
ต้องพึ่งตัวเอง
ถ้าพิจารณาเหตุผลของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่มีมติ 6 ต่อ 1 ให้คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับ 2% หลังจากได้ตัดสินใจลดดอกเบี้ยลงมา 2 รอบ รวม 0.5% แต่ตลาดการเงินและสถาบันการเงินไม่ตอบสนองกับการดำเนินนโยบายแม้แต่น้อย จะสามารถเห็นร่องรอยของปัญหาในการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของประเทศ
ถ้าพิจารณาเหตุผลของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่มีมติ 6 ต่อ 1 ให้คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับ 2% หลังจากได้ตัดสินใจลดดอกเบี้ยลงมา 2 รอบ รวม 0.5% แต่ตลาดการเงินและสถาบันการเงินไม่ตอบสนองกับการดำเนินนโยบายแม้แต่น้อย จะสามารถเห็นร่องรอยของปัญหาในการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของประเทศ
คณะกรรมการ กนง. ให้เหตุผลว่า การตัดสินใจคงดอกเบี้ยไว้แทนที่จะลดดอกเบี้ยในภาวะที่เศรษฐกิจทรุดหนักนั้น เป็นเพราะดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันเป็นระดับที่ผ่อนปรนเพียงพอในการสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว และเศรษฐกิจไทยที่มีความเสี่ยงในการชะลอตัวนั้นมิได้เกิดจากปัญหาของกลไกทางเศรษฐกิจ หรือเกิดจากปัญหาของกลไกการเงิน แต่มาจากปัจจัยการเมืองเป็นหลัก และมีแนวโน้มว่าเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ของปีนี้ก็จะติดลบอีก
เมื่อเป็นเช่นนี้เท่ากับว่า เครื่องมือทางการเงิน หรืออาวุธหลักในการกอบกู้เศรษฐกิจที่ทรุดต่ำลงมาอย่างต่อเนื่อง จนเข้าสู่ภาวะการถดถอยทางเศรษฐกิจในระยะเวลาอันใกล้นี้ จะไม่เหลืออะไรให้นักลงทุนและผู้ประกอบการคาดหวังได้
เพราะหน้าต่างของการใช้ดอกเบี้ยในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจได้ถูกลั่นดาลเอาไว้แล้ว หลังจากมีการตัดสินในลดดอกเบี้ยมาแล้ว 2 ครั้ง แต่ไม่ทำให้กลไกตลาดเงินตอบสนองได้ แถมทำให้เกิดปัญหาเสือนอนกินมาทำกำไรจากดอกเบี้ยนโยบายกันอย่างคึกคัก ในขณะที่ระบบเศรษฐกิจโดยรวมไม่ได้รับอานิสงส์แม้แต่น้อย
พิจารณาได้จากการลดดอกเบี้ยเงินฝากของสถาบันการเงินลงมา 0.25% แต่มีการลดดอกเบี้ยเงินกู้ในระบบลงประปรายแค่ 0.125%
ครั้นจะไปหวังว่า รัฐบาลจะมีการใช้นโยบายการคลัง นโยบายภาษีจากรัฐบาลรักษาการมากอบกู้เศรษฐกิจที่หัวทิ่มหัวตำก็คงต้องเลิกหวัง เพราะนายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้นำประเทศได้แสดงฝีมือให้เห็นมาหลายรอบแล้วว่า ในยามวิกฤตนายกรัฐมนตรีทำได้แค่เรียกประชุมหัวหน้าส่วนราชการและมอบหมายให้เข้าไปแก้ปัญหาเท่านั้น ขาดการชี้นำทางนโยบาย หรือเป้าหมายในการแก้ปัญหา
ขณะที่รัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงเศรษฐกิจก็ทำได้แค่ออกมาอธิบายว่า เศรษฐกิจมีความสุ่มเสี่ยงในการขยายตัวต่ำกว่าเป้าหมาย แต่ไร้มาตรการแก้ไขใดๆ ออกมา นอกเหนือจากประกาศหว่านล้อมให้ประชาชนที่ทนทุกข์มาเลือกตั้งตัวเองกลับมาทำหน้าที่ผู้แทน
ชะตากรรมเศรษฐกิจไทย จึงฝากไว้กับฝีมือของผู้บริหารธุรกิจแต่ละรายว่า จะกำหนดยุทธศาสตร์และแผนรองรับวิกฤตได้ดีแค่ไหน เลิกฝากความหวังไว้กับรัฐบาลรักษาการ และการทำงานของข้าราชการในการกอบกู้เศรษฐกิจในปีนี้กันได้แล้ว







