื้อเครื่องจักรการเกษตร สนับสนุนการรวมกลุ่มทำการเกษตร การทำโรงสีชุมชน และใช้เครือข่ายของสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. และร้านค้าในเครือข่ายกว่า 1.2 หมื่นแห่งทั่วประเทศของโครงการบัตรสินเชื่อเกษตรกร เป็นคนรับซื้อผลผลิตและระบายสินค้าทั่วประเทศ เป้าหมายปีแรกคือการดึงผลผลิตข้าวหอมมะลิ 8 แสน1 ล้านตันจากผลผลิต 4 ล้านตันเข้ามาสู่เครือข่ายนี้ ทำให้เกษตรกรมีรายได้ดีเพราะไม่ต้องถูกกดราคาโดยพ่อค้าคนกลาง
นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า โครงการสมาร์ท ฟาร์มเมอร์ เป็นโครงการดีแต่คิดมาแบบไม่สุด อย่าลืมว่าชาวนา ชาวไร่ เก่งแต่เรื่องทำนา ทำไร ไม่เก่งเรื่องการแปรรูปหรือค้าขาย ซึ่งการซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรหรือสร้างโรงสีชุมชน ต้องดูต่อว่าจะใช้งานคุ้มหรือไม่ ถ้าใน 1 ปี โรงสีรับสีข้าวเฉพาะในชุมชน 23 เดือน แล้วเวลาที่เหลือจะทำอะไรในเมื่อดอกเบี้ยยังเดิน ขณะที่กลไกของสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. (สกต.) ในภาพรวมทั้งประเทศยังไม่ประสบความสำเร็จ จะช่วยรองรับการระบายผลผลิตได้ประสบความสำเร็จจริงไม่ ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของ ธ.ก.ส.ที่ต้องคิดให้รอบด้าน
ดังนั้น ภาพใหญ่ของการใช้งบประมาณปีละ 3-4 แสนล้านบาท เพื่ออุ้มโครงการรับจำนำข้าวควรต้องเลิกและปล่อยให้มีการซื้อขายตามกลไกตลาด รัฐบาลสามารถใช้งบเพียง 5 หมื่นล้านบาท เพื่อมาตั้งกองทุนสนับสนุนงานด้านวิจัยพันธุ์ข้าว และพัฒนาเครื่องจักรกลการเกษตร ซึ่งปัจจุบันไทยเป็นที่ 3 รองจากญี่ปุ่นและเกาหลีเท่านั้น เชื่อว่าเพิ่มคุณภาพข้าวและผลผลิตต่อไร่จะเป็นสิ่งที่ชาวนาต้องการมากกว่า
นอกจากนี้ ยังสามารถใช้เงินตั้งกองทุนเพื่อทำใน 2 เรื่อง คือ กองทุนประกันราคากรณีที่ราคาผันผวน โดยให้ตั้งราคารับประกันที่ราคาต้นทุน ไม่ใช่รับประกันราคาแบบบวกกำไรเหมือนสมัยที่ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล และกองทุนประกันความเสี่ยงด้านผลผลิต ซึ่งทำสำเร็จมาแล้วจากการประกันดัชนีดินฟ้าอากาศของข้าวโพด ซึ่งทั้งสองกรณีนี้เกษตรกรที่ต้องการเข้าโครงการมีส่วนต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนนี้ด้วย
ขณะที่ กอบสุข เอี่ยมสุรีย์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย แนะให้รัฐบาลใหม่ที่เข้ามาบริหารประเทศควรยกเลิกจำนำข้าว และปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด จะทำให้ผู้ส่งออกข้าวมีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น เพราะที่ผ่านมาผู้ส่งออกตัวจริงเสียงจริงกลับเข้าไปถึงโครงการรับจำนำ
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอเรื่องยกเลิกการจำนำข้าวเพื่ออุ้มชาวนาคงจะเลิกได้ยาก เพราะแทบทุกรัฐบาลใช้เรื่องการพยุงราคาพืชผลทางการเกษตร เอาเป็นเครื่องมือในการตกเขียวเกษตรกรและครอบครัวเกษตรกรที่เป็นฐานเสียงกว่าครึ่งค่อนประเทศ อีกทั้งผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นก็วนกลับไปหากลุ่มทุนการเมือง ตัวนักการเมืองที่ต้องส่งส่วยเข้าพรรค นับเป็นวงจรอุบาทว์ที่ใช้เงินภาษีประชาชนเอาไปทำโครงการทุจริต ที่สำคัญผลจากการทำโครงการรับจำนำช่วงที่ผ่านมา ทำให้รัฐบาลมีภาระหนี้สินที่แฝงอยู่ในงบดุลของ ธ.ก.ส. มากกว่า 45 แสนล้านบาท ถือเป็นภาระต่องบประมาณที่ต้องจัดสรรเงินไปจ่ายเป็นเงินต้นและดอกเบี้ยอีกเป็นสิบปีนับจากนี้
ด้วยภาระที่พะรุงพะรังดังกล่าว และบทเรียนจากการรับจำนำข้าวแพง ทำให้ไทยเสียแชมป์ผู้ส่งออกข้าว กลไกตลาดเสียหายยับเยิน และหนี้สินเก่าอีก 4 5แสนล้านบาทที่ยังไม่มีที่ท่าว่าจะใช้ได้หมดง่ายๆ นอกจากนี้ ยังเหลือภาระหนี้อีก 9 หมื่นล้านบาทที่ยังค้างจ่ายเกษตรกรเกือบ 1 ล้านรายที่รอเงินอยู่
ทำให้การเดินหน้าโครงการประชานิยมในการพยุงราคาสินค้าเกษตรของรัฐบาลใหม่จะต้องทำแบบระมัดระวัง เพราะขณะนี้รัฐบาลมีข้อจำกัดเรื่องรายได้ภาษีที่คาดว่าจะหล่นวูบไม่น้อยกว่า 4-5 หมื่นล้านบาท จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลใหม่จะเข้ามาบริหารประเทศต้องตีให้แตก ว่าจะช่วยเหลือเกษตรกรด้วยรูปแบบใดเพื่อไม่ให้ซ้ำรอยพิษจำนำข้าวที่กำลังสั่นคลอนเก้าอี้นายกฯ รัฐบาลเช่นในขณะนี้







