
ช่วงวิกฤตของรัฐบาลยิ่งลักษณ์
หลังเทศกาลแห่งความสุขอย่างสงกรานต์เพิ่งจะผ่านพ้นไปแค่สัปดาห์เดียว สถานการณ์บ้านเมืองก็เริ่มส่อแววจะเริ่มเดือดอีกครั้ง โดยเฉพาะรักษาการนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐบาล ที่กำลังลุ้นระทึกแบบนับถอยหลังวันต่อวันรอคำตัดสินในคดีสำคัญที่เขย่าเก้าอี้ประจำตำแหน่งจากองค์กรอิสระหลายแห่งในประเทศ ทั้ง “ศาลรัฐธรรมนูญ” และ “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)” ในเดือน พ.ค.ที่ใกล้จะถึงนี้
หลังเทศกาลแห่งความสุขอย่างสงกรานต์เพิ่งจะผ่านพ้นไปแค่สัปดาห์เดียว สถานการณ์บ้านเมืองก็เริ่มส่อแววจะเริ่มเดือดอีกครั้ง โดยเฉพาะรักษาการนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐบาล ที่กำลังลุ้นระทึกแบบนับถอยหลังวันต่อวันรอคำตัดสินในคดีสำคัญที่เขย่าเก้าอี้ประจำตำแหน่งจากองค์กรอิสระหลายแห่งในประเทศ ทั้ง “ศาลรัฐธรรมนูญ” และ “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)” ในเดือน พ.ค.ที่ใกล้จะถึงนี้
การเมืองไทยที่เริ่มมีแนวโน้มจะกลับมาร้อนฉ่าเช่นเดียวกับอุณหภูมิในเดือน เม.ย.นี้ ทำให้สำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่งเริ่มนำเสนอข่าวความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในวิกฤตการเมืองครั้งนี้
ทั้งนี้ ไฟแนนเชียล ไทมส์ สื่อสิ่งพิมพ์ด้านเศรษฐกิจที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ก็ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นการเมืองร้อนดังกล่าวด้วยเช่นกัน
โดย ไมเคิล พีล ผู้สื่อข่าวจากไฟแนนเชียล ไทมส์ ให้ความเห็นว่า วิกฤตการเมืองของไทยที่ผ่านมาหลายเดือนนั้นยังไม่เข้าสู่ภาวะที่อันตรายอย่างแท้จริง แต่การเรียกร้องให้เกิดตุลาการปฏิวัติของกลุ่มผู้ต่อต้านรัฐบาลจะยิ่งเร่งให้เกิดความเสี่ยงที่นำประเทศไปสู่การปกครองในรูปแบบการรวมอำนาจไว้ที่กลุ่มคนเพียงกลุ่มเดียวหรือส่งผลให้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นได้
สาเหตุสำคัญมาจากกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาล หรือกลุ่มเสื้อแดง ที่นำโดยแกนนำหลักอย่าง จตุพร พรหมพันธุ์ ประกาศกร้าวว่าจะปกป้องนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หากคำตัดสินขององค์กรอิสระต่างๆ ส่งผลด้านลบต่อฝ่ายรัฐบาล
ทั้งนี้ รักษาการนายกฯ ยิ่งลักษณ์ กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินคดีความจากองค์อิสระถึง 2 แห่ง ได้แก่ ศาลรัฐธรรมนูญ ที่ถูกร้องให้ศาลวินิจฉัยคดีการโยกย้าย ถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ว่าเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่
ส่วนอีกคดีที่กำลังรอการชี้ชะตาจาก ป.ป.ช. คือ คดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ที่ ป.ป.ช. แจ้งข้อกล่าวหาแก่ยิ่งลักษณ์ว่าเพิกเฉยต่อหน้าที่ในการปล่อยให้เกิดการทุจริตในโครงการดังกล่าว และการระบายข้าว ซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจแก่ประเทศจำนวนมหาศาล
อย่างไรก็ดี แม้ฝ่ายผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลจะออกมาเรียกร้องให้ลาออกจากตำแหน่งจากคดีความที่เกิดขึ้น ทว่ารักษาการนายกรัฐมนตรีก็ได้ออกมาปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
ซึ่งจากบทวิเคราะห์ของไมเคิล พีล ชี้ว่า ความขัดแย้งและการเคลื่อนไหวทางการเมืองระหว่างตระกูลชินวัตรและพวกพ้องกับกลุ่มผู้ต่อต้านรัฐบาลที่มีชนชั้นนำของสังคมไทยเป็นแกนนำเริ่มทวีความเลวร้ายลงเรื่อยๆ
ทั้งนี้ การตีความและยอมรับบทบาทขององค์กรอิสระต่างๆ ที่แตกต่างกันของพลเมืองที่มีความเห็นทางการเมืองต่างกันทั้งสองฝ่าย ก็ยิ่งจะทำให้สถานการณ์เข้าสู่ภาวะที่ตึงเครียดมากขึ้น ไมเคิล พีล จึงกล่าวสรุปถึงทางออกในเรื่องดังกล่าวว่า การสร้างสมดุลที่เหมาะสมระหว่างอำนาจตุลาการ อำนาจบริหาร และอำนาจนิติบัญญัติ ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และการล้างอำนาจเก่าของกลุ่มที่มีอิทธิพลทางการเมืองจะช่วยให้ไทยมีประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์







