
จีนปรับตัวเล่นบทนักลงทุนทุ่มเงินรุกอาเซียน
ถือเป็นข่าวตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยจะสู้ดีนักของประเทศจีน ที่มีรายงานทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ถือเป็นข่าวตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยจะสู้ดีนักของประเทศจีน ที่มีรายงานทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง เพราะแม้ล่าสุดตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ (พีเอ็มไอ) มาตรวัดกิจกรรมในภาคอุตสาหกรรมการผลิตประจำเดือน เม.ย. ของธนาคารเอชเอสบีซีและมาร์กิต รีเสิร์ช จะปรับขึ้นมาจากเดือนก่อนหน้ามาอยู่ที่ 48.3 แต่ก็ยังอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์จนเป็นสัญญาณยืนยันความอ่อนแอในการเติบโตทางเศรษฐกิจของแดนมังกร
กระนั้น นักวิเคราะห์หลายสำนักส่วนใหญ่ต่างเห็นตรงกันว่าเศรษฐกิจจีนที่ชะลอความร้อนแรงครั้งนี้ เป็นผลมาจากการปรับโครงสร้างและกลยุทธ์การเติบโตของรัฐบาลจีน ดังนั้น การค้าและการลงทุนจากจีนกับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในระยะยาวจึงไม่น่าจะซบเซาแต่อย่างใด
ยิ่งไปกว่านั้น จีนยังมีแนวโน้มเดินหน้าขยับขยายการค้าการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ซึ่งประกอบด้วยชาติสมาชิก 10 ประเทศอย่างกัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย พม่า ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม และไทยอย่างต่อเนื่อง
กระทั่ง อาจเรียกได้ว่าการเดินหน้าเข้ามาลงทุนในอาเซียนของจีนนับต่อจากนื้ถือเป็นส่วนหนึ่งที่จะกำหนดทิศทางอนาคตเศรษฐกิจของอาเซียนกันเลยทีเดียว
กาวิน บาวริง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยผู้บริโภค แห่งสถาบันวิจัยอาเซียน คอนฟิเดนเชียล แสดงความเห็นผ่านหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทมส์ ว่า การลงทุนโดยตรงของจีนในอาเซียนยังคงมีพื้นที่ว่างที่รอให้เต็มอยู่เป็นจำนวนมาก หรือยังมีโอกาสในอาเซียนสำหรับจีนที่จะเข้ามาลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออาเซียนเป็นหนึ่งในไม่กี่ภูมิภาคของโลกที่ยังคงมีแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ด้วยกำลังการบริโภคของคนภายในประเทศและยังสามารถเป็นฐานการผลิตสินค้าคุณภาพดีราคาไม่แพงได้อยู่
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาเฉพาะมูลค่าทางการค้าระดับทวิภาคีระหว่างจีนกับ 10 ชาติสมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) จะเห็นได้ว่าการค้าของทั้งสองฝ่ายขยายตัวมากกว่า 5 เท่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มจะแตะระดับเกือบ 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐในปีนี้
ขณะที่เมื่อพิจารณาเป็นรายประเทศ เฉพาะในช่วงปี 2013 ที่ผ่านมา มูลค่าการค้าของแต่ละประเทศในอาเซียนกับจีนถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูงมาก โดยประเทศที่เป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของจีนในอาเซียน คือ มาเลเซีย ซึ่งมีมูลค่าการค้าที่ 1.06 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ตามด้วย สิงคโปร์ที่ 7.59 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ไทยที่ 7.13 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ อินโดนีเซียที่ 6.84 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เวียดนาม 6.55 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ฟิลิปปินส์ที่ 3.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ พม่า 1.02 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และกัมพูชา 3,700 ล้านเหรียญสหรัฐ
ทว่าเมื่อหันมาดูตัวเลขการลงทุนโดยตรงของจีนในอาเซียน ตัวเลขดังกล่าวกลับมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียง 7% ของเงินลงทุนโดยตรงในต่างประเทศของจีนทั้งหมดรวมกันทั่วโลก ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใดที่จีนจะเดินหน้ารุกคืบอาเซียนที่มีแนวโน้มเติบโตในทางบวก
หลักฐานยืนยันก็คือการประกาศปรับเป้าหมายมูลค่าเงินลงทุนโดยตรงของจีนต่ออาเซียน ที่รัฐบาลแดนมังกรมุ่งมั่นว่าจะเพิ่มขึ้นให้ได้ที่ระดับ 1.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จากจำนวนเดิมซึ่งอยู่ที่ 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2020 ขณะเดียวกันจีนยังตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าทางการค้าระหว่างจีนกับอาเซียนให้ขึ้นมาอยู่ที่ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2020 เช่นกัน
นักวิเคราะห์หลายสำนักรวมถึงบาวริงต่างคาดการณ์ตรงกันว่าจีนจะเริ่มขยับบทบาทจากคู่ค้ามาเป็นนักลงทุนมากขึ้น โดยทิศทางเงินลงทุนโดยตรงจากจีนสู่อาเซียนมีแนวโน้มกระทบต่อ 3 ภาคส่วนหลักของอาเซียน คือ 1) โครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน 2) ตลาดอสังหาริมทรัพย์ และ 3) ภาคอุตสาหกรรมการผลิต
ทั้งนี้ เดิมจีนถือเป็นผู้สนับสนุนด้านทุนรายใหญ่ในโครงการสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของอาเซียนในหลายประเทศอยู่แล้วนับตั้งแต่วิกฤตการเงินปี 1997 เช่น ให้ทุนสร้างสนามบินเนย์ปิดอว์ในพม่า สร้างทางหลวงและโรงงานไฟฟ้าพลังน้ำในกัมพูชา หรือสร้างสะพานชวามาดูรา และโรงงานไฟฟ้าถ่านหิน 1 หมื่นเมกะวัตต์ ในอินโดนีเซีย
แต่นับต่อจากนี้ จีนจะกลายเป็นทั้งผู้สนับสนุนด้านการเงินและผู้ร่วมสร้างในโครงการมากขึ้น โดยเน้นหนักไปที่โครงสร้างขั้นพื้นฐานด้านพลังงาน เช่น สร้างเขื่อนเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าพลังน้ำและการคมนาคม เช่น ถนนและทางรถไฟความเร็วสูง เพื่อกระจายสินค้าและบริการจากจีนไปยังอาเซียน
นอกจากโครงสร้างขั้นพื้นฐานแล้ว จีนยังพยายามกระจายการลงทุนให้หลากหลายมากขึ้น โดยหนึ่งในตลาดสำคัญที่จีนก้าวเข้าไป คือ ภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยข้อมูลจากซีบีอาร์อี บริษัทวิจัยพบว่า ปีที่แล้วนักลงทุนจากจีนมีสัดส่วนคิดเป็น 30% ของการลงทุนหลักในภาคอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดในอาเซียน
ยิ่งไปกว่านั้น บรรดานักพัฒนารายใหญ่ในจีนเริ่มสนใจที่จะใช้โมเดลเดียวกับที่พัฒนาตลาดจีนมาใช้กับตลาดในอาเซียนอย่างเวียดนาม มาเลเซีย และไทย ที่กำลังพัฒนาเปลี่ยนจากชนบทไปสู่ความเป็นเมืองอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันจีนยังมีการลงทุนในสิงคโปร์ แม้จะเป็นตลาดที่อิ่มตัวแล้วก็ตาม
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า แนวโน้มดังกล่าวจะทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในอาเซียนร้อนแรงได้ไม่ยาก และเป็นตัวอาเซียนแต่ละชาติเองที่ต้องขยับทัพจัดกระบวนการรับมือกับนักลงทุนจากจีนเหล่านี้ให้ดี เพื่อให้เป็นประโยชน์กับประเทศต่างๆ ในอาเซียนได้มากที่สุด
ขณะที่ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมการผลิต แม้จะเผชิญคู่แข่งมากมายแต่จีนก็เดินหน้าเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง
ตัวอย่างเช่น ในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ บริษัท เอสเอไอซี และเกรท วอลล์ ของจีนเพิ่งจะประกาศลงทุนมูลค้าหลายล้านเหรียญสหรัฐในมาเลเซียและไทย ในภาคอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร ที่นักลงทุนจีนเริ่มสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีไทยเป็นเป้าหมายหลักในอุตสาหกรรมสิ่งทอ จีนรุกหนักเข้าไปลงทุนในเวียดนาม โดยเงินลงทุนโดยตรงจากจีนปีที่แล้วเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 710% และในอุตสาหกรรมเหล็กที่จีนเข้าไปลงทุนในอินโดนีเซีย โดยอยู่ในส่วนของการเพิ่มมูลค่าสินค้าเหล็กด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีหลอมเหล็ก ซึ่งช่วยให้นักลงทุนจากจีนเป็นที่ต้อนรับมากขึ้น และอาจมากกว่าการลงทุนแบบเดิมในฐานะเจ้าของโรงงานถลุงเหล็ก
อย่างไรก็ตาม การก้าวเข้ามาในอาเซียนของจีนพร้อมด้วยทุนมหาศาลและเทคโนโลยีที่เริ่มมีการพัฒนาให้ทัดเทียมชาติตะวันตกก็ใช้ว่าจะราบรื่นเสมอไป เนื่องจากจีนต้องแข่งขันกับญี่ปุ่น ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก ซึ่งเข้ามาลงทุนในอาเซียนอย่างเข้มข้น ทั้งในภาคอุตสาหกรรมการผลิต การเกษตร พลังงานสะอาด การสาธารณสุข และโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน
ขณะเดียวกันจีนยังต้องแข่งขันกับบรรดาประเทศต่างๆ ในอาเซียนที่มีแนวโน้มจะมีการลงทุนข้ามพรมแดนระหว่างกันมากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากกลายเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2015 ซึ่งเปิดทางให้การเคลื่อนย้ายทุน ทรัพยากร และแรงงานเป็นไปอย่างเสรีมากขึ้น
ทั้งนี้ เมื่อคำนึงว่าอาเซียนยังคงเป็นภูมิภาคที่มีโอกาสเติบโตได้สูง เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ ดังนั้นจึงต้องยอมรับกันแล้วว่า ยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจในเอเชียอย่างจีนจึงมีแนวโน้มที่จะเข้ามามีบทบาทด้านการลงทุนในอาเซียนมากขึ้น นอกเหนือจากการเป็นประเทศคู่ค้าด้านการนำเข้าส่งออกเหมือนที่ผ่านมา และเป็นอาเซียนเองที่จะต้องเตรียมพร้อมตั้งรับและปรับตัวเพื่อรับมือ ไม่ใช่เพียงเฉพาะกับจีนเท่านั้น แต่หมายรวมถึงนักลงทุนอื่นๆ จากทั่วโลก







