
รัฐบาลดึงเกมถอดถอนรอจังหวะชิง "วุฒิสภา"
ปัญหาว่าด้วยการถอดถอน “นิคม ไวยรัชพานิช” ประธานวุฒิสภา ทำท่าจะบานปลายแบบหาข้อยุติได้ยาก
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
ปัญหาว่าด้วยการถอดถอน “นิคม ไวยรัชพานิช” ประธานวุฒิสภา ทำท่าจะบานปลายแบบหาข้อยุติได้ยาก เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีความเห็นให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาและสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรไปประชุมและหาข้อสรุปร่วมกันจากนั้นค่อยส่งเรื่องมาให้คณะรัฐมนตรีอีกครั้ง
เหตุผลส่วนหนึ่งที่ ครม.ไม่สามารถดำเนินตราพระราชกฤษฎีกาได้ตามความขอของวุฒิสภาคือ การอ้างรัฐธรรมนูญมาตรา 273
บทบัญญัติมาตรานี้ ระบุว่า ในกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งเรื่องการถอดถอนบุคคลมาให้วุฒิสภานอกสมัยประชุมรัฐสภา จะต้องให้ประธานวุฒิสภาทำเรื่องถึงประธานรัฐสภาและดำเนินการตราพระราชกฤษฎีกา โดยให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ แต่ปรากฏว่าปัจจุบันไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งประธานสภาเพื่อทำหน้าที่ประธานรัฐสภา ประกอบกับไม่มีประธานวุฒิสภาที่สามารถทำหน้าที่ประธานรัฐสภาในฐานะรองประธานรัฐสภาได้ จึงเป็นเหตุให้ ครม.ที่เป็นหน่วยงานที่ต้องตราพระราชกฤษฎีกาไม่สามารถทำตามความต้องการของวุฒิสภาได้
ไม่เพียงเท่านี้ยังโยงด้วยว่าการที่วุฒิสภาจะดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งในช่วงเปลี่ยนผ่านจาก สว.เลือกตั้งชุดปัจจุบันไปสู่ สว.เลือกตั้งชุดใหม่ อาจจะมีปัญหาทางกฎหมายด้วย
ความเห็นจาก ครม.ดังกล่าวได้สร้างความไม่พอใจให้กับวุฒิสภาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการที่ไปดึงเลขาธิการสภาเข้ามาเกี่ยวข้อง เนื่องจากวุฒิสภามองว่ากระบวนการถอดถอนหรือแต่งตั้งบุคคลตามรัฐธรรมนูญมาตรา 132 ถือว่าเป็นหน้าที่รับผิดชอบสูงสุดของตัวเองแต่เพียงฝ่ายเดียว
วุฒิสภามองว่าแม้เลขาธิการสภาจะมีอีกสถานะหนึ่งเป็น “เลขาธิการรัฐสภา” ที่เป็นฝ่ายทำงานให้กับประธานรัฐสภา ซึ่งมีหน้าที่ในการเสนอพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมวุฒิสภาสมัยวิสามัญตามรัฐธรรมนูญมาตรา 132 และ 273 แต่เป็นเพียงหน้าที่ลักษณะผู้ประสานงานเท่านั้น ไม่สมควรเข้ามาเกี่ยวข้องกับกิจการของวุฒิสภา
“หากดูตามรัฐธรรมนูญมาตรา 132 ที่ระบุว่า ในระหว่างที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง หรือสภาผู้แทนราษฎรนั้นถูกยุบจะมีการประชุมวุฒิสภามิได้ เว้นแต่กรณี 1.การแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ 2.แต่งตั้งบุคคลที่เข้ามาดำรงตำแหน่งตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด และ 3.การถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง ซึ่งก็ได้ระบุชัดเจนว่าเป็นภารกิจของใคร จะให้ไปอธิบายในความเห็นของคนที่ตนเห็นว่าเป็นของคนที่มีความคิดเห็นไม่ถูกต้องคงไม่สามารถอธิบายได้ เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงคิดเช่นนั้น” ส่วนหนึ่งจากความไม่พอใจของ “สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย” รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่ประธานวุฒิสภา
จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นการบีบให้วุฒิสภาเปิดประชุมสมัยวิสามัญเฉพาะเรื่องการแต่งตั้งบุคคลเพียงอย่างเดียว ซึ่งประกอบด้วยการแต่งตั้ง “สุภา ปิยะจิตติ” ดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. และการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิในศาลปกครอง จากเดิมที่วุฒิสภาต้องการเปิดประชุมเพื่อเริ่มกระบวนการถอดถอน
แต่เหนืออื่นใดการกระทำของ ครม.ย่อมมองได้ในมุมหนึ่งว่าเป็นการดำเนินการบนปัจจัยทางการเมือง
ปัจจัยการเมืองที่ว่านั้นมีอยู่ด้วย 2 เรื่อง ได้แก่ 1.คดีของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม และ 2.การเลือกตั้งประธานวุฒิสภา
สำหรับปัจจัยในเรื่องคดีของยิ่งลักษณ์ ต้องไม่ลืมว่ายิ่งลักษณ์กำลังเผชิญหน้ากับคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งเฉพาะสำนวนของคดีในส่วนความผิดที่นำไปสู่การถอดถอนในวุฒิสภานั้นกำลังจะมีบทสรุปในเดือน พ.ค. หาก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดนายกฯ จะเป็นผลให้ปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้จนกว่าวุฒิสภาจะมีมติไม่ถอดถอน
ทว่า ในช่วงที่วุฒิสภาเป็นสุญญากาศเช่นนี้ การชี้มูลความผิดนายกฯ จะไม่อาจนำไปสู่กระบวนการถอดถอนได้เฉกเช่นกันกับกรณีของนิคม เพราะฝ่ายนิติบัญญัติยังไม่มีประธานและรองประธานรัฐสภา ตรงนี้เองอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่มีผลให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชะลอการชี้มูลความผิดนายกฯ ออกไปก่อนด้วยการไต่สวนพยานเพิ่มเติม เพื่อรอให้วุฒิสภามีประธานวุฒิสภาคนใหม่สำหรับขึ้นมาทำหน้าที่รองประธานรัฐสภาก่อนจากนั้นค่อยมาพิจารณาอีกครั้ง
นอกเหนือไปจากปัจจัยเรื่องคดีของนายกฯ ยังมีกรณี “การเลือกตั้งประธานวุฒิสภา” มาเป็นปัจจัยที่ชวนให้เกิดการขบคิดด้วย
กล่าวคือ วุฒิสภาเตรียมใช้จังหวะของการเปิดประชุมวุฒิสภาทั้งการถอดถอนหรือแต่งตั้งบุคคลมาดำเนินการเลือกประธานวุฒิสภา ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรอง สว.เลือกตั้งครบ 95% จนสามารถเปิดประชุมวุฒิสภาได้
ประธานวุฒิสภาคนใหม่ภายใต้บริบทการเมืองขณะนี้ ถ้าวันใดวันหนึ่ง “ยิ่งลักษณ์” และคณะรัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหรือจากสาเหตุอื่นขึ้นมา ประธานวุฒิสภาจะเป็นผู้ช่วยให้นายกฯ มาตรา 7 มีความเป็นไปได้ตามความคาดหวังของกลุ่ม กปปส.
หากเทียบขุมกำลังกันแบบตัวต่อตัวในเวลานี้ต้องยอมรับว่า สว.ฝ่ายสรรหานำโดยกลุ่ม 40 สว.มีความเป็นเอกภาพมากกว่า สว.เลือกตั้ง เนื่องจากอยู่ในตำแหน่งด้วยกันมานานถึง 6 ปี ผนวกกับ สว.เลือกตั้งที่เพิ่งได้รับการเลือกตั้งเข้ามาก็มีจำนวนไม่น้อยที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล
ต่างกับ สว.เลือกตั้งที่อยู่ฝั่งเดียวกับพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลที่เพิ่งเข้ามาในสภา ทำให้ยังขาดความเป็นปึกแผ่นพอสมควร เมื่อเทียบกับ สว.สรรหาที่สามารถชนะเลือกตั้งประธานวุฒิสภาได้ถึงสองครั้ง ด้วยสภาพภายในวุฒิสภาดังกล่าว จึงเอื้อให้ตำแหน่งประธานวุฒิสภาจะตกเป็นของฝ่าย สว.สรรหา
ดังนั้น รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยจำเป็นต้องหาทางประวิงเวลาไม่ให้เกิดการเปิดประชุมวุฒิสภาผ่านการอ้างเรื่องปัญหาข้อกฎหมายในการดำเนินการถอดถอนตามรัฐธรรมนูญ เพื่อรอดูสถานการณ์และจัดแถว สว.เลือกตั้งให้พร้อมรบกับ สว.สรรหาในศึกเลือกตั้งประธานวุฒิสภา
อย่างไรก็ตาม แผนดึงเกมของพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ยื้อได้อย่างมากที่สุดก็คงไม่เกินกลางเดือน พ.ค. เพราะในช่วงปลายเดือน เม.ย. ทาง กกต.จะต้องรับรอง สว.เลือกตั้งให้ครบ ซึ่งจะเป็นภาวะที่รัฐบาลต้องยอมเปิดประชุมวุฒิสภาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงเวลานั้นรัฐบาลคงต้องใช้กำลังภายในแก้เกมในวุฒิสภาอีกครั้ง







