posttoday
ทางเลือกนโยบายสวัสดิการสังคมบทเรียนจากต่างประเทศ

ทางเลือกนโยบายสวัสดิการสังคมบทเรียนจากต่างประเทศ

25 เมษายน 2557

ในวันนี้สังคมไทยกำลังวิพากษ์วิจารณ์กันในนโยบายการแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางสังคม ซึ่งหลายคนมอง “นโยบายประชานิยม” เป็นนโยบายที่ไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาความยากจนในระยะยาวจริงๆ และมองว่าไม่มีประสิทธิภาพในการช่วยเหลือคนยากจนจริงๆ

ในวันนี้สังคมไทยกำลังวิพากษ์วิจารณ์กันในนโยบายการแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางสังคม ซึ่งหลายคนมอง “นโยบายประชานิยม” เป็นนโยบายที่ไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาความยากจนในระยะยาวจริงๆ และมองว่าไม่มีประสิทธิภาพในการช่วยเหลือคนยากจนจริงๆ

ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่พวกเราต้องมาร่วมกันระดมสมองช่วยกันคิดว่า นโยบายช่วยเหลือคนยากจนใดที่จะมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการเข้าถึงผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง

ผมอยากจะกล่าวถึงนโยบายที่ทำกันในต่างประเทศที่เรียกกันว่า Conditional Cash Transfer (CCT) ซึ่งเป็นการโอนเงินให้คนยากจนแบบมี “เงื่อนไข” ผมคิดว่าหลายคนอาจจะมองว่าการแก้ปัญหาความยากจนด้วยการเอาเงินให้กับคนจนเลยเป็นเรื่องที่ไม่ดี เพราะมันจะทำให้คนยากจนไม่พึ่งตนเอง แต่หันมาพึ่งเงินที่รัฐให้แทน

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันมีหลายประเทศที่กำลังทำนโยบายโอนเงินให้คนจนนี้อยู่ เช่น บราซิล ชิลี อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ซึ่งวิธีการโอนเงินให้กับคนยากจนบางทีอาจจะมีผลดีก็ได้นะครับ ซึ่งในแต่ประเทศเหล่านี้เขาดำเนินการด้วยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่มากกว่าให้เงินเฉยๆ

นโยบาย CCT นี้กำลังเป็นที่แพร่หลายในประเทศกำลังพัฒนา (Developing Countries) และประเทศที่มีรายได้ระดับกลาง (Middleincome Countries) โดยโครงการ CCT จะให้เงินกับคนยากจนเมื่อพวกเขาทำตามเงื่อนไขที่กำหนด เช่น ส่งลูกเข้าโรงเรียนและห้ามขาดเรียนเกิน 15% ให้ลูกฉีดวัคซีน ฯลฯ

อีกทั้งเงินที่ให้ไม่ใช่เป็นเงินก้อนใหญ่ เป็นเงินจำนวนไม่มากแต่สามารถทำให้คนยากจนสามารถซื้อหาปัจจัยพื้นฐาน เช่น อาหาร เสื้อผ้า ยารักษาโรค ซ่อมแซมที่อยู่อาศัยได้ ในประเทศบราซิล มีการรายงานว่า โครงการดังกล่าวทำให้จำนวนของคนยากจนลดลง ความไม่เท่าเทียมกันด้านรายได้ลดลง โดยได้วางเงื่อนไขให้ครัวเรือนที่ยากจนต้องส่งลูกอายุตั้งแต่ 615 ปีเข้าโรงเรียน ซึ่งเป็นการขยายโอกาสทางอาชีพให้พวกเขาในอนาคต พร้อมทั้งให้ครัวเรือนเหล่านั้นดูแลด้านสุขภาพแก่คน

ในครอบครัวโดยเฉพาะเด็กๆ อายุน้อยกว่า 6 ขวบ ต้องได้รับการฉีดวัคซีนด้วย นอกจากนี้ ในกรณีของบราซิลโครงการนี้ยังใช้เงินเพียง 0.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศเท่านั้น

อย่างไรก็ดี CCT น่าจะไม่ใช่ยาวิเศษ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาความยากจนเท่านั้น เพราะว่ามันจะแก้ปัญหาความยากจนของการมีรายได้ต่ำมากจนขาดปัจจัยสี่ ขาดการศึกษา และเข้าไม่ถึงบริการสาธารณสุขได้เท่านั้น แต่ปัญหาความยากจนที่มีต้นตอจากปัญหาสังคมอื่นๆ เช่น การติดยาเสพติด ความรุนแรงในครัวเรือน ครอบครัวแตกแยกนั้น เงินจาก CCT อาจจะไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้ดีนัก

สำหรับความเหมาะสมที่จะนำนโยบาย CCT มาใช้กับประเทศไทยนั้น ผมคิดว่าเราควรมีการศึกษาวิจัยว่า นโยบาย CCT จะสามารถถูกออกแบบมาให้เข้ากับบริบทของเศรษฐกิจและสังคมไทยได้หรือไม่

คนจนที่ควรได้รับเงินคือใคร และควรมีการกำหนดเงื่อนไขอย่างไร นโยบายจะสามารถช่วยตัดวงจรแห่งความยากจนได้หรือไม่ เพราะประเทศไทยเรายังมีคนยากจนอยู่อีกมาก ซึ่งนิยามเส้นความยากจนระบุว่ามีประชากรไทยประมาณกว่า 5 ล้านคน ที่เป็น “คนจน” ครับ

ข่าวล่าสุด

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล