
ภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ
กระทรวงการคลังได้ติดตามผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการชุมนุมมาโดยตลอด และยืนยันว่ายิ่งการชุมนุมยืดเยื้อมากเท่าไร ก็ทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลง ตามสมมติฐานที่คลังประเมินไว้
กระทรวงการคลังได้ติดตามผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการชุมนุมมาโดยตลอด และยืนยันว่ายิ่งการชุมนุมยืดเยื้อมากเท่าไร ก็ทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลง ตามสมมติฐานที่คลังประเมินไว้
โดย...ทีมข่าวการเงิน
การปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่และกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างดุเดือดตลอดช่วง 3-4 วันที่ผ่านมา
พร้อมกับคำขู่ของรัฐบาลที่ประกาศว่าจะประกาศกฎอัยการศึกหรือเคอร์ฟิว
ในเชิงเศรษฐกิจถือว่าได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงเรียกได้ว่าขณะนี้อยู่ใน "ภาวะฉุกเฉิน" โดยเฉพาะในเรื่องภาพลักษณ์ของประเทศที่เสียหายอย่างหนัก นักท่องเที่ยว นักลงทุน นักธุรกิจต่างเข็ดขยาดหวาดหวั่นกับมิคสัญญีที่เกิดขึ้น
ธุรกิจห้างร้านในเขตศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของกรุงเทพฯต้องประกาศปิดชั่วคราวจำนวนมาก
อาทิ ธุรกิจประกันปิดสำนักงานใหญ่และสาขาไป 20 แห่ง, ธนาคารพาณิชย์ต้องปิดย้ายไปเกือบ 40 สาขา ร้านค้ารายย่อยนับพันแห่งปิดไม่รู้กำหนด ขณะที่ร้านค้าในละแวกใกล้เคียงที่เปิดขายก็ไม่มีลูกค้า ยังไม่นับรวมผลกระทบทางจิตใจของผู้พักอาศัยและผู้ทำงานในพื้นที่ดังกล่าว ที่ยังไม่รู้ว่าจะเรียกขวัญกลับมาได้แค่ไหน
สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้คาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2553 จะขยายตัวที่ระดับ 4.5%
ขณะที่ตัวเลขที่เลวร้ายที่สุดคือ จีดีพีลดลง 1.3%
ด้านธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินก่อนหน้านี้ว่าเศรษฐกิจไทยมีโอกาสเติบโตมากที่สุดได้ถึง 5.8%
ส่วนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เตรียมจะแถลงตัวเลขจีดีพีไตรมาส 1 ว่าจะขยายตัวได้ระดับถึง 9%
แต่ทุกอย่างดูเหมือนว่าจะฝันสลายเมื่อเกิดเหตุสมรภูมิรบในกรุงเทพฯ และถูกประโคมข่าวออกไปทั่วโลก
ในมุมมองของ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เชื่อว่า ผลกระทบยังอยู่ในกรอบที่กระทรวงการคลังเคยคาดการณ์ไว้กรณีที่สถานการณ์ยืดเยื้อและรุนแรง
ทั้งนี้กระทรวงการคลังได้ติดตามผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการชุมนุมมาโดยตลอด และยืนยันว่ายิ่งการชุมนุมยืดเยื้อมากเท่าไร ก็ทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลง ตามสมมติฐานที่คลังประเมินไว้
ผลกระทบทางตรงระยะสั้นก็เห็นกันไปแล้ว ก็จะมีผลต่อเนื่องที่ต้องติดตาม แต่มั่นใจว่ามาตรการดูแลความสงบของ ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) จะทำให้บ้านเมืองกลับมาสงบได้
สำหรับการประกาศเคอร์ฟิวของรัฐบาล คาดว่าประกาศเพื่อเป็นการควบคุมสถานการณ์ในช่วงกลางคืน แต่ก็มีประชาชนส่วนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบเมื่อออกไปทำงานแล้วต้องรีบเดินทางกลับบ้านในช่วงเวลาดังกล่าว ก็ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสาร
ส่วนเจ้าหน้าที่ก็ต้องแยกแยะประชาชนผู้บริสุทธิ์ กับผู้ก่อการร้ายให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งที่ผ่านมายังมีชาวบ้านที่ไม่รู้เรื่อง ถูกใช้เป็นเกราะกำบังให้บรรดาแกนนำ เป็นการใช้ชีวิตคนเพื่อเป็นเครื่องมือต่อรอง
จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่สำคัญ ที่ทำให้รัฐบาลยังไม่เข้าสลายการชุมนุม ฝ่ายมั่นคงก็ต้องวิเคราะห์ข้อมูลให้ชัดเจน
รมว.คลังยอมรับว่า เข้าใจอารมณ์ของทุกคนว่าอยากให้จบเร็ว แต่มันไม่สร้างสรรค์ ที่ว่าไม่สร้างสรรค์เพราะเราก็มักพูดตามอารมณ์ว่าเมื่อไรจะจบซะที ซึ่งคำว่า เร็ว ในที่นี้หมายถึง สลายการชุมนุม การที่เราอยู่ตรงนี้ทำให้รู้ว่าถ้าสลายการชุมนุม แต่คนพวกนี้มีอาวุธ ขนาดไม่สลายยังมีคนตาย 20 คน
“เพราะฉะนั้นอย่าไปเร็วๆ เลย เพราะจะเสียหายมากกว่าที่คิดไว้ แต่ต้องหาทางเลือกว่าคืออะไร ซึ่งก็เข้าใจอีกว่าประชาชนอยากรู้ว่าทางเลือกของรัฐบาลคืออะไร แต่ถ้าสุดท้ายรัฐบาลเปิดโรดแมปหาทางลงให้แล้วยังไม่ยอม เราจะปล่อยให้ยืดเยื้อไปเรื่อยๆ ต่อไปก็คงเป็นไปไม่ได้” นายกรณ์ กล่าว
นอกจากนี้ รมว.คลังยืนยันว่า จากปัญหาการชุมนุมจะมีผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายการคลัง แค่ในเรื่องการจำหน่ายพันธบัตรไทยเข้มแข็งเท่านั้น
ส่วนมาตรการอื่นๆ ยังดำเนินการได้ เช่น การพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 ก็จะมีการเสนอเข้าสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 24 พ.ค.นี้
ถือเป็นงบประมาณที่สูงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์คือ 2.07 ล้านล้านบาท
“เป็นเงื่อนไขหนึ่งที่รัฐบาลต้องผลักดันให้สำเร็จ เพราะมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ” รมว.คลัง ระบุ
ขณะที่การให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม ที่ขยายวงกว้างมากขึ้นจากเดิมที่กระทบแค่พื้นที่ราชประสงค์
รมว.คลัง ประเมินว่า การให้ความช่วยเหลือจะต้องรอดูในขั้นสุดท้าย โดยผลที่มีต่อราชประสงค์กินระยะเวลายาวนาน และเห็นผลชัดเจน พื้นที่ราชประสงค์จึงเป็นกรณีเดียวที่รัฐจะเข้าไปช่วยได้
ส่วนพื้นที่อื่นๆ ยังประเมินไม่ได้ แต่ถ้าเกิดผลกระทบ รัฐก็ต้องหาวิธีเยียวยา
นางเสาวนีย์ กมลบุตร รองปลัดกระทรวงการคลัง หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายได้ กล่าวว่า หากไม่มีการชุมนุม คลังจะปรับประมาณการรายได้เพิ่ม เพราะกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ประเมินเศรษฐกิจจะโตได้ดีถึง 6-7% ต่อปี
แต่เมื่อมามีเหตุการชุมนุมยืดเยื้อทำให้ไม่มั่นใจว่าการบริโภคจะดีเหมือนเดิมหรือไม่ ขณะที่การท่องเที่ยวได้รับผลกระทบมาก
นอกจากนั้น ได้สั่งให้ทุกกรมภาษีประเมินผลกระทบที่เกิดจากม็อบแดงชุมนุมตลอดเดือน มี.ค. ถึง พ.ค. 2553 ว่า จะมีผลกระทบกับการเก็บภาษีของกรมอย่างไรบ้าง เพื่อนำมาประเมินว่าการเก็บรายได้รัฐบาลทั้งปีจะได้เกินเป้าที่ตั้งไว้ 1.7 แสนล้านบาทหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ยังมีความมั่นใจว่าจะทำได้
นางเสาวนีย์ กล่าวว่า จากการไปตรวจราชการกรมศุลกากร พบว่า มีข้อมูลการนำเข้าตู้คอนเทนเนอร์เปล่า เพื่อบรรจุส่งสินค้าส่งออกจำนวนมากขึ้น แสดงให้เห็นว่าการส่งออกของไทยยังดีมาก
จึงเชื่อว่าการเก็บรายได้ภาษีจากผู้ประกอบการส่งออกนำเข้ายังทำได้ดีอยู่ จะมีปัญหาก็แค่ภายในประเทศเท่านั้นที่ยังต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด และได้สั่งให้ทุกกรมไปประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นว่ามีมากน้อยขนาดไหน
ขณะที่ นายสมชัย สัจจพงษ์ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า การชุมนุมของม็อบแดงส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกและนำเข้าสินค้าไม่มาก
โดยพิจารณาได้จากการจัดเก็บรายได้ภาษีของกรมศุลกากรที่ในช่วง 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2553 สามารถจัดเก็บได้เกินกว่าเป้าหมายถึงกว่า 6,000 ล้านบาท ซึ่งยังมั่นใจว่าการจัดเก็บรายได้ทั้งปีน่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 8.36 หมื่นล้านบาท
ถือว่าน่าเสียดายถ้าเศรษฐกิจไทยจะเสียหายจากความวุ่นวายทางการเมือง!!







