
ความท้าทายด้านสิทธิมนุษยชน
กรณีการหายตัวไปอย่างมีเงื่อนงำของ “บิลลี่” พอละจี รักจงเจริญ แกนนำและนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนของชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยง สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของไทยว่ายังอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วงในสายตาของต่างชาติ
กรณีการหายตัวไปอย่างมีเงื่อนงำของ “บิลลี่” พอละจี รักจงเจริญ แกนนำและนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนของชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยง สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของไทยว่ายังอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วงในสายตาของต่างชาติ
ประเด็นร้อนที่เกิดขึ้นมาหลายวันแล้วในไทยเกี่ยวกับการหายตัวไปของบิลลี่ ได้ถูกหยิบยกขึ้นมานำเสนอและวิเคราะห์ผ่านบทความต่างๆ จากหลายสำนักข่าวในต่างประเทศ โดยเฉพาะมุมมองเรื่องสิทธิมนุษยชนในไทย
สำนักข่าวรอยเตอร์สได้เสนอข่าวดังกล่าวโดยอ้างอิงจากบทความของแบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการแผนกเอเชียขององค์การฮิวแมนไรต์วอตช์ ว่าทางการไทยต้องอธิบายเรื่องการหายไปของนักสิทธิมนุษยชนและพยานคนสำคัญในคดีฟ้องร้องเจ้าหน้าที่รัฐอย่างเร่งด่วน เนื่องจากเรื่องนี้เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลและภาครัฐไม่ควรปิดปากเงียบต่อคดีนี้ แต่ควรอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นกับ “บิลลี่” แกนนำคนสำคัญของชาวกะเหรี่ยงแห่งหมู่บ้านบางกลอยบนที่หายไปอย่างไร้วี่แวว
ทั้งนี้ พอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ ถือเป็นนักสิทธิมนุษยชนและพยานคนสำคัญ ในคดีที่ชาวบ้านบางกลอยบนที่ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ร้องต่อศาลปกครองตั้งแต่เดือน ก.ค. 2011 ในกรณีที่เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ นำโดย ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เข้าบุกรุกทำลายและเผาบ้านเรือนและทรัพย์สินของคนในหมู่บ้านกว่า 20 ครอบครัว
อย่างไรก็ตาม องค์การฮิวแมนไรต์วอตช์เชื่อว่าการหายตัวไปของแกนนำคนสำคัญของชาวกะเหรี่ยงในครั้งนี้ น่าจะเกี่ยวข้องกับคดีการฟ้องร้องที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะร่างเอกสารร้องเรียนความยาว 2 หน้า สำหรับถวายฎีกาขอความเป็นธรรม ที่บิลลี่พกติดตัวเสมอ
นอกจากบิลลี่แกนนำชาวกะเหรี่ยงแล้ว นักเคลื่อนไหวคนอื่นๆ ที่เรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ชาวบ้านบางกลอยบนนี้ก็ถูกคุกคามด้วย อาทิ ทัศน์กมล โอบอ้อม ผู้ประสานงานเครือข่ายกะเหรี่ยงแก่งกระจานก็ถูกลอบสังหารในวันที่ 10 ก.ย. 2011 ซึ่งศาลจังหวัดเพชรบุรีรับฟ้องว่าเป็นคดีจ้างวานฆ่า โดยมี ชัยวัฒน์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและพวกรวมอีก 5 คน ตกเป็นจำเลยในคคีดังกล่าว
อย่างไรก็ดี ผู้อำนวยการแผนกเอเชียขององค์การฮิวแมนไรต์วอตช์ยังวิเคราะห์เพิ่มเติมด้วยว่า เหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นและการหายตัวไปของแกนนำคนสำคัญอย่างไม่รู้สาเหตุ สร้างบรรยากาศความหวาดกลัวให้ปกคลุมไปทั่วอุทยานแห่งชาติแห่งนี้ ทว่าสิ่งนี้ก็เป็นตัวเร่งให้ชุมชนในอุทยานแห่งชาติรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องสิทธิของตัวเองอย่างเข้มแข็งเช่นกัน
นอกจากนี้ อดัมส์ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ รัฐบาลทุกประเทศต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดเกี่ยวกับการหายตัวไปของบุคคลที่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐกักขังหน่วงเหนี่ยว หรือพยายามปิดบังอำพรางไม่ให้สมาชิกในครอบครัวหรือทนายทราบที่อยู่หรือสถานะตามกฎหมายของบุคคลนั้นๆ เนื่องจากการหายตัวไปของบุคคลส่วนใหญ่มักจะมีความเสี่ยงสูงที่จะพบเจอกับการทนทุกข์ทรมาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานที่คุมขังนอกกฎหมาย







